ทัศนคติ

โรคซึมเศร้า และเรื่องเล่าจากแผนกจิตเวช

โรคซึมเศร้า

“กูรู้สึกอยากฆ่าตัวตายหวะ” เพื่อนสนิทของผมพูดประโยคสั้นๆ แต่โคตรทรงพลังขึ้นในขณะที่พวกเรากำลังกินบุฟเฟ่กันอยู่สองคน โรคซึมเศร้า ผมนึกถึงคำนี้เป็นอย่างแรก

 

พวกเรากำลังเฉลิมฉลองให้กับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง เราพูดคุยกันถึงเรื่องราวชีวิต ความมุ่งหมายต่อวันพรุ่งนี้ สิ่งที่เหนี่ยวรั้งฉุดดึงความรู้สึกไว้ และนั่นกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของคำสารภาพนั้น

 

“คำว่าอยากฆ่าตัวตายของมึงเนี่ย มันอยากฆ่าตัวตายระดับไหนวะ”

 

ผมเอ่ยถามเพื่อนสนิทไปอย่างจริงจัง ความจริงประเด็นเรื่องการดำรงอยู่ของชีวิตเป็นหัวข้อที่แสนจะปรกติระหว่างผมกับเพื่อนมาก เราเสพงานเขียนด้าน existentialism กันค่อนข้างมาก ปรัชญาคำถามที่ว่าเรามีสิทธิ์จะฆ่าตัวตายไหมเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผมมาก แต่ก็ไม่มากพอจะให้วางเฉยต่อแววตาที่ทอดมานั้นได้

 

“วางแผนไว้หมดแล้วแหละ แค่ยังไม่ได้ทำ”

 

เพื่อนของผมตอบมาแบบไม่ปิดบังอะไรสักนิด ความจริงชีวิตของเพื่อนผมประสบพบเจอปัญหาอะไรมามาก และผมก็มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหามาบ้างโดยตลอด ผมเห็นเค้าโครงของความทุกข์นั้นมานานแสนนาน

 

“ไปหาหมอกัน” ผมพูดแบบรวบรัด

 

“หมออะไรวะ” เพื่อนผมถาม

 

“จิตแพทย์ไง ไปหากัน เดี๋ยวกูไปเป็นเพื่อน นัดวันให้ จองคิวให้ มึงไม่ต้องทำอะไร ขอแค่ไปกับกูก็พอ”

 

ผมเอ่ยอย่างรวดรัดตัดความ เพื่อนของผมเถียงอะไรมาบ้างเล็กน้อย ทั้งเรื่องการหาหมอที่ตั้งใจจะไปกันในวันธรรมดา ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล รวมไปถึงความรู้สึกว่าการไปพบแพทย์เฉพาะทางก็ดูจะช่วยเยียวยาอะไรไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะยอมประนีประนอม ผมชักจูงให้เพื่อนผมไปหาหมอกับผมด้วยจนได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็น่าจะเป็นจากความเกรงใจที่เพื่อนมีต่อผมมากกว่าเจตนาที่สนใจจะรักษาตนเอง

 

 

 

เพื่อนของผมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า

 

หมอให้ยาเพื่อนผมมา 3 ตัว ยาโรคซึมเศร้าทำให้เพื่อนผมไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด และยานอนหลับที่ได้มาด้วยก็ทำให้เพื่อนผมหลับแบบแทบสลบ ตื่นมาทำงานแบบไม่ค่อยจะเต็มร้อย สัปดาห์แรกของเพื่อนผมกับการรักษาผ่านไปอย่างทรมาน ผมโทรหาเพื่อนเกือบทุกวัน ทั้งปลุกทั้งปลอบให้ไม่เลิกล้มความตั้งใจในการกินยาไปเสียก่อน ผมรู้ว่าเพื่อนผมไม่อยากกินยานักหรอก แต่เพื่อนผมเกรงใจผม และผมยินดีมากที่จะให้เรื่องราวดำเนินไปแบบนั้น (อย่างน้อยก็ช่วงระยะหนึ่ง)

 

พวกเราไปพบหมอกันอีกครั้งหลังจากกินยาได้ 2 สัปดาห์

 

หมอบอกว่าเพื่อนผมมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าการรักษาโรคซึมเศร้าต้องใช้เวลากว่า 6 เดือน แต่ในระยะสั้น อารมณ์ของเพื่อนผมก็สดใสขึ้นมาก หมอพิจารณาปรับลดยาเหลือ 2 ตัว อาการข้างเคียงจากยาจะลดลง และพวกเราเหลือเวลาอีกหลายเดือนที่จะสู้กันต่อไป

 

 

 

“เป็นยังไงบ้างวะ”

 

ผมตัดสินใจถามเพื่อนขึ้น พวกเรากำลังอยู่ในร้านบะหมี่เกี๊ยวที่พวกเราออกมากินกันเป็นมื้อเย็นหลังจากหาหมอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“มันตื้อๆ ไม่เศร้า แต่ก็ไม่สุขมาก มันเหมือนรู้สึกกับอะไรน้อยลง มันทื่อๆ เหมือนรับมือกับปัญหาได้ง่ายขึ้น เพราะอารมณ์เราไม่ค่อยรู้สึกรู้สากับมันมากนัก” เพื่อนผมตอบมาแบบนามธรรมมาก แต่ผมรู้สึกว่าผมเข้าใจ

 

“ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นนะ มึงรู้สึกใช่ไหม” ผมพูด

 

“มีสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปมากนะ กูรู้สึกได้ชัดเลย” เพื่อนผมพูดต่อ

 

“อะไรวะ” ผมถามแบบสงสัย

 

“กูไม่เคยคิดอยากฆ่าตัวตายอีกเลย มึงเชื่อไหมว่าความรู้สึกแบบนั้นมันหายไปจนหมด กูรู้สึกว่ากูอยากอยู่ต่อ กูยังอยากมีชีวิตต่อไป”

 

ประโยคนั้นเหมือนสิ่งที่มาพังทลายความอึดอัดคับข้องใจที่พวกเราแบกไว้จนหมดสิ้น เพื่อนผมน้ำตาไหล ผมน้ำตาไหล เราสองคนกำลังนั่งร้องไห้อยู่ในร้านบะหมี่เกี๊ยวกันสองคน

 

ผมร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกดีที่ช่วยพาเพื่อนของผมผ่านมรสุมมาจนได้ ถึงแม้ว่าพายุจะยังไม่จบสิ้น แต่ผมก็คิดว่าเราได้ผ่านส่วนที่ยากลำบากที่สุดมาแล้ว ใจผมมันรื้นไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ผมรู้สึกว่าตัวเองมีค่าเป็นอย่างมากที่ได้เป็นมือหนึ่งที่ดึงเพื่อนออกมาจากความรู้สึกที่ดำมืด อย่างน้อย ผมก็ไม่เห็นแววตาแห่งความทุกข์ทรมานในวันวานคู่นั้นอีกต่อไปแล้ว

 

 

 

โรคซึมเศร้า จะบอกว่ารักษายากก็ยาก จะรักษาง่ายก็ง่าย

 

สุดท้ายแล้ว การอดทนกินยาประมาณ 6 เดือนก็ทำให้ผู้ป่วยแทบทุกคนหายได้ แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะสามารถกินยาได้อย่างต่อเนื่องได้ถึง 6 เดือน

 

คนข้างกายสำคัญมาก

 

ใครสักคนที่คอยช่วยกันประคับประคองกันไปในวันที่ยากลำบากที่สุด เพื่อน ครอบครัว คนรัก ใครก็ได้สักคนที่พร้อมจะเข้าใจ บางทีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็ดูเหมือนจะโชคร้ายที่โรคไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนเลย หลายครั้งมันจึงกลายเป็นการถูกละเลยเพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจ ทั้งที่ความจริงแค่เราจับมือกันไป กอดคอกันไป เพียงไม่นาน ปลายทางที่มีแสงสว่างก็รอที่จะให้เราไปพบแล้ว

 

โรคซึมเศร้า รักษาได้ ย้ำว่า รักษาได้

 

หากใครมีความรู้สึกทุกข์ระทมหม่นหมองจนเสียการเรียนเสียการงาน รู้สึกอยากฆ่าตัวตาย ทั้งจะฆ่าจริงฆ่าประชด ไปหาหมอเถอะ ทุกอย่างจะดีขึ้นจริงๆ นะ อย่างน้อยผมก็พิสูจน์เรื่องนี้มาแล้วที่ร้านบะหมี่เกี๊ยวร้านหนึ่งที่ผมคงจะไม่มีวันลืมเลย

 

คุณมีสิทธิ์หาย อย่าปล่อยให้โอกาสไหลผ่านไปตามเวลา

 

แด่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และคนเคียงข้างของเขาทุกคน

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy