ธุรกิจ

วิธีการตั้งราคาสินค้า : ตั้งราคาสินค้าอย่างไรให้ขายได้และไม่เจ๊ง

วิธีการตั้งราคาสินค้า

วิธีการตั้งราคาสินค้า ถือเป็นเรื่องปวดหัวของพ่อค้าแม่ค้าหลายคน หลายคนไม่รู้ว่าปรกติมีหลักการตั้งราคาอย่างไรบ้าง ตั้งแบบไหนจึงจะเหมาะสม วันนี้ลงทุนศาสตร์จึงเอาหลักเบื้องต้นของการตั้งราคาสินค้ามาเล่าให้ฟัง

 

หลักการตั้งราคาสินค้า มี 3 วิธีหลัก ได้แก่ ตั้งจาก ต้นทุน – ตลาด – ลูกค้า

 

1 ตั้งราคาสินค้าจากต้นทุน

 

วิธีนี้ถือเป็นวิธีคลาสสิกในการตั้งราคาสินค้า นิยมเรียกกันว่าวิธี Cost Plus คือ คำนวณต้นทุนสินค้าให้ได้ก่อน หลังจากนั้นค่อยคิดว่าต้องการกำไรเท่าไหร่ค่อยบวกเข้าไปเป็นราคาสินค้า เช่น คำนวณต้นทุนทั้งหมดของสินค้าได้ชิ้นละ 50 บาท อยากได้กำไรอีกชิ้นละ 10 บาท แบบนี้ก็บวกไปเป็นราคาขายชิ้นละ 60 บาท เป็นต้น

 

ข้อดีของวิธีนี้ คือ ความตรงไปตรงมา จับต้องได้ง่าย รวมไปถึงมีประโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ที่จะปรับขึ้นปรับลดราคาสินค้า แต่วิธีนี้มีข้อเสีย คือ ผู้ประกอบการจำนวนมากคำนวนราคาสินค้าแบบถูกต้องไม่เป็น หากจะใช้วิธีนี้จึงนิยมให้บวกไปสูงๆ เผื่อส่วนที่จะคิดผิดด้วย เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม สินค้ากลุ่มนี้นิยมบวกกำไรกันในระดับ 100% ขึ้นไป เพื่อเผื่อค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ค่อนข้างสูง เป็นต้น

 

2 ตั้งราคาสินค้าจากตลาด

 

วิธีนี้ก็ใช้กันมากและวิธีไม่ซับซ้อน หลักการง่ายๆ คือ เราไปสำรวจราคาสินค้าหรือบริการที่มีลักษณะใกล้เคียงกับของเราในท้องตลาด หลังจากนั้นก็มาตั้งราคาให้ล้อกับตลาดไป โดยอาจจะปรับเพิ่มปรับลดราคานิดหน่อย เพื่ออิงกับคุณภาพสินค้าของเรากับท้องตลาด เช่น เราเปิดร้านชานมไข่มุกหน้าโรงเรียน โรงเรียนนี้มีร้านชานมไข่มุกอยู่ 3 ร้าน ขายกันแก้วละ 25 บาท ของเราแก้วเล็กกว่า อาจจะตั้งราคาที่ 20 บาท เป็นต้น

 

ข้อดีของวิธีนี้ คือ ความง่าย และราคาที่ได้มักจะสอดคล้องกับการขายมากกว่าการคำนวณจากต้นทุน แต่โดยทั่วไป ผู้ประกอบการก็ต้องคำนวณราคาต้นทุนอยู่ดี เพื่อนำมาใช้ปรับราคาสินค้าตามสภาพตลาด ข้อเสีย คือ หลายสินค้าหลายธุรกิจก็เปรียบเทียบราคาได้ยาก เนื่องจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายของธุรกิจไม่เท่ากัน

 

3 ตั้งราคาสินค้าจากลูกค้า

 

วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดและตอบโจทย์กับสภาพตลาดปัจจุบันมากที่สุด คือ การตั้งราคาสินค้า โดยอ้างอิงจากความรู้สึกลูกค้าว่า ลูกค้าจะยอมซื้อสินค้าและบริการนี้ของเราที่ราคาเท่าไหร่ แน่นอนว่าอาจจะจับต้องได้ยากกว่าวิธีอื่น แต่ถ้าเราเข้าใจลูกค้าเพียงพอ เช่น ทำการวิจัยตลาด เปรียบเทียบกับค่าเสียโอกาส หรือราคาสินค้าใกล้เคียงต่างๆ เราก็พอจะประมาณราคาที่เหมาะสมขึ้นมาได้

 

ข้อดีของวิธีนี้ คือ เราอาจจะขายสินค้าได้กำไรมาก หากเราเข้าใจว่าสินค้าและบริการเราสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร แต่ข้อเสีย คือ วิธีนี้ค่อนข้างจับต้องยากและทำยาก

 

คำถาม คือ เราควรใช้วิธีไหนตั้งราคา คำตอบ คือ เราควรใช้ทุกวิธีประกอบกัน

 

สิ่งที่เราควรทำ คือ ตั้งราคาสินค้าและบริการจาก 3 วิธีประกอบกัน นำราคาที่ได้มาเปรียบเทียบหาจุดที่เหมาะสมที่สุด ให้น้ำหนักกับลูกค้ามากที่สุด รองมาคือตลาด น้อยสุดคือต้นทุน

 

เราไม่จำเป็นต้องตรึงกำไรเราไว้คงที่ หากสินค้าเราตอบโจทย์ลูกค้ามาก เราก็สิทธิ์ได้กำไรมาก แต่ถ้าเราลองตั้งราคาตามลูกค้าและตลาดมาแล้ว ผลคือราคาที่ได้ดันต่ำกว่าต้นทุนเราเสียอีก คือ ขายราคาตลาดยังขาดทุน แบบนี้เราควรจะเลิก เพราะเห็นได้ชัดว่าเราไม่มีความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจนี้เลย (ยกเว้นว่ามีแนวโน้มที่ต้นทุนจะลดลงมากในอนาคต)

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน