หนังสือ & บรรยาย

การประเมินมูลค่าหุ้นแบบดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การประเมินมูลค่าหุ้นแบบดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ถือเป็นบุคคลต้นแบบด้านการลงทุนแนวเน้นคุณค่า (Value Investor) ในประเทศไทย แต่โดยส่วนใหญ่อาจารย์จะให้มุมมองด้านการวิเคราะห์ธุรกิจเป็นหลัก แต่จะพูดถึงการประเมินมูลค่าหุ้นไว้ไม่บ่อยนัก ในงานสังสรรค์ของสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ที่ผ่านมา ลงทุนศาสตร์ได้มีโอกาสเป็นพิธีกรสัมภาษณ์อาจารย์จึงถือโอกาสตั้งคำถามเรื่อง การประเมินมูลค่าหุ้นแบบดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร มาฝากทั้งตัวเองและเพื่อนนักลงทุนกัน

 

การประเมินมูลค่าหุ้นแบบดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร อ้างอิงวิธี PE เป็นหลัก

 

วิธี PE คือวิธีที่ค่อนข้างคลาสสิกและเป็นที่นิยมอย่างมาก คือดูเปรียบเทียบกำไรสุทธิของบริษัทแล้วนำมาดูมูลค่าจากค่าอัตราส่วน PE หรือ Price / Earning ที่เหมาะสม ซึ่งแน่นอนว่าจะแตกต่างออกไปตามแต่ลักษณะธุรกิจ หรือลักษณะอุตสาหกรรม หุ้นที่แข็งแกร่งมากควรได้ค่า PE มาก ส่วนหุ้นที่แข็งแกร่งน้อยควรได้ค่า PE น้อย ซึ่งจะสะท้อนออกมาในรูปมูลค่ารวมของกิจการเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิของบริษัทนั่นเอง

 

จุดที่อาจารย์ให้ความสำคัญ คือ กำไรที่มาคำนวณควรเป็นกำไรปรกติ

 

หลายบริษัทมีกำไรสุทธิที่ผิดปรกติไปมากจากต้นเหตุที่น่าจะไม่สามารถรักษาสถานะไว้ได้ตลอดไป เช่น สินค้าได้รับความนิยมอย่างมากขึ้นมากะทันหันเพียงช่วงเดียว โรงงานผลิตใช้กำลังการผลิตเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้มาก ทำให้ต้นทุนสินค้าถูกผิดปรกติ หรือบริษัทได้รับคำสั่งซื้อพิเศษให้จ้างผลิต โดยคาดว่าคำสั่งซื้อนั้นจะไม่ได้เป็นออเดอร์ต่อเนื่องยาวตลอดไป

 

เหตุผลเหล่านี้มักส่งผลให้ Net Profit Margin (NPM) หรืออัตรากำไรสุทธิของบริษัทสูงผิดปรกติได้ เช่น ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันปรกติมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ประมาณ 1% หากบริษัทไหนทำได้มากกว่ามากแบบผิดปรกติ เช่น ทำได้ถึง 2% แบบนี้ต้องมาดูว่าเหตุผลที่ทำได้สูงมากคืออะไร หากไม่ได้มาจากความแข็งแกร่งทางธุรกิจที่ยั่งยืน อาจารย์ก็จะใช้ยอดขายคูณกับอัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ยของกิจการแทน

 

เช่น บริษัท A เป็นบริษัทค้าปลีกน้ำมัน รายได้ 10,000 ล้าน อัตรากำไรสุทธิ 2% กำไรสุทธิรวม 200 ล้านบาท แบบนี้ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรจะตีกำไรปรกติแค่เพียงระดับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเท่านั้น (หากวิเคราะห์แล้วว่าธุรกิจไม่ได้แข็งแกร่งอย่างมากกว่าตลาดแบบโดดเด่น) กำไรที่อาจารย์เอามาคิดตรงนี้ก็จะใช้เพียง 100 ล้านบาท หรือตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า NPM เท่ากับ 1% เท่านั้น

 

ส่วน PE ที่นำมาใช้ดร. ไม่ได้บอกโดยละเอียดว่ามีวิธีพิจารณาโดยละเอียดอะไรบ้าง แต่อาจารย์จะมองเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม กับหุ้นที่มีค่า PE มั่นคงต่อเนื่องในระยะยาว แล้วเปรียบเทียบความแข็งแกร่งระหว่างหุ้นที่สนใจกับหุ้นที่น่าจะใช้เป็นบรรทัดฐานได้นั้น

 

เช่น หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ PE 10 เท่า หุ้นการเงินอื่นที่สนใจก็ควรจะนำมาเปรียบเทียบกับหุ้นธนาคารใหญ่นี้ที่มีค่า PE ค่อนข้างคงที่มาในระยะยาว หรือหุ้นค้าปลีก PE 20+ เท่า หุ้นค้าปลีกหน้าใหม่ที่สนใจก็ควรจะนำมาเปรียบเทียบกับหุ้นค้าปลีกดั้งเดิมที่ยืนระยะ PE มาได้เป็นเวลานาน

 

สรุปง่ายๆ คือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรดูจากค่า PE เป็นหลัก โดยกำไรสุทธิที่ใช้จะใช้กำไรสุทธิที่ปรับให้ดูเป็นกำไรปรกติแล้ว ส่วนค่า PE ที่เหมาะสมดร. ก็จะใช้ประสบการณ์ดูเป็นหลัก โดยจะเปรียบเทียบกับหุ้นใหญ่ที่มีความมั่นคงในตลาดเอา

 

อาจารย์เล่าว่าอาจารย์ใช้วิธี PE เป็นวิธีหลักในการลงทุน

 

มุมมองการใช้ PE อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ใหม่ในตลาดหุ้นไทย แต่มุมมองการใช้ “กำไรปรกติ” น่าจะเป็นเรื่องที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับนักลงทุนได้ โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นหลายตัวอาจจะเติบโตจากเรื่องราวพิเศษจนทำให้กำไรเติบโต และ PE ก็เพิ่มขึ้นสูงมาก จนทำให้ราคาสูงผิดปรกติได้

 

แนะนำให้ลองปรับมาใช้ในการลงทุนกัน

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy