หนังสือ & บรรยาย

สรุปหนังสือ The Little Book of Valuation

The Little Book of Valuation

หนังสือเรื่อง การประเมินมูลค่าหุ้น คือหนังสือแปลของ The Little Book of Valuation ที่แต่งโดย Aswath Damodaran โดยอาจารย์ดาโมดารันถือเป็นอาจารย์ด้านการประเมินมูลค่ากิจการที่มีชื่อเสียงมากในปัจจุบัน อาจารย์มีผลงานเป็น text book ออกมามากมาย แต่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแบบสรุปและย่อยง่ายสำหรับนักลงทุนรายย่อยหรือมือใหม่ หนังสือแปลโดยดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์ ซึ่งก็เป็นอาจารย์ด้านการประเมินมูลค่าหุ้นที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศไทย

 

นักลงทุนควรประเมินมูลค่าก่อนการลงทุนเสมอ เพราะนักลงทุนต้องการกำไรจากการลงทุน จะคิดว่าซื้อเพราะความชอบแบบซื้อรถซื้อนาฬิกาไม่ได้ และก่อนอื่นมีความจริงหลายอย่างที่นักลงทุนต้องรู้ เช่น การประเมินมูลค่าล้วนมีอคติ (ถ้าไม่มีเลย เราจะไม่หยิบขึ้นมาประเมินมูลค่า) การประเมินมูลค่าส่วนใหญ่จะผิด (ข้อมูลทุกอย่างมีความไม่แน่นอน) และการประเมินมูลค่าง่ายกว่าอาจจะดีกว่าก็ได้ (ความซับซ้อนของวิธีการไม่ได้การันตีความแม่นยำ) โดยการประเมินมูลค่ามี 2 วิธีหลัก ได้แก่ absolute valuation และ relative valuation

 

เงินคือสิ่งที่มีมูลค่าตามเวลา (Time Value of Money) เนื่องจาก (1) คนชอบใช้เงินในปัจจุบันมากกว่าอนาคต (2) เงินเฟ้อทำให้อำนาจการซื้อลดลง (3) ความเสี่ยงในการไม่ได้รับเงินในอนาคต ดังนั้น การวิเคราะห์เงินในอนาคตต้องคิดย้อนกลับมาเป็นมูลค่าในปัจจุบันด้วย โดยสูตรที่นักลงทุนควรเข้าใจมี 2 สูตร

 

การคิดลดมูลค่าเงินก้อนหนึ่งจากอนาคตกลับมาปัจจุบัน

simple cash flow = cash flow in future period/(1 + discount rate)time period

 

การคิดลดกระแสเงินสดจนเวลาอนันต์ด้วยสมมติฐานว่าการเติบโตของกระแสเงินสดคงที่

growing perpetuity = expected cash flow next year/(discount rate – expected growth rate)

 

ความเสี่ยงจากการลงทุนมีหลายประเภท ความเสี่ยงที่มาจากหุ้นรายตัวหรือรายอุตสาหกรรมสามารถทำให้ลดลงได้โดยการกระจายพอร์ตฟอลิโอ แต่ความเสี่ยงจากตลาดและปัจจัยมหภาคเป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดลงได้ นักลงทุนจึงควรคำนึงถึงผลตอบแทนที่คาดหวังอ้างอิงกับความเสี่ยงจากตลาดที่เกิดขึ้น โดยหนังสือได้อ้างอิงทฤษฎี CAPM หรือ Capital Asset Pricing Model

 

expected return = risk free rate + beta(risk premium)

risk free rate สามารถใช้ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีหรือ 30 ปี
beta คือค่าความชันของผลตอบแทนของหุ้นรายตัวเมื่อเทียบกับตลาด
risk premium สามารถใช้ผลตอบแทนจากตลาดในอดีต หรือผลตอบแทนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตของตลาดได้

 

กระแสเงินสดคือสิ่งที่เรานำมาใช้ประเมินมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท โดยกระแสเงินสดที่นิยมใช้ได้แก่ free cash flow to equity (FCFE) และ free cash flow to firm (FCFF) โดย FCFF คือ กำไรสุทธิ – งบลงทุนสุทธิ – การเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน ในขณะที่ FCFE คือการนำ FCFF หักออกด้วยการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยกู้ยืมด้วย

 

ต้นทุนของเงินทุน คือผลตอบแทนขั้นต่ำที่นักลงทุนคาดหวัง โดย ต้นทุนของ FCFE คือ cost of equity ในขณะที่ต้นทุนของ FCFF คือ WACC หรือค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่าง cost of equity และ cost of debt ซึ่งทั้ง 2 ค่านิยมคำนวณด้วย CAPM โดย cost of equity ใช้ผลตอบแทนตลาดมาเป็น risk premium ในขณะที่ cost of debt ใช้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (ดูจาก interest coverage ratio) มาคำนวณ

 

อัตราการเติบโตของกิจการดูจากเงินส่วนเพิ่มที่บริษัทแบ่งไปลงทุนคูณกับผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนนั้น เช่น หากกิจการแบ่งกำไรสุทธิไปลงทุนต่อ 50% และผลตอบแทนคาดว่าจะได้ 20% ของเงินลงทุน ปีหน้าก็คาดว่าจะเกิดการเติบโตในระดับ 50% x 20% หรือเท่ากับ 10% เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิเก่านั่นเอง

 

เมื่อได้ตัวเลขทุกตัวมาแล้ว นักลงทุนก็สามารถนำมาใส่โมเดลระหว่าง simple cash flow และ growing perpetuity เพื่อหามูลค่ากิจการได้นั่นเอง (วิธีการแบบ absolute valuation)

 

การประเมินมูลค่าแบบ relative valuation ทำโดยการเปรียบเทียบสินทรัพย์ที่สนใจกับสินทรัพย์อื่นที่ใกล้เคียง ส่วนใหญ่ใช้วิธีเปรียบเทียบราคาตลาดของกิจการกับพารามิเตอร์บางอย่างที่สำคัญของกิจการ เช่น กำไรสุทธิ (PE) สินทรัพย์ (PBV) กระแสเงินสด (P/FCF) เป็นต้น

 

การวิเคราะห์หุ้นแบบ relative ต้องทดสอบวิธีการ 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) definitional test คือการตั้งสูตรและนิยามในการคำนวณให้เหมือนกัน (2) descriptive test คือปรับการคำนวณให้เหมาะสมโดยวิธีทางสถิติ เช่น ตัดค่าผิดปรกติ (3) analytical test คือศึกษาและการหาคำอธิบายเหตุผลในการกำหนด multiple การประเมินมูลค่าแบบ relative ก็เหมือนกับ absolute ที่ยังมีเบื้องหลังคือ ความเสี่ยง การเติบโต และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และ (4) application test คือลองนำไปประยุกต์ใช้จริงเพื่อปรับโมเดลให้เหมาะสม

 

การประยุกต์ใช้เพิ่มเติมสำหรับการประเมินมูลค่าในกิจการต่างๆ

 

1 กิจการที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งบริษัท : ความสามารถในการอยู่รอด การเติบโต และกำไรที่คาดว่าจะเกิดในอนาคต

 

2 กิจการที่เร่งขยายกิจการ : วิเคราะห์ตัวเลขการเติบโตที่เชื่อถือได้ วิเคราะห์ความคุ้มค่าในการเติบโตและความยั่งยืน

 

3 กิจการที่โตเต็มที่ : วิเคราะห์โครงสร้างหนี้สิน วิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร และความเสี่ยงจากทีมบริหาร

 

4 กิจการที่กำลังถดถอย : วิเคราะห์โอกาสพลิกฟื้น วิเคราะห์โอกาสล่มสลาย และวิเคราะห์สินทรัพย์ที่เหลืออยู่

 

5 กิจการธนาคาร : วิเคราะห์เงินสำรอง วิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร และความเสี่ยงของส่วนทุน

 

6 กิจการลักษณะโภคภัณฑ์ : วิเคราะห์กำไรในระดับปรกติ (ปรับความผันผวนแล้ว) และราคาโภคภัณฑ์ที่เหมาะสม

 

7 กิจการที่มีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมาก : วิเคราะห์ประสิทธิภาพในการสร้างสินทรัพย์ไม่มีตัวตน และพิจารณาปรับรายการค่าใช้จ่ายเป็นเงินลงทุน

 

นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจถึงหลักการและวิธีการประเมินมูลค่าแบบต่างๆ อย่างรอบคอบ ก่อนจะนำมาเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าใจถึงลักษณะกิจการเทียบกับ ความเสี่ยง การเติบโต และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด

 

ยิ่งเข้าใจมูลค่ามาก โอกาสในการสร้างกำไรจากการลงทุนก็มากตามไปด้วยเช่นกัน

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน