หนังสือ & บรรยาย

สรุปหนังสือ Zero to One : จาก 0 เป็น 1

สรุปหนังสือ Zero to One : จาก 0 เป็น 1

สรุปหนังสือ Zero to One : จาก 0 เป็น 1

 

 

หนังสือ Zero to One เป็นหนังสืออีกเล่มที่พูดถึงแนวคิดการทำธุรกิจแบบจาก 0 ไปเป็น 1 นั่นคือการสร้างสิ่งใหม่ที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ผมได้สรุปความการสรุปหนังสือเล่มนี้มาจากการสรุปความของพี่นักลงทุนอีกท่านหนึ่ง (นามแฝง : นายมานะ) หวังว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านทุกคน

 

สรุปใจความสำคัญและความคิดเห็นเพิ่มเติม

  • Peter Thiel ผู้เขียน (เป็นผู้ Cofounder และอดีต CEO ของ PayPal และเป็น VC คนแรกของ Facebook)
  • Main idea ของหนังสือมี 2 เรื่อง คือ
  • อะไรคือสิ่งสำคัญและเป็นความจริง แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับคุณ
  • วิธีการสร้างบริษัทจากไอเดียในข้อแรก

 

จาก 0 ไป 1 คืออะไร?

  • Peter Thiel แบ่งการพัฒนาออกเป็น 2 แบบกว้างๆ ออกเป็น 2 อย่างคือ จาก 1 > 2,3, N กับจาก 0 > 1
  • 1 > N คือ Globalization ตัวอย่างเช่น วันที่ iPhone มาขายในประเทศไทย หรือวันที่เราได้ใช้ FB ครั้งแรก
  • ส่วนจาก 0 > 1 คือ Technology ตัวอย่างเช่น วันที่ Jobs สร้าง iPhone หรือวันที่ Mark สร้าง FB
  • Thiel ท้าทายให้ผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ เลิกคิดจะ copy ความสำเร็จของคนอื่น (ไม่เชียร์ฝั่ง Globalization) แต่เลือกที่จะสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ (Technology)
  • แต่ในฐานะนักลงทุน จริงๆ เรามองหา 1 > N นะจ๊ะ

 

กลับมาที่ Main idea แรก

  • อะไรที่สำคัญและเป็นความจริง แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับคุณ
  • ถ้าแปลเป็น “ภาษาหุ้น” ยกตัวอย่างเช่น ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเกิด Megatrend อะไร ที่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ
  • หรือ หุ้นตัวไหนที่จะได้ประโยชน์จาก Megatrend ที่ว่า แต่คนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็น

 

นอกจาก Main idea ที่ว่า ตัว Thiel เองยังเสนอไอเดียที่ เขาคิดว่า “สำคัญและเป็นความจริง แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย” ไว้อีก หลายเรื่อง ผมสรุปได้เป็น 5 เรื่อง คือ

 

  1. คุณต้องสร้างบริษัทที่ create value และสามารถ capture value ได้ด้วย

>>  ข้อนี้ Thiel ยกตัวอย่างคือธุรกิจพลังงานสะอาดใน USA ที่ได้รับความนิยมมากๆ
แต่ในท้ายที่สุดเหลือผู้ชนะอยู่ไม่กี่คน บ.ส่วนใหญ่ล้มละลายไป
สาเหตุเพราะน้อยบริษัทจะสร้างความแตกต่าง หรือโดดเด่น เพื่อ capture value มหาศาลที่จะเกิดขึ้นด้วย
>> ถ้าเปรียบเป็นภาษาหุ้นคือ ไม่ใช่ดูแค่ตลาดโตอย่างเดียว แต่ต้องดู DCA ด้วย ex. เปิดร้านกาแฟ ใครๆ ก็รู้เทรนด์กำลังมา แต่คนชนะจริงๆ อาจจะมีแค่ไม่กี่เจ้าอย่าง Starbucks หรือร้านเป็นเชน ไม่กี่ร้าน พวกร้านกาแฟเล็กๆ ที่มาเปิดเป็นงานอดิเรกน่าจะขาดทุนกันเป็นส่วนใหญ่
>> หรืออย่างธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะได้ประโยชน์จาก mega trend  ต้องคิดดูดีๆ ว่าบริษัทมี DCA หรือ barrier อะไรมั้ย

 

  1. การผูกขาด(แบบสร้างสรรค์)ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับโลก >> สาเหตุเพราะ
    การผูกขาดสอดคล้องกับระบบทุนนิยม ทุนนิยมไม่ชอบการแข่งขัน การแข่งขันทำให้ผู้ประกอบการเจ๊งกันหมด ไม่มีใคร capture value ได้ และทำให้ไม่มีใครสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้
    2. การผูกขาดจะสร้างผลกำไรมหาศาลให้กับบริษัทเพื่อที่จะนำไปสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น google นำเงินจากธุรกิจ search ไปพัฒนา YouTube, android, หรือ Project Loon
    3. คนผูกขาดห่วยๆ ถ้าไม่นำเงินกลับมาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ สุดท้ายก็จะตายไปเอง ex. โกดักเคยผูกขาดธุรกิจฟิล์ม Microsoft เองก็เคยผูกขาด แต่ช่วงที่ผูกขาดและประมาทก็เจอการคุกคามของ iOS และ android ที่สุดท้ายแล้วพวก mobile มี Market share สูงกว่า PC
    >> ภาษาหุ้น พูดกันง่ายๆ ว่าเราก็เลือกหาบริษัทที่เป็นผู้ผูกขาด และฉลาดในการนำเงินไปลงทุนสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

 

  1. บริษัทที่ผูกขาดคือบริษัทที่แตกต่าง ซึ่งความแตกต่างส่วนใหญ่ไม่มีค่า ไม่ได้ช่วยให้ capture value ได้ >> บางครั้งเราพยายามจะสร้างความแตกต่างจากตลาด เช่น เป็นร้านอาหารอินเดียที่สไตล์ดั้งเดิมเพียงร้านเดียวในย่านรัชดา, เปิดร้านซูชิรูปแมลงสาบ
    >> คือเราพยายามจะทำตัวแตกต่างมากเกินไปโดยไม่ได้สนใจว่าความแตกต่างนั้นมันมี value อะไรจริงๆ มั้ย
    >> ภาษาหุ้น คือเราต้องหาบริษัทที่สร้างความแตกต่างที่มี value กับลูกค้าด้วย ทุกบริษัทในตลาดจะอ้างว่าตัวเองแตกต่างจากคู่แข่งเสมอ ประเด็นที่สำคัญก็คือ
    บริษัทที่ว่าแตกต่างจริงๆ รึเปล่า และ
    2. ความแตกต่างนั้นมีค่าในสายตาลูกค้ารึเปล่า ex. สมมติผมผลิตเครื่องสำอาง ที่ต้องใส่เมือกของผีเสื้อลงไป แล้วผมอ้างว่าใส่เมือกของผีเสื้อมากกว่าคนอื่นในตลาด แต่ผมขายผ่านหน้าร้านของตัวเอง และไม่ได้ทำการสร้างแบรนด์อะไรเลย แบบนี้ลูกค้าจะให้ value มั้ย??

 

  1. ความได้เปรียบของผู้มาหลัง >> คนมาก่อนอาจจะได้เปรียบในบางกรณี แต่ไม่ใช่ทุกครั้งไป เช่น Yahoo ทำ search มาก่อน Google หรืออย่าง MSN, Hi5 ก็มีมาก่อน Facebook, Line แต่สุดท้ายบริษัทที่มาทีหลังอย่าง Google, Facebook เรียนรู้ข้อดีข้อเสีย ของบริษัทที่มาก่อน และทำผิดพลาด ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองให้ดีกว่าเจ้าเดิมในระดับ 10 เท่า แล้วก็ฟันฉับเดียว ชนะไปเลย (แถมอีกอันคือ eBay vs. Alibaba)

 

  1. กฎ 80-20 กับการลงทุน >> คนชอบคิดว่าบริษัทที่ชนะจะทำกำไรให้เราได้สัก 20% ในขณะที่บริษัทที่แพ้อาจจะทำให้เราขาดทุนสัก 20% คือคิดในกรอบแคบๆ คิดเป็น Linear แต่ในความเป็นจริง ความแตกต่างของผู้ชนะและผู้แพ้เป็นเหมือนกฎ 80-20 คือเป็นแบบ Exponential ลองเทียบดูระหว่าง Facebook กับ Twitter จะเห็นว่าคนชนะกับคนแพ้แตกต่างกันอย่างไร
  • สุดท้ายที่อยากฝากไว้ อย่าลืมประโยคแรก “อะไรที่สำคัญ และเป็นความจริง แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับคุณ”
  • คือมันต้องมีพร้อมกัน 3 อย่างคือ เป็นเรื่องที่ สำคัญ 2. เป็นจริงตามที่คิด 3. คนส่วนใหญ่ไม่เห็น
  • สมมติเราซื้อหุ้นที่เราคิดว่าเป็นผู้ชนะชัวร์ๆ แต่ดันซื้อตอน PE 50 แบบนี้ไม่ครบ 3 ข้อ
  • หรือบางครั้งเราก็ไปซื้อหุ้นที่คนอื่นยังไม่เห็นค่า แต่หลังจากนั้นอีก 5 ปี คุณค่านั้นก็ยังไม่มีใครเห็นเหมือนเดิม
  • นักลงทุนเอง บางครั้งก็ไม่ได้ต่างจากบ.ที่คิดว่าตัวเองแตกต่าง คือบางครั้งเราคิดว่าไอเดียเราแตกต่าง แต่มันดันไม่สำคัญ หรือไม่เป็นความจริง แบบนี้ Idea ที่แตกต่างของเราอาจไม่มีค่า ไม่สามารถ capture value ที่เกิดขึ้นในตลาดได้จริง

 

หวังว่าจะได้ประโยชน์จากการถอดความครั้งนี้

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน