ธุรกิจ

รถยนต์อัตโนมัติ เทรนด์ใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

รถยนต์อัตโนมัติ เทรนด์ใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

รถยนต์อัตโนมัติ เทรนด์ใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

 

รถยนต์อัตโนมัติ หรือ Autonomous Vehicles (AV) เป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่คนพูดถึงไม่มากเมื่อเทียบกับ Electric Vehicles (EV) หรือรถยนต์ไฟฟ้า วันนี้ผมได้หยิบสรุปเสวนาที่เคยคุยเรื่องนี้กันในรายการ VI กึ่งสำเร็จรูปมาสักพักใหญ่แล้วมาชวนกันอ่านดู คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย ขอขอบคุณพี่ตู้ มานะชัย ที่สรุปข้อมูลมาให้ ณ โอกาสนี้ด้วย

 

เกริ่นก่อน

  • AV นี้ไม่ได้หมายถึงธุรกิจหนังผู้ใหญ่ แต่กำลังพูดถึง autonomous vehicles หรือรถยนต์ไร้คนขับ ที่เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกอย่างมหาศาลในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
  • เมื่อ 2-3 ปีก่อน เป็นครั้งแรกที่ผมได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไร้คนขับ และเคยได้มีโอกาสถามคำถามนี้กับผู้บริหารระดับ CEO ของบริษัทแห่งหนึ่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ในตลาด ถึงความกังวลเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์ไร้คนขับ
  • สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้บริหารของบริษัทนั้นมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก ๆ อาจจะใช้เวลาระดับ 50-60 ปี คือเป็นเรื่องอีก generation หนึ่งไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่บริษัทต้องมากังวลอะไรตอนนี้
  • แต่ทุกวันนี้หลายคนน่าจะเปลี่ยนความคิดไปแล้ว หลังจากบริษัทยักษ์ใหญ่หลากหลายแห่งกระโจนเข้ามาแข่งในอุตสาหกรรมนี้
  • Google เริ่มทดลองรถไร้คนขับหรือ AV ตั้งแต่ปี 2012 ก่อนที่จะแยก BU นี้ออกมา ใช้ชื่อว่า Waymo ซึ่งประกาศว่าจะให้บริการ Robo Taxi ภายในปีนี้
  • Uber เองก็เริ่มทดลองให้บริการ Robo Taxi ตั้งแต่ปลายปี 2016 และมีประกาศความร่วมมือกับ Volkswagen แม้ว่าล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา AV ของ Uber จะเพิ่งเกิดอุบัติเหตุไป และมีระงับการทดลองชั่วคราว แต่บริษัทก็ยังไม่ประกาศว่าหยุดพัฒนา AV
  • GM ซื้อบริษัท startup ชื่อ cruise automation และซื้อหุ้นบางส่วนในบริษัท Lyft โดยหวังว่าจะสามารถเริ่มให้บริการ Robo Taxi ได้ในปี 2019
  • Ford เองก็ประกาศจับมือกับ Lyft และตั้งเป้าว่าผลิต AV ออกมาภายในปี 2021 (ก่อนหน้านี้ไม่นาน Ford เพิ่งปลด CEO เพราะมองว่า คนเดิมไม่เก่งพอที่จะแข่งขันในธุรกิจ EV, AV)
  • ค่ายเยอรมันอย่าง Daimler, BMW Volkswagen ก็ประกาศว่าจะผลิต AV ภายในประมาณปี 2020-2021
  • ค่ายญี่ปุ่นอย่าง โตโยต้าประกาศตั้งศูนย์วิจัยใหม่ในโตเกียวสำหรับพัฒนาเรื่อง AV โดยเฉพาะ และประกาศจะเริ่มผลิต AV ภายในปี 2020 ฮอนด้าเองก็คาดว่าจะผลิต AV ได้ในปีเดียวกัน
  • ยังมีบริษัทรถยนต์รายใหญ่อื่นๆ ไม่ว่าจะ Daimler, BMW, Volkswagen, Nissan หรือบริษัทผลิตชิพอย่าง intel และ Nvidia รวมบริษัท Baidu จากจีน
  • Elon Musk ก็ออกมาทำนายว่า เขาไม่คิดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เรายังจะมีความจำเป็นที่ต้องผลิตรถยนต์ที่มีคนขับออกมา เขามั่นใจว่ากว่าครึ่งของรถยนต์ที่ผลิตในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็น AV และเขายังทำนายว่าในอนาคตการขับรถยนต์โดยมนุษย์อาจเป็นสิ่งผิดกฏหมาย (อันนี้ผมเดาว่าคงเฉพาะในบางพื้นที่ คล้าย ๆ ถ้าวันนี้เราขี่ม้า หรือขี่ช้างไปตามท้องถนนก็ผิดกฎหมาย)
  • จะเห็นว่าทิศทางของผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลกมุ่งไปในทิศทางเดียวกันคือเชื่อว่า AV จะมาแน่ ๆ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็พูดตรงกันว่า มันไม่ใช่คำถามว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น แต่มันคือคำถามที่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่มากกว่า
  • คำถามคือทำไมบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ต่างพากันออกมาประกาศว่าจะผลิต AV กันหมดในช่วงนี้ หรือเร็ว ๆ นี้

 

AV สำคัญยังไง ทำไมเป็น trend?

  • สาเหตุที่มากันหมด เพราะบริษัทรถยนต์เหล่านี้กลัวว่าจะถูก disrupt ซึ่งเราจะมาเล่าให้ฟังก่อนว่า AV จะหน้าตาเป็นยังไง ทำไมมันจะทำให้ผู้ผลิตรถยนต์มีโอกาสถูก disrupt
  • คำถามชวนคิด ถามพี่ปริน พี่เพชร น้องเบส คือเวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันของรถเราอยู่ที่ไหน?
  • ในแต่ละวันเราใช้เวลาอยู่บนรถแค่ 5-10% แปลว่าเวลากว่า 90% ของรถแต่ละคันอยู่ในที่จอดรถ
  • ถ้ามองรถ เป็น asset เหมือนเครื่องจักร เราจะพบว่า utilization rate อยู่ที่แค่ 5-10% ซึ่งถือว่าบริหาร asset ได้ห่วยมาก ๆ
  • ตรงนี้ทำให้ uber เห็นโอกาสจึงพัฒนาบริการให้คนเอารถที่มีอยู่มาใช้ขับเป็น taxi
  • แต่ปัญหาของ uber ที่คนบางกลุ่ม (คนที่มีรถส่วนตัว หรือคนขึ้นรถเมล์) ยังไม่นิยมใช้คือรู้สึกว่ามันแพง
  • งานวิจัย (quote มาจากจาก the economist) พบว่าบริการแบบ uber มีค่าบริการประมาณ 5 USD/mile ในขณะที่การเป็นเจ้าของรถเองมีต้นทุนประมาณ 1.2 USD/mile
  • เราฟังแล้วอาจจะงงว่าเอ๊ะ ไหนบอกว่ารถ 90% ไม่ได้ใช้งาน การเอามา utilize มากขึ้นน่าจะทำให้ต้นทุนต่ำลงรึเปล่า?
  • ปัญหาคือ เรื่องค่าจ้างคนขับนั่นเอง
  • งานวิจัยบอกว่าเป็น Robo Taxi ต้นทุนจะลดลงจาก 5 USD/mile เหลือ 0.7 USD/mile คือถูกกว่าการขับรถเองซะอีก
  • นั่นหมายความว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเจ้าของรถยนต์อีกต่อไป (สำหรับผู้ที่ใช้รถเพื่อเดินทางจากจุด A ไป B ไม่ใช่เพื่อไว้อวดสาว)
  • นอกจากลดอุบัติเหตุแล้ว งานวิจัยยงบอกอีกว่า Robo Taxi แบบเต็มรูปแบบจะช่วยลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนได้ถึง 60%
  • คือรถยนต์แต่ละคันจะถูก utilize บ่อยขึ้น สิ่งที่ตามมาคือรถบนท้องถนนจะไม่ติดขัด (เว้นแต่ว่าค่าบริการที่ถูกลงมากๆ ทำให้ผู้ใช้บริการมากขึ้นมหาศาล) นอกจากนี้การ utilize พื้นที่ในเมืองก็จะทำได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่จำเป็นต้องมีที่จอดรถในเมือง และถนนก็ไม่จำเป็นต้องเลนกว้างขนาดนี้แล้ว
  • สิ่งที่ตามมาของปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายกลัว เพราะการที่คนไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของรถยนต์แล้ว แบบนี้ขายรถให้คนทั่วไปคงไม่ได้แล้ว ต้องไปขายให้กับบริษัทให้บริการ Robo Taxi อย่าง google/uber แทน
  • คำถามคือทำไมต้องมองตัวเองว่าเป็นคนผลิตรถ ถ้ามอง value chain จะเห็นชัดเลยว่า คนสำคัญไม่ใช่คนผลิต แต่เป็นผู้ให้บริการ Robo Taxi ซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยี AV
  • ด้วยเหตุนี้ทุกบริษัทเลยพุ่งมาที่ธุรกิจ AV และ Robo Taxi นั่นเอง

 

เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

  • การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีจะส่งผลกระทบต่อ party คนอื่นใน value chain
  • ไม่ว่าจะเป็นบริษัท dealer รถยนต์ บริษัทประกันภัยรถยนต์ ไฟแนนซ์รถยนต์ ไปจนถึงผู้ให้บริการที่จอดรถ หรืออู่ซ่อมรถเล็ก ๆ พวกนี้จะไม่มี value ใน chain นี้อีกต่อไป
  • และถ้าเอาเรื่อง AV มาคุยรวมกับ EV ผู้ที่จะกระทบหนัก ๆ อีกคนก็คือผู้ผลิต part รถยนต์ เพราะนอกจากรถยนต์บนท้องถนนจะลดลงแล้ว EV ก็ยังใช้ชิ้นส่วนน้อยลงไปมาก ๆ และไม่ใช่ชิ้นส่วนที่ผู้ผลิต part รถยนต์ gas car เดิมถนัด หรือเชี่ยวชาญ
  • อีกทั้งการมาของ EV ยังไปกระทบบริษัทปิโตรเลียม และปั๊มน้ำมันอีกด้วย
  • ตรงนี้ผมว่ามีเรื่องตลกอย่างหนึ่งคือบริษัทปั๊มน้ำมันอาจจะบอกว่า เปลี่ยนเป็น EV ก็ไม่เห็นเป็นไร เราก็แค่เปลี่ยนจากปั๊มน้ำมันเป็นปั๊ม EV (ตรงนี้ถ้ามองข้ามเรื่อง fix cost อย่างฟลีทรถน้ำมัน หรือ infrastructure ในปั๊ม ก็อาจจะพอฟังขึ้นอยู่บ้าง)
  • แต่ที่ฟังไม่ขึ้นเลยคือถ้ารถเหล่านั้นจะเป็น Robo Taxi ที่ขับด้วยตัวเองได้ด้วยแล้ว คำถามคือจะมีใครต้องขับรถไปเติมไฟฟ้าอีก ในเมื่อรถทุกคนที่ขับไปเติมไฟฟ้า คงเป็นหุ่นยนต์หมด
  • และหุ่นยนต์ที่ขับรถไปเติม EV ก็ไม่ได้ต้องการ facility มากมายที่ปั๊มสร้างไว้อย่าง ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือกระทั่งห้องน้ำ
  • อันที่น่าจะเกิดขึ้นจริงมากกว่าคือ เจ้าของ fleet Robo Taxi อย่าง google หรือ uber คงจะหาพื้นที่เช่า เพื่อตั้งแท่นชาร์ตไฟ และจ้างบริษัท maintenance ใหญ่ ๆ มาคอยช่วยดูแลเรื่องการชาร์ตและการซ่อมบำรุง AV เหล่านี้ ซึ่งก็จะทดแทนปั๊มน้ำมันแบบดั้งเดิมได้เกือบสมบูรณ์เลย
  • อีกกลุ่มธุรกิจหนึ่งที่น่าจะกระทบหนักคือด้านอุบัติเหตุ
  • จากงานวิจัย 90% ของอุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น จากความผิดพลาดในการขับขี่ของมนุษย์ ดังนั้นแล้วถ้าเป็น robot ความผิดพลาดจะไม่เกิดขึ้น จึงสามารถจะลดอุบัติเหตุ และผู้เสียชีวิตบนท้องถนนไปได้มหาศาล
  • อันนี้นอกจากธุรกิจประกันที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว จะยังกระทบไปที่ธุรกิจทนายความ และธุรกิจโรงพยาบาล ที่จะมีเคสเกี่ยวกับอุบัติเหตุลดลงไปอย่างมาก

 

สรุปแล้วธุรกิจ AV จะส่งผลกระทบอะไรบ้าง

  • ถ้าเราลองเอา market size ของธุรกิจทั้งหมดที่เรากำลังคุยกันอยู่ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจผลิตรถยนต์ ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจไฟแนนซ์รถยนต์ ธุรกิจประกันภัย มูลค่าที่ดินหรือตึกสำหรับสร้างที่จอดรถในที่พักอาศัยหรือห้างสรรพสินค้า ธุรกิจที่เกิดขึ้นตามมาจากอุบัติเหตุบนท้องถนน เราจะพบว่าทั้งหมดนี้มี market size ใหญ่มาก ๆ และอาจจะกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีมูลค่าตลาดสูงมาก แบบที่โลกเราไม่เคยมีมาก่อน
  • นี่ยังไม่รวม consequence ที่อาจเกิดขึ้นตามมาเช่น การเกิดขึ้นของ AV ทำให้ e-commerce บูมขึ้นไปอีก หรืออาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเรา เช่นว่า เราไม่จำเป็นต้องไปเลือกซื้อเสื้อที่ห้างละ เราอาจจะเรียก H&M taxi วิ่งมาพร้อมกับ collection เสื้อรุ่นล่าสุดให้เราทอดลองใส่ ชอบตัวไหนก็หยิบซื้อไปได้เลย ไม่ชอบก็วางไว้ที่เดิม หรือเราอาจไม่ต้องไปทานอาหารที่ร้านอาหารแล้ว เราเรียก MK taxi หรือ AU taxi มาให้บริการสุกี้หรือน้ำแข็งไสให้เราทาน ระหว่างที่เรากำลังเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานทีต่าง ๆ
  • คือการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี AV มีโอกาสที่จะ reshape อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย ไม่ต่างจากการเกิดขึ้นของธุรกิจ AI ที่จะไป reshape อุตสาหกรรมต่าง ๆ
  • AV จะกลายเป็นธุรกิจที่สำคัญมาก ๆ ที่นักลงทุนทุกคนไม่ควรจะมองข้าม

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน