ธุรกิจ

NHH และการเติบโตที่เจ็บปวดของ หุ้น MINT

หุ้น MINT

หุ้น MINT หรือบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) คือผู้ให้บริการโรงแรม ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและจำหน่าย รวมไปถึงผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งกระจายการดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะโรงแรมที่เป็นสัดส่วนรายได้สูงสุดของกิจการ

 

แต่ช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมาหุ้นของบริษํททำจุดต่ำสุดในรอบปี โดยลงจากจุดสูงสุดที่ 45.25 บาท ไปเหลือ 31.25 บาท หรือเทียบเท่ากับติดลบมากกว่า 30%

 

อะไรที่ทำให้ราคาหุ้น MINT ตกลงอย่างรวดเร็วแบบนี้

 

คำตอบคือเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมาบริษัทเข้าทำข้อตกลงในการซื้อหุ้น NH Hotel Group SA. ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แมดริด โดย NH Hotel ทำธุรกิจโรงแรมในทวีปยุโรป อเมริกา และแอฟริกา รวม 382 แห่ง มูลค่าการซื้อดังกล่าวรวมจำนวน 30,000,000 หุ้นจากกลุ่ม Oceanwood เมื่อรวมกับการถือหุ้นเดิมที่บริษัทซื้อเองจากตลาดหลักทรัพย์ที่ 33,917,417 หุ้น จะรวมว่าบริษัทถือหุ้น NHH รวม 8.6% และในวันต่อมา บริษัทก็รายงานว่ามีการซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 4,914,180 หุ้น จนสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 9.4% ของ NHH

 

หุ้น MINT

NH Hotel Group

 

ความกังวลข้อที่ 1 เงินลงทุนนี้ก้อนใหญ่มาก

 

จากการซื้อหุ้น NHH ทั้ง 2 ครั้ง บริษัทต้องใช้เงินลงทุนไปร่วม 8,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากถ้าเทียบกับงบลงทุนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 9,000 ล้านบาท เพราะนอกจากบริษัทจะซื้อกิจการ NHH แล้ว บริษัทยังต้องใช้เงินลงทุนไปในเรื่องอื่นด้วย เช่น ปรับปรุงโรงแรมในเครือ ขยายร้านอาหาร การใช้เงินจำนวนมากแบบนี้อาจนำมาซึ่งก็ติดขัดของสภาพคล่องภายในบริษัท

 

หุ้น MINT

NH Hotel Group

 

ความกังวลข้อที่ 2 การลงทุนนี้จะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มสูงขึ้น

 

ปัจจุบันบริษัทถือหุ้น NHH อยู่ในลักษณะของเงินลงทุนในบริษัทย่อย และยังไม่มีการประกาศว่าได้ตำแหน่งที่นั่งกรรมการบริหาร ปัจจัยดังกล่าวทำให้บริษัทจะได้รับผลตอบแทนจาก NHH ในรูปของเงินปันผลเป็นหลัก ซึ่งล่าสุดในให้เงินปันผลอยู่ที่ 1.5 – 2.0% ซึ่งคาดว่าจะไม่สามารถชดเชยกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่กู้มาซื้อได้ ส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะทำให้กำไรของบริษัทลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

 

หุ้น MINT

NH Hotel Group

 

ความกังวลข้อที่ 3 กิจการที่ซื้อมามีคุณภาพการดำเนินงานต่ำกว่ากลุ่ม

 

จากข้อมูลงบการเงินของ NH Hotel Group SA ที่เผยแพร่ต่อตลาดหลักทรัพย์ พบว่าประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์และสร้างกำไรยังไม่สูงมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเทียบกับบริษัทแม่เอง ถือว่าค่อนข้างน้อยอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นนี้อาจจะนำมาซึ่งภาพรวมของบริษัทที่จะมีความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบจากเดิม

 

เปรียบเทียบเบื้องต้นระหว่าง NHH และ MINT

NPM : 2.30% เทียบกับบริษัทแม่ 10.65%

ROE : 2.71% เทียบกับบริษัทแม่ 11.96%

 

ความสามารถในการทำกำไรที่ไม่สูง แสดงให้เห็นประเด็นในเรื่องที่บริษัทอาจจะต้องลงทุนเพิ่มอีกเพื่อปรับประสิทธิภาพในการสร้างกำไรและหารายได้กับ NHH อีก ซึ่งอาจจะหมายถึงการต้องใส่เงินลงไปเพิ่มอีกเพื่อจะทำให้การลงทุนครั้งนี้สร้างผลกำไรที่ดี

 

หุ้น MINT

NH Hotel Group

 

ความกังวลข้อที่ 4 การตัดสินใจครั้งนี้จะจบลงที่การทำ Tender Offer

 

ตามกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์ประเทศสเปน กำหนดไว้ว่าหากบริษัทเข้าซื้อหุ้นใดเกินสัดส่วนมากกว่า 30% บริษัทจะต้องประกาศทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ หรือตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิม (เหตุผลคือการเข้าซื้อหุ้นจำนวนมากเหมือนการเปลี่ยนแปลงภายในในการบริหาร กฎเกณฑ์จึงกำหนดให้หากใครไม่เห็นด้วยในทีมบริหารใหม่ก็สามารถขายหุ้นได้ ไม่ว่าจะถืออยู่ด้วยสัดส่วนเท่าไหร่ก็ตาม)

 

ล่าสุด บริษัทประกาศจะซื้อหุ้นจำนวน 65,850,000 หุ้นจาก Tangla Spain คิดเป็นร้อยละ 16.8 และอีก 32,937,996 หุ้น หรือร้อยละ 8.4 ของทุนทั้งหมด ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นสูงกว่า 30% ของทุนทั้งหมด ส่งผลให้บริษัทต้องตัดสินใจที่จะทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ NHH และออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท เพื่อใช้เงินดังกล่าวไปใช้ในการซื้อกิจการ แน่นอนว่าขนาดดีลดังกล่าวก็มีขนาดใหญ่มากถ้าเทียบกับธุรกิจเดิม

 

ปัจจุบัน MINT มีมูลค่ากิจการตามราคาตลาดอยู่ประมาณ 150,000 ล้านบาท และมีหนี้สินเดิมอยู่ประมาณ 60,000 ล้านบาท หากผู้ถือหุ้นมีมติเห็นชอบให้ออกหุ้นกู้และเข้าเทคกิจการ NHH ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้ต่อทุนโดดขึ้นไปสูงแถว 2.4 เท่า ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง และอาจจะทำให้ต้นทุนเงินทุนในการกู้ยืมต่างๆ สูงมากขึ้นในอนาคต และเงินปันผลของ NHH ที่จะได้รับเข้ามาในขณะนี้ก็ยังไม่พอจะชดเชยดอกเบี้ยหุ้นกู้ได้อย่างค่อนข้างแน่นอน

 

เรียกได้ว่าเป็นการเติบโตที่เจ็บปวดจริงๆ

 

ปัจจุบันปี 2019 การเพิ่มทุนและการทำ Tender Offer ของ MINT กับ NHH ได้ผ่านพ้นไปแล้ว โดยปัจจุบัน MINT มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ NHH โดยถือทั้งสิ้น 369,165,609 หุ้น หรือเทียบเท่า 94.1% ของมูลค่ากิจการอีกด้วย โดย MINT กำลังจะใช้ NHH เป็นผู้บริหารโรงแรมหลักของเครือ Tivoli ผ่านโมเดล ขายแล้วเช่าคืน ที่เป็นโมเดลที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับ MINT ได้มากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท หลังจากต้องระดมทุนเพื่อนำเงินไปซื้อหุ้น NHH ในช่วงปีที่ผ่านมา

 

ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ถือเป็นช่วงไฮซีซันของโรงแรมในยุโรปอย่าง NHH คงต้องรอดูว่า NHH จะมีการเติบโตที่ดีแค่ไหน และ MINT จะเก็บเกี่ยวผลการลงทุนจาก NHH มาได้อย่างไรบ้าง งบการเงินในปี 2019 นี้คงจะบอกให้ได้เห็นกัน

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน