เศรษฐกิจ

จีนกับอินเดียทะเลาะกันเรื่องอะไร

จีนกับอินเดียทะเลาะกันเรื่องอะไร

จีนกับอินเดียทะเลาะกันเรื่องอะไร

 

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ทหารอินเดียและจีนปะทะกันที่หุบเขากาลวาน ภูมิภาคลาดักห์ [1] ซึ่งเป็นเขตแดนที่ทั้งสองประเทศประสบปัญหาด้านการแบ่งพรมแดน และมีความขัดแย้งกันมานานตั้งแต่ปีค.ศ. 1914 [2] ผลจากการปะทะทำให้ทหารอินเดียอย่างน้อย 20 นายเสียชีวิต [3] นับเป็นการปะทะที่มีผู้เสียชีวิตเป็นครั้งแรกนับจากปีค.ศ. 1967 และเป็นการปะทะที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 [2] ความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีนและอินเดียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ [4]

 

จีนและอินเดียมีปัญหาข้อพิพาทด้านการแบ่งดินแดนในที่ราบสูงอักไสชิน (Aksai Chin) โดยจีนยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเขตปกครองตนเองซินเจียง (Xinjiang) ในขณะที่อินเดียยืนยันว่าอักไสชินเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคลาดักห์ อักไสชินเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 4,200 เมตร [5] และมีความยาวร่วม 3,440 กิโลเมตร [1]พื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ได้ เนื่องจากอุณหภูมิที่เหน็บหนาวมากถึง 0 องศาเซลเซียส [5] อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถใช้ทำประโยชน์ใดได้ แต่ก็นับว่ามีประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและการทหาร ทั้งสองประเทศจึงพยายามอ้างสิทธิเหนือดินแดนนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน [1]

 

ความขัดแย้งในการแบ่งดินแดนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1914 เมื่อทิเบตและบริเตนร่วมกันลงนามในข้อตกลงให้ใช้เส้นแมคมาฮอน (McMahon Line) ลากตามเทือกเขาหิมาลัยในการแบ่งเขตแดนระหว่างจีนและอินเดีย แต่จีนไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ต่อมา ในปีค.ศ. 1947 อินเดียประกาศตัวเป็นอิสระจากบริเตน ในขณะที่ปี ค.ศ. 1949 เหมาเจ๋อตุงประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ จีนและอินเดียเริ่มมองเห็นปัญหาในการแบ่งเขตแดน และเกิดสงครามขึ้นในปีค.ศ. 1962 ทหารทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บและเสียชีวิต ทหารอินเดียเสียชีวิตมากกว่า 1,000 คนและถูกจับขังคุกมากกว่า 3,000 คน ทหารจีนเสียชีวิตราว 800 คนเช่นกัน [2] ในเดือนตุลาคมปีนั้น โจวเอินไหลได้ประกาศใช้เส้นแบ่งเขตควบคุมตามความเป็นจริง (Line of Actual Control-LAC) ในการแบ่งเขตแดนระหว่างจีนและอินเดีย [1]

 

แม้ว่าจีนได้ประกาศใช้เส้นแบ่งเขตควบคุมตามความเป็นจริง แต่การแบ่งเขตแดนยังคงมีความคลุมเครือ บ่อยครั้งที่จีนและอินเดียปะทะกันเนื่องจากความเข้าใจเส้นแบ่งเขตแดนไม่ตรงกัน ในปีค.ศ. 1967 จีนและอินเดียปะทะกันอย่างรุนแรงเนื่องจากทหารจีนเริ่มสังหารทหารอินเดียที่รุกล้ำในพื้นที่ โดยที่ทหารอินเดียเข้าใจว่าพื้นที่นั้นเป็นเขตแดนของตนเอง ผลจากการปะทะทำให้จีนสูญเสียทหาร 340 นาย และอินเดียสูญเสียทหาร 150 นาย นับเป็นการปะทะกันครั้งสุดท้ายที่มีผู้เสียชีวิต จากนั้นมา จีนและอินเดียมีการปะทะกันประปราย เช่น ในปีค.ศ. 1987 ค.ศ.2013 ค.ศ. 2017 แต่ก็ไม่มีการนองเลือดเกิดขึ้นอีก [2] จนกระทั่งปีค.ศ. 2020 ทหารอินเดียถูกสังหารในดินแดนที่มีข้อพิพาท แม้จีนและอินเดียมีสัญญาห้ามยิงในเขตแดนดังกล่าว โดยอินเดียรายงานว่าทหารจีนใช้อาวุธเป็นก้อนหินและแท่งเหล็กที่มีตะปูตอกติดอยู่ [6] ดังนั้น เป็นไปได้ว่าจีนตั้งใจทดสอบขอบเขตในการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามโดยยังไม่ละเมิดสัญญา [2]

 

นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างจีนและอินเดียมีที่มาจากการที่อินเดียเริ่มสร้างถนนตามแนวเส้นแบ่งเขตควบคุมตามความเป็นจริง [1] และการที่จีนส่งทหารนับพันไปประจำการณ์ตามแนวเขตแดน โดยปฏิเสธที่จะออกจากพื้นที่ที่มีข้อพิพาทระหว่างกัน ส่งผลให้ทหารทั้งสองฝ่ายเกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกันและนำมาซึ่งการปะทะกันในที่สุด [3] ทั้งนี้ ไม่ว่าการปะทะกันระหว่างจีนและอินเดียจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล้วนไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา จีนยังไม่สามารถเจาะตลาดการส่งออกสินค้าไปยังอินเดียได้ [4] เหตุการณ์ความขัดแย้งยังส่งผลให้เกิดกระแสการประท้วงในอินเดียเพื่อแบนสินค้าที่มาจากจีนอีกด้วย ซึ่งการประท้วงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในอินเดียที่นำเข้าสินค้าจากจีนด้วยเช่นกัน [7]

 

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างจีนและอินเดียเป็นผลมาจากการแบ่งเขตแดนที่คลุมเครือ แม้ว่าเขตแดนดังกล่าวไม่สามารถใช้ทำประโยชน์ใดใดได้ แต่ทั้งจีนและอินเดียต่อสู้เพื่อแสดงอำนาจทางการทหารในประเด็นดังกล่าวมาอย่างยาวนาน หากทั้งสองฝ่ายสามารถประนีประนอมกันได้ เหตุการณ์อาจไม่บานปลายในอนาคต และอาจนำไปสู่ข้อตกลงที่ทำให้ทั้งจีนและอินเดียสามารถแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างลงตัว แต่หากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ทั่วโลกต่างต้องหวั่นวิตกว่าการสู้รบระหว่างจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ อาจลุกลามบานปลายและก่อให้เกิดความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต [1,3]

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

รายการอ้างอิง

[1] BBC Thai. (17 มิถุนายน 2563).อินเดีย-จีน : บีบีซีไทยอธิบายภูมิหลังข้อพิพาทระหว่างอินเดียและจีนในแคชเมียร์โดยย่อ. สืบค้นจาก https://www.bbc.com/thai/international-53079957

[2] Goldman, R. (June 17, 2020). India-China Border Dispute: A Conflict Explained. Retrieved from

[3] Davidson, H and Doherty, B. (June 17, 2020).Explainer: what is the deadly India-China border dispute about?. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2020/jun/17/explainer-what-is-the-deadly-india-china-border-dispute-about

[4] Fickling, D. (June 18, 2020). The Most Troubling China-India Conflict Is Economic. Retrieved from https://www.bloombergquint.com/opinion/india-and-china-need-to-rebuild-economic-ties-to-stave-off-war

[5] Griffiths, J. (June 19, 2020).Why are China and India fighting over an inhospitable strip of the Himalayas?. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/06/17/asia/india-china-aksai-chin-himalayas-intl-hnk/index.html

[6] BBC Thai. (18 มิถุนายน 2563). อินเดีย-จีน : เกิดอะไรขึ้นในการปะทะนองเลือดที่ไร้ปืนและระเบิดระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจ. สืบค้นจาก https://www.bbc.com/thai/international-53085499

[7] Misra, U. (June 22, 2020). Explained: Why China trade ban will hurt India more. Retrieved from https://indianexpress.com/article/explained/india-china-trade-ban-explained-6465949/

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน