เศรษฐกิจ

สรุปวิกฤตพฤษภาทมิฬ : ตลาดหุ้นไทยในยุคพฤษภาทมิฬ

สรุปวิกฤตพฤษภาทมิฬ

สรุปวิกฤตพฤษภาทมิฬ : ตลาดหุ้นไทยในยุคพฤษภาทมิฬ

 

เป็นความจริงอันแสนเจ็บปวด ความขัดแย้งทางการเมืองมักนำมาซึ่งความรุนแรงถึงชีวิตอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในประเทศไทย แต่ไหนแต่ไรมา ประเทศไทยก็เฉกเช่นประเทศอื่นที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ถ้าครั้งใหญ่ๆ ที่ทุกคนน่าจะจำได้ดีก็อย่างเช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม, เหตุการณ์ยึดสนามบิน, เหตุการณ์ราชประสงค์ ฯลฯ ซึ่งทุกครั้งก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่จะได้รับผลกระทบก่อนเพื่อน เกิดเหตุการณ์อะไรไม่ดี หุ้นก็ดิ่งรับข่าวไวเสียยิ่งกว่าสำนักข่าวไหนๆ

 

และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬก็เป็นหนึ่งในความขัดแย้งครั้งใหญ่ ความขัดแย้งที่ทำให้ดัชนี SET Index ร่วงลงไปเกือบ 9% พร้อมกับผู้เสียชีวิตอีกนับสิบและผู้บาดเจ็บอีกนับร้อย

 

 

 

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม ถึงราวๆ วันที่ 24 พฤษภาคม 2535 โดยมีสาเหตุมาจากการประท้วงของประชาชนที่ไม่พอใจการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา คาประยูร หลังจากมีการทำรัฐประหารนายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า ประกอบกับความน่าสงสัยของการเลือกผู้นำประเทศในขณะนั้น และหลายคนต่างก็มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไม่เป็นธรรม จึงเป็นเหตุให้เกิดการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่

 

สถานการณ์ตอนแรกอาจยังดีอยู่ การประท้วงของผู้ที่เห็นต่างคือสิ่งที่พึงกระทำได้ตามหลักประชาธิปไตย แต่เมื่อคนมากขึ้น เหตุการณ์ก็เริ่มบานปลายจนนำไปสู่การปะทะกันระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ จนนำไปสู่เหตุนองเลือดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงในวันที่ 17 พฤษภาคม 2535

 

เมื่อตลาดหุ้นเปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 วันหยุดที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ทำให้ความตื่นตระหนกในน้อยลง ตลาดเปิดขึ้นมาพร้อมกับดัชนีที่ดิ่งลงไปถึง 9% จาก 732.89 จุดไปอยู่ที่ 675.51 จุด แถมวันนั้นยังเป็นวันแรกที่กลต.เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ แค่เริ่มงานวันแรกก็เจองานหินให้จัดการแล้ว

 

 

 

หลายคนอาจคิดว่าเหตุการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงขนาดนั้นยังไงตลาดหุ้นก็ต้องหยุดทำการเพื่อไม่ให้ดัชนีผันผวนมากเกินไป แต่ภายใต้การตัดสินใจของกลต. ชุดแรกในประวัติศาสตร์ (รวมถึงคนที่เกี่ยวข้อง) พวกเขาตัดสินใจเปิดการซื้อขายตามปกติ ด้วยเหตุผลที่ว่า การหยุดการซื้อขายอาจทำให้คนกลัวเหตุการณ์ประท้วงมากไปกว่าเดิมก็ได้

 

ซึ่งกลต. คิดถูกที่เปิดให้ทำการซื้อขายตามปกติ เหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหมดได้จบลงหลังจากนั้นไม่กี่วัน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ร่วง 9% ในวันที่ 19 พฤษภาคม ผ่านไปราวๆ 3-4 เดือน SET Index ก็กลับมาเป็นปกติ และวิ่งเป็นขาขึ้นครั้งใหญ่จากระดับ 700 จุดไปถึง 1,800 จุดได้ภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นเอง ภาคเศรษฐกิจจริงก็ไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่หลายคนกลัวกันด้วย

 

สำหรับหุ้นรายตัว โอกาสสู่ความรำรวยได้ตกเป็นของนักลงทุนผู้มีเหตุผลท่ามกลางความกลัวที่แผ่ปกคลุมไปทั้งตลาด หุ้น BBL (ธนาคารกรุงเทพ) ร่วงลง 10% จาก 70 บาทเหลือ 62 บาท ก่อนที่จะวิ่งไปถึง 240 บาทในอีกสองปีให้หลัง, หุ้น TCAP (ทุนธนชาต) ร่วงลงพอๆ กับ BBL จาก 28 บาทเหลือ 25 บาท ก่อนจะเป็นขาขึ้นครั้งใหญ่และขึ้นไปถึงเกือบ 170 บาท, KBANK (ธนาคารกสิกรไทย) จาก 25 บาทไป 90 บาท รวมถึงหุ้นตัวอื่นอีกมากที่มีพฤติกรรมคล้ายๆ กัน (ราคาทั้งหมดได้ปรับการแตกหุ้นและเงินปันผลเรียบร้อยแล้ว)

 

 

 

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ถูกกล่าวขานว่าเป็น “พฤษภาทมิฬ” อาจเป็นความสูญเสียที่เลวร้ายเกินกว่าที่มนุษย์จะกระทำต่อเพื่อมนุษย์ด้วยกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความกลัวที่เกิดขึ้นมากเกินไปของนักลงทุนที่ไม่มีเหตุผล จะเป็นโอกาสทองให้กับนักลงทุนผู้มีเหตุผลอยู่เสมอ

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

เอกสารอ้างอิง
รำลึกพฤษภาฯ ย้อนเวลาหาอดีต ชีวิตคน และชะตาประชาธิปไตย : bbc.com
วิกฤติการเมืองกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไรในอดีต? : scbeic.com
ทศวรรษแรกของกลต. กับตลาดทุนไทย : sec.or.th

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน