ธุรกิจ

Tony’s Chocolonely แบรนด์ช็อกโกแลตที่อยู่ข้างความเท่าเทียม

Tony’s Chocolonely แบรนด์ช็อกโกแลตที่อยู่ข้างความเท่าเทียม

Tony’s Chocolonely แบรนด์ช็อกโกแลตที่อยู่ข้างความเท่าเทียม

 

ช็อกโกแลต ขนมที่ใครต่อใครชื่นชอบ จุดขายของสินค้านี้คือรสชาติที่อร่อยด้วยความมัน ความหวาน ความขมผสมความกรุบกรอบของถั่วนานาชนิดที่ปรุงแต่งประกอบเข้าไป แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความสุขจากการลิ้มชิมรสช็อกโกแลต เราอาจกำลังมีความสุขอยู่บนหยดน้ำตาของใครบางคนอยู่ มีธุรกิจหนึ่งกำลังผลักดันและประกาศให้โลกรู้ Tony’s Chocolonely ช็อกโกแลตที่ตั้งใจไม่ใช้แรงงานทาส

 

วัตถุดิบตั้งต้นของการผลิตช็อกโกแลต คือ เมล็ดโกโก้ ซึ่งกว่า 70% ของโกโก้ที่ใช้ในอุตสาหกรรมถูกเพาะปลูก ผลิต และส่งจากประเทศแถบแอฟริกา ซึ่งแม้จะมีกฎหมายที่ระบุอายุแรงงานขั้นต่ำและจัดประเภทงานที่อนุญาตให้ทำได้ตามช่วงอายุไว้ แต่จากการสำรวจยังมีแรงงานเด็กกว่า 2 ล้านชีวิตที่ต้องถือมีดไปถางไร่ แกะเมล็ดออกจากฝัก พ่นยา แบกกระสอบ ทำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทำงานหนัก 12 ชั่วโมงต่อวัน ใช้แรงงานกลางแดดลมฝน เพื่อให้ได้มาซึ่งเมล็ดโกโก้ เด็กที่พูดถึงนี้ คือ เด็กอายุเริ่มต้นที่ 6 ขวบ

 

ปัจจัยที่สนับสนุนให้ยังคงมีสิ่งเหล่านี้ คือ ความยากจนและอดอยาก

 

การใช้แรงงานเด็กและแรงงานอย่างทาสในไร่โกโก้เกิดมาจากความอดอยาก ความยากจน และการขาดการการศึกษา ซึ่งหากทบทวนถึงเส้นทางกว่าจะมาเป็นช็อกโกแลตนั้นก็พบว่า บริษัทช็อกโกแลตกดราคาวัตถุดิบเพื่อคุมราคาต้นทุน ซึ่งการกระทำนี้ก็เป็นการสนับสนุนให้เจ้าของไร่เลือกที่จะใช้แรงงานเด็กและทาส แม้จะมีกฎหมาย มีสนธิสัญญาที่พยายามจะให้บริษัทออกมาให้ความสำคัญกับการทำให้ปลอดแรงงานเด็กและทาส แต่ก็ยังคงมีการเลี่ยงโดยการตอบอ้อม ๆ ว่า “เรื่องในไร่โกโก้เป็นสิ่งที่เกินขอบเขตและเกินการควบคุมของบริษัท”

 

Crazy about chocolate, Serious about people

 

 

ในปี 2002 Teun van de Keuken นักข่าวและคอลัมนิสต์ชาวเนเธอร์แลนด์ ได้เริ่มต้นสืบค้นและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมช็อกโกแลตและแรงงานทาสหลังมีการลงนามในสนธิสัญญาร่วมกันว่าจะทำให้อุตสาหกรรมช็อกโกแลตปราศจากแรงงานทาส Teun พยายามติดต่อกับผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่หลาย ๆ เจ้า แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลหรือพูดคุย แล้วก็พบว่าบริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้มีความตั้งใจอย่างจริงจังในการผลักดันเรื่องนี้ เขาจึงได้เริ่มต้นลงมือผลักดันเรื่องนี้ด้วยตนเอง

 

เริ่มเรียกร้องด้วยการยื่นฟ้องตัวเอง

 

Teun รับประทานช็อกโกแลต จำนวน 17 แท่ง โดยได้เก็บและรวบรวมหลักฐานแล้วฟ้องตัวเองในข้อหา “บริโภคผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างผิดกฎหมายโดยเจตนา!” หลังจากเหตุการณ์นั้นก็ทำให้เขาถูกฟ้องร้องโดยทั้งผู้ส่งออกเมล็ดโกโก้และธุรกิจช็อกโกแล็ตที่มีการอ้างถึง ระหว่างรอผลคำตัดสิน Teun ก็ได้พยายามโน้มน้าวให้บริษัทขนมและของหวานเจ้าใหญ่ให้มาผลิตช็อกโกแลตที่ปราศจากทาส แต่ก็ได้รับการปฏิเสธกลับมา Teun จึงตัดสินใจที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ช็อกโกแล็ตของตัวเอง แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนในวงการช็อกโกแล็ต จึงเป็นที่มาของชื่อ “Chocolonely”

 

โดดเดี่ยวคงไม่สำเร็จ จำเป็นต้องร่วมมือกัน

 

 

การจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้วงการช็อกโกแล็ตจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือของหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ปลูกโกโก้ ธุรกิจช็อกโกแลต ภาครัฐ ร้านค้า และแฟน ๆ ของคนที่ชอบรับประทานช็อกโกแล็ต

 

ทำให้มากกว่าขายช็อกโกแล็ต

 

Chocolonely ออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยถ้อยคำและข้อความที่บอกว่า “เราผลิตช็อกโกแลตที่ปราศจากทาส” ทุกชิ้นของช็อกโกแลตปั๊มตราเพื่อสื่อสารกับคนกินว่าเรากำลังปลดโซ่ตรวนปลดปล่อยอิสระ ไม่ใช่แค่สื่อสารกับภายนอก แต่รวมทั้งการทำงานกับพนักงานภายในบริษัทที่ก็มีนโยบายทำงานอย่างเป็นอิสระ สร้างสรรค์ และเปิดกว้างมีเสรี นอกจากนี้รายงานประจำขอบริษัทไม่ได้มีแค่รายงานงบและผลการดำเนินการ แต่ยังรายงานถึงที่มีที่ไปที่ติดตามตรวจสอบได้ของช็อกโกแล็ตที่ผลิตแต่ละรุ่น รวมถึงชี้แจงผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ได้ผลักดันให้เกิดขึ้นประจำปี

 

 

ถ่ายทอดต้นแบบและความรู้ที่นำไปขยายผลได้

 

นอกจากช็อกโกแลต ข้อความที่สื่อสารส่งผ่านสังคม ยังเปิดเผยต้นแบบ องค์ความรู้ กระบวนการ รวมถึงถ่ายทอดสอนอย่างเปิดเผยให้กับโรงงานช็อกโกแลตอื่น ๆ ด้วยโปรเจ็ค “Tony’s Open Chain” เพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดผลต่อเนื่องกันได้เป็นระบบ ด้วยความเชื่อของธุรกิจที่ประกาศว่า “เงินเป็นเพียงวิธีการ ไม่ใช่เป้าหมายของเรา” (Money is a means, not a goal)

 

Tony’s ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดในประเทศเนเธอร์แลนด์ภายใน 3 ปี โดยไม่ได้ใช้งบโฆษณาใด อีกยังขยายตลาดไปยังอังกฤษและอเมริกา สร้างยอดขายกว่า 70 ล้านยูโร สะท้อนให้เห็นว่าพลังของความมุ่งมั่นและภารกิจเพื่อมวลมนุษย์ก่อสามารถเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจเติบโตและครองตลาดได้ Tony’s chocolonely ได้เปลี่ยนลูกค้าให้เป็นนักรณรงค์ ในฐานะนักลงทุนเราได้ตั้งคำถามถึงธุรกิจที่เราร่วมลงทุนถึงที่มาที่ไปความโปร่งใสบ้างหรือไม่ ในฐานะผู้บริโภคเราเคยสงสัยว่าเรากำลังกินช็อกโกแล็ตรสน้ำตาและหยาดเหงื่อของเด็กอยู่หรือเปล่า ?

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

รายการอ้างอิง

  1. https://www.confectionerynews.com/Article/2019/01/09/Tony-s-Chocolonely-brings-its-Slave-Free-Chocolate-Mission-to-the-UK
  2. https://tonyschocolonely.com/us/en/annual-fair-reports/annual-fair-report-18-19
  3. https://wellbeingeconomy.org/6b-tonys-chocolonely-raising-the-bar-for-slave-free-chocolate
  4. https://edition.cnn.com/2017/06/02/world/tonys-chocolonely-slavery-free-chocolate/index.html
  5. https://www.tonysopenchain.com/
  6. https://corporate-rebels.com/tonys-chocolonely

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน