หนังสือ & บรรยาย

หลักการลงทุนในช่วง Post-honeymoon Period

Post-honeymoon Period

หากเปรียบเสมือนการเข้าตลาดหุ้นคือชีวิตคู่ วันที่หุ้นเข้า IPO ก็คงเป็นวันแต่งงาน ช่วงเวลาที่ผมชอบลงทุนก็คงจะเป็นช่วงหลังดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หรือช่วง Post-honeymoon Period

 

วันแต่งงานคือวันที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะได้รับความสนใจจากทุกคู่สายตา แขกทุกคนจะจับจ้องมาที่คนทั้งคู่ แสงแฟลชจะถูกสาดเข้ามาไม่หยุด ไม่ต่างจากวันไอพีโอที่หุ้นจะได้รับความนิยมอย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นที่เป็นธุรกิจที่คนรู้จักในวงกว้าง จังหวะที่รอหุ้นเข้าตลาดเป็นเหมือนการสะสมความต้องการซื้อของนักลงทุน ปรกตินักลงทุนอยากซื้อหุ้นก็ซื้อได้ แค่เปิดแอพแล้วกดเคาะขวา แต่หุ้นไอพีโอทำไม่ได้ นักลงทุนทำได้เพียงศึกษาข้อมูลไปเรื่อยๆ จนกว่าหุ้นจะเข้าตลาด ช่วงเวลาที่หายไปเหล่านั้นจึงเหมือนการสะสมความอยากได้หุ้นของนักลงทุน

 

วันไอพีโอจึงมักจะเป็นวันที่ความต้องการซื้อมากกว่าความต้องการขาย

 

ราคาหุ้นในวันแรกจึงมักจะพุ่งสูงมากจนส่วนใหญ่ “ราคา” มักวิ่งเกิน “มูลค่า” ไปไกลมาก คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือคนที่ถือหุ้นไว้ตั้งแต่ก่อนไอพีโอ ส่วนคนที่ได้ประโยชน์รองลงมาคือคนที่ได้หุ้นไอพีโอจากโบรคเกอร์ แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ได้ก็มักไม่มากพอที่จะลงทุนได้อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง ส่วนคนที่ไปซื้อในตลาดก็มักจะเจอของราคาแพง จนหุ้น IPO ได้ชื่อเล่นว่า It’s probably overpriced หรือ “มันน่าจะราคาแพงเกินไป” วันแต่งงานของหุ้นไอพีโอจึงมักจะเป็นช่วงเวลาของการเก็งกำไรมากกว่าการลงทุน

 

และหลังจากแต่งงานเสร็จจึงเป็นช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หรือ Honeymoon period

 

ระยะเวลาประมาณ 3 เดือนหลังไอพีโอ โดยทั่วไป ราคาจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงเพราะยังมีฐานราคาเก่าที่ค่อนข้างสูง ซึ่งมักจะสร้างอคติด้านการลงทุนเรื่อง sunk cost bias กับนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรได้มาก ช่วงเวลานี้โดยส่วนใหญ่ถ้าเปิดไอพีโอมาแพง ราคาก็จะยังทรงตัวอยู่ในโซนแพงต่อไป เพียงแต่ระดับการเก็งกำไรมักจะลดลงจากวันแรก สังเกตได้จากปริมาณการซื้อขายต่อวันที่โดยทั่วไปมักจะลดลง หุ้นไอพีโอส่วนมากจะติด Top Volume ในวันที่เข้าตลาดวันแรก แต่พอเข้าช่วงน้ำผึ้งพระจันทร์แล้ว ถึงแม้ราคาจะยังทรงตัวอยู่ได้ แต่ก็มักจะไม่ค่อยมีวอลุ่มมารองรับมากเท่าไหร่ ช่วงเวลานี้ก็ถือว่ามีโอกาสการลงทุนเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มากเท่าไหร่นัก

 

ช่วงเวลาที่ผมโปรดปรานมากที่สุดคือ “Post-honeymoon period” หรือการลงทุนในช่วงหลังดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ซึ่งผมนิยามไว้ว่าเป็นช่วงเวลาประมาณ 3 – 12 เดือนหลังจากวันที่หุ้นเข้าไอพีโอ

 

เหตุผลที่ผมชอบการลงทุนในช่วง Post-honeymoon Period

 

1 ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหาไม่ง่ายนัก

 

บริษัทที่เข้าตลาดยังไม่ครบรอบปีมักจะไม่มีแบบ 56-1 ไม่มีงบการเงินแบบย่อประกาศอยู่ในเว็บตลาดหลักทรัพย์ และบทวิเคราะห์ก็มักจะไม่ค่อยมีมากนัก (ส่วนใหญ่มีแค่ตอนเข้าตลาดวันแรกครั้งเดียว) ปัจจัยตรงนี้ทำให้นักลงทุนต้องทำงานหนักเพื่อหาข้อมูลมากขึ้นจากการลงทุนในหุ้นปรกติ ความลำบากตรงนี้เองที่ทำให้นักลงทุนหลายคนหลีกเลี่ยงและไม่ลงทุนหุ้นในช่วงเวลานี้ไปเลย ซึ่งถ้าเราขยันและเข้าใจกิจการมากพอ เราก็อาจจะเจอของดีที่คนอื่นกำลังมองข้าม

 

2 ภาพของกิจการไม่ชัดเจน

 

ช่วงที่หุ้นเข้าตลาดใหม่ๆ ผลงานของกิจการจะยังมีอยู่น้อย ถึงแม้ว่าจะมีงบการเงินก่อนเข้าตลาดให้อ่านอยู่บ้าง แต่ตลาดก็มักจะไม่เชื่อผลงานก่อนเข้าตลาดอยู่แล้ว สุดท้าย กิจการช่วงนี้จะวิเคราะห์ได้ต้องใช้ความเข้าใจเนื้อของกิจการเป็นพิเศษ เพราะข้อมูลที่มีน้อย งานที่นักลงทุนต้องทำส่วนใหญ่คือต้องหาข้อมูลที่มากกว่าที่หาได้จากหุ้นทั่วไป เช่น การพูดคุยกับคนที่ทำงานในอุตสาหกรรม การพูดคุยกับนักลงทุนสัมพันธ์ การพูดคุยกับคนในบริษัท คู่ค้า ลูกค้า หรือคู่แข่ง รวมไปถึงการแกะรอยกิจการโดยลงพื้นที่จริง ข้อมูลเหล่านี้มักหาได้ไม่มาก แต่มักจะเป็นข้อมูลที่มีค่าเสมอ

 

3 ราคามักโดนกดดันจาก dilution effect

 

การระดมทุนไอพีโอคือการเพิ่มทุนประเภทหนึ่ง แน่นอนว่าจากกำไรสุทธิที่มีอยู่เดิมต้องถูกแบ่งออกไปให้หุ้นใหม่ที่ประกาศขายไปในช่วงไอพีโอ ผลที่ได้รับส่วนใหญ่คือ กำไรต่อหุ้นมักจะลดลงตามกลไกที่เรียกกันว่า dilution effect ดังนั้น บริษัทจำเป็นต้องมีการเติบโตของกำไรสูงกว่าสัดส่วนหุ้นเพิ่มทุนที่เข้ามาถึงจะยืนกำไรต่อหุ้นเอาไว้ได้ แต่แน่นอนว่าหุ้นไอพีโอส่วนใหญ่ นักลงทุนไม่ได้คาดหวังแค่กำไรคงที่เท่านั้น แต่ยังหวังให้กำไรต่อหุ้นเติบโตสูงมากด้วย เพื่อที่จะทำให้พีอีของหุ้นลดลงและเปิดอัพไซด์ให้ราคาได้ไปต่อ ช่วงนี้ ราคาจึงมักวิ่งไม่ได้ไกลเพราะติด dilution effect จากปีแรกอยู่ นักลงทุนที่วิเคราะห์อย่างละเอียดลออก็อาจจะเห็นโอกาสในการลงทุนได้

 

การลงทุนในช่วงหลังดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เหมือนงานหาหุ้นแบบที่ปีเตอร์ ลินซ์เคยพูดไว้ว่าเหมือนนั่งพลิกก้อนหินทีละก้อน

 

แต่ละปีมีหุ้นไอพีโอเข้าตลาดมาจำนวนมาก หุ้นจำนวนหนึ่งมีพื้นฐานกิจการที่ไม่แข็งแกร่ง อีกจำนวนหนึ่งมีพื้นฐานกิจการที่แข็งแกร่งแต่ไม่เติบโต อีกจำนวนหนึ่งมีพื้นฐานกิจการที่แข็งแกร่งและเติบโตแต่ราคาแพง และกลุ่มสุดท้ายคือมีพื้นฐานกิจการที่แข็งแกร่ง เติบโต และราคาเหมาะสม

 

หากถ้าเราสามารถหาหุ้นในจำพวกสุดท้ายได้ ตลาดก็มักจะตอบแทนความพยายามของเราให้อย่างงดงาม

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy