ธุรกิจ

สรุปข้อมูลบริษัท Jack in the Box : เบอร์เกอร์ที่ไม่อร่อยเท่าเดิม

สรุปข้อมูลบริษัท Jack in the Box

สรุปข้อมูลบริษัท Jack in the Box : เบอร์เกอร์ที่ไม่อร่อยเท่าเดิม

 

หลายต่อหลายครั้ง ที่การริเริ่มทำอะไรเป็นคนแรกมักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอ โดยเฉพาะในโลกของธุรกิจ เพราะนั่นหมายถึงการทดลองเปิดตลาดก่อนคนอื่น และได้ลูกค้าก่อนคนอื่น

 

หลาย ๆ ครั้งอีกเช่นกัน ที่การริเริ่มทำอะไรก่อนคนอื่นนั้นกลายเป็นข้อได้เปรียบอย่างมหาศาลต่อบริษัท แต่คำถามคือ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันหนึ่งข้อได้เปรียบเหล่านั้นไม่ได้สร้างความได้เปรียบเหมือนในอดีต

 

เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับ Jack in the Box

 

 

 

Jack in the Box คือแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดสัญชาติสหรัฐอเมริกาที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1951 โดย Robert O. Peterson

 

ก่อนหน้านี้เขาเคยมีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาบ้างแล้ว จึงอาจไม่ใช่เรื่องยากอะไรนักที่จะสร้างร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดขึ้นมาให้ติดตลาด แต่จะขายเบอร์เกอร์อย่างไรให้แตกต่างจากคนอื่นได้ ในเมื่อตอนนั้นก็มีร้านขายเบอร์เกอร์อยู่เต็มไปหมด

 

สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้ Jack in the Box ก็คือ การนำระบบ Drive-thru เข้ามาใช้เป็นบริษัทแรก ๆ ซึ่งทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอยางล้นหลาม เพราะเป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าซื้อของได้ง่ายขึ้นโดยที่ไม่ต้องลงจากรถ ในด้านของตัวสินค้าเอง ร้าน Jack in the Box ก็ไม่ได้ขายเพียงแต่เบอร์เกอร์ แต่ยังมี “ทาโก้” เป็นของขึ้นชื่ออีกด้วย ลูกค้าหลายคนที่มาร้านนี้จึงมีเมนูให้เลือกมากกว่าคู่แข่ง และสามารถนำพาบริษัทไปอยู่ในใจของลูกค้าได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

แม้ทุกวันนี้ Jack in the Box จะมีสาขาเพียงราว ๆ 2,000 สาขาในสหรัฐ อาจน้อยมากหากเทียบกับเจ้าตลาดอย่างแมคโดนัลด์ แต่ก็สามารถสร้างรายได้ต่อปีได้ถึงเกือบพันล้านเลยทีเดียว

 

 

งบการเงิน Jack in the Box

 

ปี 2017
รายได้ 1,564 ล้านเหรียญ
ค่าใช้จ่าย 1,429 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ 135 ล้านเหรียญ

 

ปี 2018
รายได้ 870 ล้านเหรียญ
ค่าใช้จ่าย 749 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ 121 ล้านเหรียญ

 

ปี 2019
รายได้ 950 ล้านเหรียญ
ค่าใช้จ่าย 856 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ 94 ล้านเหรียญ

 

 

แต่ดูเหมือนว่า Jack in the Box อาจจะกำลังประสบปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดมาสักพักแล้ว นั่นคือรายได้ที่ลดลง

 

การที่บริษัทแห่งหนึ่งจะมีรายได้ลดลงเป็นครั้งคราวอาจไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับ Jack in the Box หากดูจากงบการเงินเบื้องต้นจะเห็นว่ารายได้ลดลงมาไม่น้อยเป็นเวลากว่าสามปีแล้ว นั่นแปลว่าคนกำลังเปลี่ยนจากเบอร์เกอร์อันชุ่มฉ่ำของบริษัทไปซื้ออย่างอื่นมากินมากกว่า และเมื่อรายได้ลดลง สิ่งที่ตามมาอย่างไม่อาจเลี่ยงได้คือกำไรสุทธิที่ลดลงด้วย

 

สาเหตุหลักนั้นยังไม่แน่ชัด แต่อาจเป็นไปได้ว่า ทุกวันนี้ผู้บริโภคมีตัวเลือกร้านอาหารมากขึ้น การที่มีร้านอาหารให้เลือกมากขึ้นย่อมหมายถึงการแข่งขันที่มากขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ซ้ำร้ายไปกว่านั้น จุดแข็งของบริษัทอย่างระบบ Drive-thru ที่เมื่อก่อนอาจสร้างความได้เปรียบ แต่ทุกวันนี้ลูกค้าก็สามารถสั่งอาหารร้านไหนก็ได้ผ่านระบบเดลิเวอรี่ จึงอาจเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายได้ของบริษัทหดตัว แต่ย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น

 

ที่ผ่านมา Jack in the Box ก็รู้ซึ้งถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และพยายามอย่างหนักในการเพิ่มเมนูสินค้าใหม่ ๆ เพื่อหวังให้ลูกค้ากลับมาติดตลาดเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้ผลนัก ราคาหุ้นของบริษัทเองก็ดูแทบจะไม่ไปไหนมาตั้งแต่ปี 2016 สะท้อนถึงความกังวลในอนาคตของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี

 

แม้ Jack in the Box อาจจะเป็นบริษัทแรก ๆ ที่นำเสนอวิธีการใหม่ในการซื้อสินค้า (อย่างบริการ Drive-thru) แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ข้อได้เปรียบนั้นไม่ได้ผลอีกต่อไป ความสำเร็จในอดีตที่ยาวนานแค่ไหนก็อาจช่วยอะไรไม่ได้

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

เอกสารอ้างอิง
26 Things You Should Know Before Eating Jack In The Box : delish.com
งบการเงิน : finance.yahoo.com

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน