ทัศนคติ

ทำอย่างไรให้ใจยืดหยุ่นต่อความล้มเหลว : ล้มแล้วยังลุกได้ใหม่ ฝึกซ้อมอย่างไรให้แกร่งกว่าเดิม

ทำอย่างไรให้ใจยืดหยุ่นต่อความล้มเหลว

ทำอย่างไรให้ใจยืดหยุ่นต่อความล้มเหลว : ล้มแล้วยังลุกได้ใหม่ ฝึกซ้อมอย่างไรให้แกร่งกว่าเดิม

 

การล้มเหลวคือการเรียนรู้ คนที่ประสบความสำเร็จใคร ๆ ก็พูดแบบนี้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรวบรวมแรงกำลังและลุกขึ้นมาได้ในวันที่มองไปก็เจอแต่ซากปรักหักพัง ไม่มีอะไรที่ควบคุมได้หรือเป็นไปดั่งใจเลย เราจะทำอย่างไรให้ยืดหยุ่นต่อความล้มเหลว ล้มแล้วยังลุกได้ใหม่ ฝึกซ้อมอย่างไรให้ลุกได้ไหว ?

 

Resilience หรือ การยืดหยุ่นต่อความล้มเหลวหรือสถานการณ์ทางลบที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น คือ ความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองกลับมาได้หลังจากเจอกับเหตุการณ์ร้าย ๆ อาจจะทั้งทางร่างกาย เกิดขึ้นกับความคิด หรือภายในจิตใจที่ส่งผลกระทบมายังอารมณ์และการดำเนินชีวิต ในทางจิตวิทยาได้มีการศึกษาว่าทำอย่างไรจึงจะส่งเสริมให้คนคนหนึ่งมีความสามารถที่จะยืดหยุ่นนี้ได้ โดยหยิบยกเบื้องต้นมา ดังนี้

 

1          พื้นฐานสำคัญคือร่างกายและสุขภาพ

 

การได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ การรับประทานอาหารที่ได้สารอาหารครบ การได้ออกกำลังกายขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว คือ พื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ยืดหยุ่นทางจิตใจ เพราะการที่สมองจะคิดเรื่องต่าง ๆ ได้ดี การที่อารมณ์ดี ๆ จะเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องใช้พลังงาน ในวันที่ไม่ได้พักผ่อน เหนื่อยล้าจนเกินไป อาจจะไม่มีแรงจะลุกไปหยิบจับทำอะไร หรือต่อให้แม้ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ พยายามมากแค่ไหน ก็อาจจะไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกดีขึ้นได้มาก หากร่างกายและสุขภาพอ่อนเพลีย

 

2          การเลือกที่จะมองหาและอนุญาตที่จะมองเห็น นับเรื่องดี ๆ

 

สมองของเราถูกฝึกฝนมาให้มองเห็นสัญญาณเตือนภัยหรือเหตุการณ์ทางร้ายอยู่เป็นเรื่องปกติ เพราะมันคือสัญชาติญาณของการมีชีวิตรอด หากเราเห็นสัญญาณเตือนเหล่านั้นแล้วไม่สนใจหรือไม่ระวัง เราคงไม่สามารถมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ได้ แต่การเชี่ยวชาญในการจับสัญญาณทางร้ายมากเกินไป ทำให้เราละเลยและมองข้ามเรื่องดีที่ซ่อนอยู่หรืออาจจะมองเห็นแต่ใช้เวลากับมันสั้นเกินไป เพราะรู้สึกว่า “ภัยใหม่กำลังเข้ามา”

 

ดังนั้นแล้วสิ่งที่เราอาจจะพอฝึกฝนได้ คือ การฝึกตามล่าหาเรื่องดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ (HTGS Hunting for The Good Stuff ) หรือ การอนุญาตให้ตัวเองนึกถึงความทรงจำที่ดี ๆ เพลิดเพลินและมีความสุขกับเรื่องที่น่าพอใจในระยะเวลาที่ยาวขึ้นบ้าง (savouring) เช่น การได้เขียนไดอารี่ถึงเรื่องดี ๆ การได้เปิดดูภาพถ่ายที่สะสมไว้ที่ทำให้นึกถึงสิ่งดี ๆ ในยามที่เราพักผ่อน นี่คือการนับว่าเรามีเรื่องดี ๆ อะไรในชีวิตอยู่บ้าง

 

3          วางใจไว้ในแดนบวก ทำให้เราหูตากว้างไกล คิดถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ

 

ถ้าเราจดจ่อมองเห็นแต่เรื่องร้าย ๆ ไม่ได้มองหาและมองเห็นเรื่องดี ๆ บ้างเลย มันจะเหมือนเราวางใจไว้ในแดนลบเสมอ คือ อยู่กับอารมณ์ทางลบ เศร้า กังวล กลัว โกรธ มันก็จะทำให้การใช้ชีวิตของเรารายล้อมด้วยความรู้สึกเครียด ต้องรับมือ ระแวง ตระหนก แต่หากเรามีบ้างบางเวลาที่เราได้พาใจมาไว้ในแดนบวก อยู่กับอารมณ์ทางบวก เช่น ความสุข ความประทับใจ ความภูมิใจ การรู้สึกขอบคุณ ในช่วงเวลานั้นก็จะทำให้เรารายล้อมด้วยความรู้สึกที่เปิดกว้าง สร้างสรรค์ มีพลังที่จะเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในแดนบวกตลอดเวลาทั้งวัน แต่เว้นเวลาให้ได้สัมผัสพื้นที่ตรงนี้บ้างให้สมดุล

 

4          ตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ นับความสำเร็จเล็ก ๆ แต่นับเรื่อย ๆ

 

การตั้งเป้าหมาย (Goal setting) เป็นเรื่องที่มีความหมายมาก ๆ เพราะมันจะทำให้เราชัดเจนว่าจะทำอะไร รู้สึกว่ามีอะไรให้ยึดไว้ให้ลงมือ เห็นความก้าวหน้าและนับความสำเร็จได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือการตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ (achievable)

 

การตั้งเป้าหมายที่เป็นอุดมคติ หรือเป้าหมายที่ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะล้มเหลว (set up to fail) ไม่ได้ช่วยอะไร บางทีอาจเริ่มต้นจากเป้าหมายเล็ก ๆ ค่อยๆเป็นลำดับขั้นก้าวไป จะ “อ่านหุ้นวันละ 1 นาที” เป้าหมายในลักษณะนี้เป็นเป้าหมายที่ให้ประโยชน์กับเรา และหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำได้ยาก เพราะ 1 นาที มันไม่สามารถมีข้ออ้างใด ๆ แต่เมื่อเราเปิดอ่าน 1 นาทีแล้ว เราจะอ่านไปได้มากกว่านั้นเสมอ มันทำให้เรานับความสำเร็จได้ และสามารถจะทำต่อเนื่องไปได้ทุกวัน

 

6          สุ่มทำในสิ่งที่เป็นความดีให้เกิดขึ้นในทุก ๆ วัน

 

การทำความดีไม่จำเป็นต้องใช้เงิน อาจจะเป็นการทำความดีภายในบ้าน ทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถู ซ่อมอุปกรณ์ การส่งข้อความไปถามไถ่ชีวิต การโทรไปหาครูประถม โทรไปขอบคุณคนที่สอนให้เรารู้จักตลาดหุ้น ส่งข้อความไปหาเพจที่ให้ความรู้ดี ๆ การทำสิ่งที่ให้ประโยชน์แบบนี้ก็จะให้ทั้งความรู้สึกดี อารมณ์ทางบวก ให้ความสัมพันธ์ที่เคยขาดหายไปได้กลับมาเชื่อมต่อ และบางครั้งอาจนำพาเราไปพบความรู้ใหม่ๆ หรือ ความเป็นไปได้ที่เราคิดไม่ถึง

 

สุดท้ายแล้วการฝึกซ้อมให้ยืดหยุ่นต่อความล้มเหลว ส่วนหนึ่งคือการลงมือทำเพื่อให้สัมผัสกับอารมณ์ทางบวก การได้ย้อนมองเพื่อสำรวจคลังสิ่งดี ๆ ที่เรามี อาจเป็นความสามารถหรือความสำเร็จที่เราเคยทำผ่านมา การเลือกที่จะเติมพลังทางบวกให้กับชีวิตกลับคืน ในวันที่ความลบมันกดทับทำให้ลุกขึ้นไม่ไหว การเชื่อมต่อเรากับสิ่งมีชีวิตที่เป็นคน ช่วยเติมพลังใจจากการได้รับฟัง ได้ให้ผ่านการขอบคุณ หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์

 

สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างและรักษาไว้ซึ่ง “ความหวัง” เมื่อเราหันกลับไปมองแล้วยังรู้สึกมีความหวัง เราจึงพบว่าการล้มเหลวหรือล้มลงนั้นไม่สามารถจะพรากทุกสิ่งทุกอย่างจากเราไปได้หมด เราไม่ได้พร่องไปจนหมดไม่เหลือ เมื่อเราได้กวาดโกยและเก็บสิ่งเหล่านั้นมาจัดเรียง จัดเตรียม มันจึงเป็นพลังที่จะก้าวต่อไปเมื่อจังหวะเวลาและโอกาสในอนาคตมาถึง ไม่มีคำว่าสายเกินไป พร้อมเมื่อไหร่ให้ลุกและก้าวเดินต่อ ขอให้นักลงทุนทุกคนโชคดี

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน