ทัศนคติ

กฎของแรงดึงดูด และความเป็นจริงเชิงปฏิบัติ

กฎของแรงดึงดูด และความเป็นจริงเชิงปฏิบัติ

กฎของแรงดึงดูด และความเป็นจริงเชิงปฏิบัติ

 

ความสำเร็จน่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่มนุษย์อยากจะถอดพันธุกรรมออกมามากที่สุด เพราะหากจะวัดจากเป้าหมายยอดนิยมของมนุษย์ก็มีอยู่ให้เลือกสรรเพียงไม่มาก โดยหลักแล้วน่าจะเป็นความสุข และแน่นอน ความสำเร็จคือถนนสายสำคัญที่ทอดตรงไปสู่เป้าหมายนั้น มนุษย์เราเฝ้าถามกันมายาวนานหลายทศวรรษว่า พรสวรรค์หรือพรแสวงที่สำคัญกว่า แต่ไม่แน่ บางทีจอกศักดิ์สิทธิ์แห่งความสำเร็จอาจจะอยู่ใกล้ตัวกว่านั้น เช่น ความฝัน หรือหากเรียกให้ถูกต้อง ความฝันที่อยากจะมีฝันอันงดงาม

 

เมื่อประมาณ ๑๔ ปีที่แล้ว มีหนังสือเล่มหนึ่งออกวางขายครั้งแรกที่ประเทศออสเตรเลีย และเพียงไม่นานก็กลายเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า The Secret เขียนโดย Rhoda Byrne หนังสือแนวพัฒนาตนเองที่ว่าด้วยหลักของแรงดึงดูดหรือ Law of Attraction หนังสือได้รับการแปลไปเป็นมากกว่า ๕๐ ภาษาทั่วโลก มียอดขายมากกว่า ๓๐ ล้านเล่ม หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา เจ้าของตำแหน่งกวีซีไรต์

 

กฎของแรงดึงดูดพูดถึงหลักการที่ว่า หากเรานึกถึงสิ่งใดมากพอ พลังของเราจะดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามา เช่น หากใจเรานึกถึงแต่สิ่งดี สิ่งดีก็จะวิ่งเข้ามาหา แต่ถ้าใจเรานึกถึงแต่สิ่งร้าย สิ่งร้ายก็จะไหลมาเทมาเช่นกัน แนวคิดเรื่องกฎของแรงดึงดูดถูกวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะหลักการดังกล่าวมีการนำไปตีความใช้กันอย่างหมิ่นเหม่ในวงการการชี้นำชีวิตที่ค่อนไปทางเทา เรียกได้ว่ามีหนังสือที่มีสาวกอยู่มาก แต่ก็มีคนที่ตั้งตนเป็นปรปักษ์อยู่มากเช่นกัน แต่ถ้าตัดเรื่องของกระพี้ออกไปให้หมดสิ้น เหลือเพียงแค่แก่นเรื่องกฎของแรงดึงดูด แนวคิดนี้ก็มีคำอรรถาธิบายที่สมเหตุสมผลอยู่มากมายพอสมควร

 

ความจริงแล้วหลักการใกล้เคียงกับกฎของแรงดึงดูดไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีชื่อเรียกเฉพาะตัวว่า Self – fulfilling Prophecy หรือให้แปลเป็นไทยจะได้ใจความประมาณว่า ปรากฏการณ์ความคาดหวังสร้างความจริง ในเชิงจิตวิทยาสังคม การที่คนคนหนึ่งมีความคาดหวังว่าบางสิ่งบางอย่างจะเกิดขึ้น ความคาดหวังของคนคนนั้นจะส่งผลให้การแสดงออกหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นไปสนับสนุนให้เกิดความหวังนั้นขึ้นได้โดยที่เจ้าตัวเองก็อาจจะแทบไม่รู้ตัว

 

แน่นอนว่าหลักการ Self – fulfilling Prophecy ได้รับการพิสูจน์ในระดับหนึ่งแล้ว โดย Robert Rosenthal และ Lenore Jacobson ได้ทำการวิจัยโดยทำการทดสอบ IQ ของเด็กนักเรียนในโรงเรียน คัดเลือกเด็กกลุ่มที่มี IQ ใกล้เคียงกันมากจนพอจะเรียกได้ว่ามีความฉลาดเท่าเทียมกัน หลังจากนั้นจึงแบ่งเด็กกลุ่มนี้ออกเป็น ๒ กลุ่มเท่า ๆ กันและตั้งเป็นห้องเรียน ๒ ห้อง ครูคนหนึ่งได้รับหน้าที่ในการสอนนักเรียนทั้ง ๒ ห้องนี้ และได้รับข้อมูลมาว่านักเรียนห้องหนึ่งฉลาดมาก เป็นนักเรียนระดับหัวกะทิ ในขณะที่นักเรียนอีกห้องไม่ฉลาดเลย เป็นนักเรียนระดับท้ายห้อง ครูได้รับมอบหมายให้สอนเป็นเวลาหนึ่งเทอม หลังจากนั้นจึงทำการทดสอบเด็กด้วยข้อสอบชุดเดียวกัน ผลลัพธ์เป็นไปตามคำทำนาย เด็กหัวกะทิทำผลคะแนนได้ดีกว่าเด็กท้ายห้องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ถึงแม้ว่าตอนเริ่มต้น พวกเขาจะมี IQ อยู่ในระดับเท่าเทียม

 

๔ กลไกที่เปลี่ยนความคาดหวังเป็นความจริงได้ เปลี่ยนเด็กธรรมดาให้เป็นไปได้ทั้งดีและร้าย คือ ความเชื่อของเรา – การกระทำของเรา – การกระทำของผู้อื่น – ความเชื่อของเรา อธิบายง่าย ๆ คือ เมื่อเรามีความเชื่ออย่างยิ่งยวดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว การกระทำของเราจะชี้นำไปในเส้นทางนั้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อเราทำสิ่งนั้นมาก ๆ การกระทำของเราก็จะไปเหนี่ยวนำให้คนอื่นเชื่อและทำตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา เรื่องราวก็จะดำเนินไปสู่ความเชื่อตั้งต้นของเราอย่างไม่รู้ตัว อาจจะเรียกได้ว่าเชื่อจนกลายเป็นจริงก็ไม่ผิดนัก

 

อย่างกรณีของ Robert Rosenthal และ Lenore Jacobson คุณครูผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ว่ากำลังถูกจับตามองอยู่กำลังทำทุกอย่างไปตามความเชื่อของตนเอง สำหรับเด็กห้องหัวกะทิ ครูก็เชื่อว่าเด็กเหล่านี้เก่ง ตั้งใจสอน ตั้งใจให้การบ้าน ตั้งใจปลูกฝังความเชื่อว่าเด็กเก่งลงไป เด็กจึงซึมซับและแปรสภาพกลายมาเป็นการกระทำโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่ที่ห้องเด็กท้ายห้องก็ไม่ต่าง เพียงแต่เป็นการกระทำด้านตรงกันข้าม สุดท้ายผลลัพธ์ก็ไม่ผิดไปจากทำนาย ความเชื่อไปเปลี่ยนแปลงได้แม้แต่ IQ ของคนอื่นที่ไม่ใช่เรา

 

หากเราได้รับรู้ข้อเท็จจริงอันน่าสนใจทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมนี้แล้ว เราจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้อะไรกับชีวิตของเราได้บ้าง แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถใช้ความเชื่อไปเปลี่ยนความจริงอันไม่อาจจะเปลี่ยนแปลง หรือความจริงที่เปลี่ยนแปลงได้ยากได้ เช่น ความจริงทางวิทยาศาสตร์ ความจริงทางคณิตศาสตร์ หรือความจริงที่อาศัยความเข้าใจของคนจำนวนมากมายมหาศาลร่วมกัน แต่ในทางตรงกันข้าม หากความจริงที่เราสนใจจะเปลี่ยนเป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับตัวเราเป็นหลัก และมีค่าเป็นอย่างมากต่อชีวิต แบบนี้ยิ่งย่อมเป็นสิ่งคุ้มค่าให้เราวาดมือขึ้นยกทำนาย

 

คงไม่มีอะไรถักทอความฝันได้ดีไปกว่าตัวความฝันเองอีกแล้ว เมื่อเราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะสำเร็จ การกระทำของเราจะปูลาดไปในหนทางแห่งความสำเร็จนั่นจนบางทีแม้แต่เราก็ไม่อาจรู้ตัว ยกตัวอย่าง หากอยากเป็นนักเขียน และเราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จในอนาคต เราจะฝึกเขียนเพื่อสร้างทักษะ เราจะตั้งหน้าตั้งตาอ่านเพื่อศึกษาหาคลังคำ แต่หากไม่ หรือเชื่อมั่นได้ไม่มากพอ เราจะเอาแต่วาดวิมานในอากาศ แต่ไม่พยายามแม้แต่จะลงมือสร้างมันขึ้นมาในความจริง

 

ไม่มีองค์ประกอบใดในความฝันที่สำคัญไปกว่าความฝันอีกแล้ว ถึงแม้ว่าเรื่องของ Self – fulfilling Prophecy จะบอกเล่าได้ง่ายในทางทฤษฎี แต่แท้จริงแล้ว มันยังต้องผ่านการขัดสีทางความเชื่อ การกระทำของตนเอง และการกระทำของคนรอบด้านเป็นอย่างมากเพื่อจะได้รับมา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่คุ้มค่าที่จะทดลองเอาจริงเอาจังกับความฝันดูสักครั้ง ใครจะรู้ว่าภาพอนาคตอันสำเร็จและงดงามที่เราแสนจะปรารถนาอันตั้งอยู่ไกลลิบในเบื้องหน้า จริงแท้นั้นกลับถูกวาดด้วยมือทั้งสองและใจที่อุดมไปด้วยความฝันของเราเองก็ได้ อย่าลืมฝัน ไม่ว่าฝันนั้นจะใหญ่โตเท่าไหร่ก็ตาม

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน