ธุรกิจ

MPG และธุรกิจ CD ที่กำลังตกดิน

MPG

MPG หรือ บริษัท เอ็มพีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เคยเป็นร้านค้าปลีกที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ในอดีตเคยเป็นร้านค้าปลีกสื่อบันเทิง โดยเฉพาะกลุ่ม CD , DVD ชื่อดังของประเทศในชื่อ แมงป่อง (MANGPONG)

 

แต่อย่างที่ทุกคนคงรู้สึกกันดีว่าธุรกิจ CD กำลังซบเซาจากเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง

 

ปัจจัยคุกคามสำคัญที่สุด คือ การเข้ามาของโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงคอนเทนต์บันเทิงได้อย่างเรียลไทม์ ทั้งโซเชียลมีเดีย แหล่งรวมสื่อบันเทิงออนไลน์ฟรีอย่าง Youtube , LineTV ไปจนถึงคอนเทนต์สตรีมมิ่งอย่าง Netflix

 

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงและรวดเร็วมาก จากพฤติกรรมเดิมที่เสพคอนเทนต์ผ่านทางโทรทัศน์เป็นหลัก กลายมาเป็นการเข้าถึงผ่านสมาร์ทโฟน และแน่นอนว่าเทรนด์ดังกล่าวทำร้าย CD และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างมาก ตั้งแต่ผู้ผลิต CD ผู้ผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงร้านค้าปลีกสื่อบันเทิงอย่างร้านแมงป่องในเครือ MPG

 

ยอดขายสื่อบันเทิงกลุ่มโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ของแมงป่องลดลงอย่างรุนแรงมาก

 

ปี 2015 ยอดขายสินค้ากลุ่มโฮมฯ ของบริษัทอยู่ที่ 213.33 ล้านบาท
ปี 2016 ยอดขายสินค้ากลุ่มโฮมฯ ของบริษัทอยู่ที่ 85.93 ล้านบาท ลดลง 59.72%
ปี 2017 ยอดขายสินค้ากลุ่มโฮมฯ ของบริษัทอยู่ที่ 39.02 ล้านบาท ลดลง 54.59%

 

บริษัทที่มีรายได้หลักจากร้านค้าปลีกสื่ออย่างแมงป่องจึงต้องปรับตัว

 

โดยบริษัทได้ขยับขยายไปทำธุรกิจอื่นที่เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ได้แก่ ร้านค้าปลีกแก็ดเจ็ท GIZMAN และ ร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง STARDUST

 

ร้านค้าปลีกแก็ดเจ็ท GIZMAN เป็นเหมือนร้านแมงป่อง แต่ดูทันสมัยมากขึ้น และขายสินค้าหลากหลายมากขึ้น แต่ก็ยังมีสินค้ากลุ่ม CD ขายอยู่มากอยู่ดี สินค้ากลุ่มแก็ดเจ็ทที่ร้านมีขาย เช่น โดรน หูฟัง เป็นต้น

 

ร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง STARDUST เป็นร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง ถ้าจะให้เทียบกับธุรกิจที่อยู่ในตลาดหุ้นก็คงจะคล้ายคลึงกับ Beauty Market ของหุ้น BEAUTY หรือ บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) ถ้าจะเทียบกับหุ้นนอกตลาดก็น่าจะคล้ายกับ EVE AND BOY ซึ่งนอกจาก STARDUST จะเน้นค้าปลีกเครื่องสำอางแบรนด์ผู้ผลิตอื่นแล้ว บริษัทยังมีสินค้าแบรนด์ตัวเองอีกด้วย ซึ่งก็คือแบรนด์ CLOUDA และ KEIRA

 

ถึงแม้ว่าแมงป่องจะพยายามต่อสู้กับเทรนด์ที่ไม่สวยงามของธุรกิจ CD เท่าไหร่ แต่ดูเหมือนผลของความพยายามก็ยังไม่ส่งผลชัดเจนมากนัก

 

ปี 2015 บริษัทมีรายได้รวม 384.44 ล้านบาท ขาดทุน 60.47 ล้านบาท
ปี 2016 บริษัทมีรายได้รวม 317.58 ล้านบาท ขาดทุน 98.36 ล้านบาท
ปี 2017 บริษัทมีรายได้รวม 264.21 ล้านบาท ขาดทุน 69.44 ล้านบาท

 

ราคาหุ้นที่เคยไปทำจุดสูงสุดที่ 3.76 บาทหลังจากกลับเข้ามาเทรดในตลาดหุ้นอีกครั้ง ราคาหุ้นก็ค่อยๆ ลดต่ำลงเรื่อยตามเวลา จนไปทำจุดต่ำสุดแถว 0.1 บาท ซึ่งมีมูลค่ารวมของกิจการไม่ถึง 100 ล้านบาท

 

ไม่รู้ว่าธุรกิจ CD จะดำเนินไปถึงจุดไหน
และไม่รู้ว่าแมงป่องจะกลับมาชูหางเฉิดฉายได้หรือเปล่า

 

แต่นิทานเรื่องนี้ก็สอนให้เรารู้ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมน่ากลัวมากจริงจริง (ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลง)

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน