เศรษฐกิจ

ทำไมป๊อบคอร์นในโรงหนังถึงราคาแพง

ทำไมป๊อบคอร์นในโรงหนังถึงราคาแพง

ทำไมป๊อบคอร์นในโรงหนังถึงราคาแพง ถือเป็นปัญหาโลกแตกและคลาสสิกที่ถูกพูดกันมาอย่างยาวนาน จากราคาป๊อบคอร์นที่หากขายนอกโรงหนังอาจจะสนนราคาอยู่ที่ชุดละ 100 บาท (น้ำอัดลม + ป๊อบคอร์น) แต่เมื่อเข้าไปกินในโรงหนัง ราคาก็สามารถกระโดดขึ้นมาถึง 200 บาท ++ ได้

 

ทำไมป๊อบคอร์นในโรงหนังถึงราคาแพง ตอบได้ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ บัญชี และการบริหารธุรกิจได้ดังนี้

 

1 โรงหนังไม่ใช่ธุรกิจที่หอมหวาน

 

การขายป๊อบคอร์นในโรงหนังอาจสร้างกำไรขั้นต้นสูงมากกว่า 70% ซึ่งถือว่าสูงมากและไม่ได้มีเทคโนโลยีการผลิตที่ซับซ้อน หากถ้าเป็นธุรกิจอื่น คู่แข่งในท้องตลาดจะต้องเข้ามาแข่งขันและกดให้กำไรขั้นต้นต่ำลงจนมาถึงระดับปรกติแน่นอน

 

แต่ธุรกิจโรงหนังที่แพ๊คคู่มากับป๊อบคอร์นไม่ใช่ธุรกิจที่น่าทำนัก ด้วยเงินลงทุนที่สูง และแนวโน้มอุตสาหกรรมที่ไม่ได้เติบโตขึ้นชัดเจน แถมยังมีปัจจัยคุกคามค่อนข้างมาก อย่างบริการสตรีมมิ่งคอนเทนท์ เช่น Netflix iflix รวมไปถึงแผ่นผีซีดีเถื่อน หนังเถื่อนออนไลน์ โหลดบิต ไลฟ์เถื่อน เมื่อมารวมกันแล้วจึงไม่ค่อยมีใครอยากเข้ามาแข่งในอุตสาหกรรมนี้นัก พอโรงหนังไม่ค่อยได้แข่งขันกันมาก ธุรกิจขายป๊อบคอร์นที่แทรกตัวอยู่กับธุรกิจโรงหนังจึงถูกปกป้องไปโดยปริยาย

 

เงื่อนไขนี้จะหมดไป ถ้าธุรกิจโรงหนังกลับมาเป็นยุคทองจนนายทุนหรือบริษัทเอกชนแย่งกันเข้ามาแข่งขัน ถึงตอนนั้น สงครามการตัดราคาต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดูอย่างธุรกิจสายการบินก็เปรียบเทียบได้ที่ราคาตั๋วถูกลงทุกปี

 

2 ต้นทุนป๊อบคอร์นไม่ได้มีแค่เม็ดข้าวโพด

 

ผู้บริโภคมักรู้สึกว่าราคาป๊อบคอร์นสูงมากเพราะเอาไปเปรียบเทียบกับราคาป๊อบคอร์นตามตลาดนัดหรือการทำป๊อบคอร์นกินเองที่บ้านที่เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย ต้นทุนที่แตกต่างสำคัญนอกจากค้าเช่าที่ ค่าอุปกรณ์การทำ ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและทำโปรโมชันแล้ว ต้นทุนการทำความสะอาดก็ถือเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้

 

ทำไมโรงหนังถึงห้ามเอาอาหารและเครื่องดื่มจากภายนอกเข้าไป?

 

คำตอบคือการทานอาหารและเครื่องดื่มจะทำให้เกิดขยะและความสกปรกที่นำมาซึ่งต้นทุนในการจ้างคนมาทำความสะอาดและค่าอุปกรณ์ตกแต่งภายในที่อาจเปื้อนเสียหาย โรงหนังจึงต้องชาร์จค่าบริการตรงนี้ เหมือนที่โรงแรมชาร์จค่าขนมและเครื่องดื่มในตู้เย็นมินิบาร์ เหมือนร้านอาหารที่จะเก็บค่าเปิดขวดเมื่อนำอาหารและเครื่องดื่มจากภายนอกเข้ามากิน

 

ต้นทุนที่มองไม่เห็นนี้เป็นเรื่องที่กิจการละเลยไม่ได้เพราะอาจนำมาซึ่งการขาดทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่แก้ไขได้ยากในอนาคต และนอกจากโรงหนังจะต้องเสียค่าทำความสะอาดและค่าซ่อมแซมอุปกรณ์จากความสกปรกแล้ว (คิดสภาพคนทำน้ำอัดลมหกใส่พรม) โรงหนังยังเสีย “เวลา” ที่ต้องใช้ในการทำความสะอาดระหว่างฉายหนังแต่ละเรื่องอีกด้วย หากนำเวลาตรงนี้มารวมกันอาจฉายหนังได้อีกรอบ การเสียเวลาตรงนี้ไปจึงเกิดต้นทุนที่ต้องมาคิดค่าเสียโอกาสด้วยเช่นกัน

 

แล้วถ้าปัญหาเยอะขนาดนี้ทำไมไม่งดกินอาหารและเครื่องดื่มในโรงหนังไปเลย

 

คำตอบคือธุรกิจบริการที่ดีควรตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้อย่างรอบด้าน การแก้ปัญหาจึงออกมาในรูปใครไม่กินไม่ดื่มก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้ ส่วนใครอยากกินอยากดื่มก็แบกรับค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มตรงนี้ไป

 

3 ผู้บริโภคส่วนหนึ่งยินดีจ่าย แม้ราคาดูแพง

 

ธุรกิจจะดำรงอยู่ได้เมื่อมีผู้ซื้อสินค้าและบริการ การที่ป๊อบคอร์นสามารถขายได้ที่ราคาแพงแปลว่ามีคนกลุ่มหนึ่งยินยอมที่จะซื้อสินค้าที่ราคาเท่านี้ (ถ้าเราซื้อแปลว่าเราเต็มใจแล้ว ในทางเศรษฐศาสตร์ ถ้าเราไม่เต็มใจคือเราจะไม่ซื้อ ไม่ใช่ซื้อแล้วบ่นว่าแพง) แปลว่าความจริงแล้วป๊อบคอร์นราคานี้ไม่ได้แพงไปสำหรับผู้บริโภคกลุ่มหนึ่ง (ผู้บริโภคได้รับ customer surplus สูงพอให้ตัดสินใจซื้อ)

 

ผู้บริโภคกลุ่มนี้อาจจะมีไม่มาก แต่กำลังซื้อก็มากเพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจป๊อบคอร์นในโรงหนังดำรงอยู่ได้ อย่าลืมว่าถึงแม้ว่าธุรกิจจะขายสินค้าและบริการแพงเพียงใดแต่ก็ไม่สามารถบังคับให้ผู้บริโภคซื้อได้ หากขายแพงจนผู้บริโภครู้สึกไม่คุ้มค่า สุดท้ายธุรกิจก็ต้องปรับตัวลดราคาลงมาเอง

 

ดังนั้น หากใครรู้สึกว่าป๊อบคอร์นในโรงหนังแพงไป แนะนำให้หาโปรโมชันลดราคา (ซึ่งมีเยอะมาก) และพยายามซื้อป๊อบคอร์นให้ได้ในราคาถูก หรือไม่ก็เข้าไปอิ่มเอมกับภาพยนตร์อย่างเดียวพอ

 

ปล. บทความนี้คือการพยายามนำหลักการทางบัญชี เศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจเพื่อตอบคำถามที่น่าสงสัยเท่านั้น ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดในธุรกิจโรงหนังหรือข้าวโพดคั่วเด้อ

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy