เศรษฐกิจ

สรุปวิกฤตราชาเงินทุน : วิกฤตใหญ่ที่คนไทยลืม

สรุปวิกฤตราชาเงินทุน

สรุปวิกฤตราชาเงินทุน : วิกฤตใหญ่ที่คนไทยลืม

 

ที่ไหนมีความโลภ ที่นั่นย่อมมีวิกฤต และตลาดหุ้นก็เป็นแหล่งรวมความโลภชั้นดีที่มักก่อให้เกิดวิกฤตบ่อยครั้ง พล็อตเรื่องอาจเปลี่ยนไป แต่ตัวละครเอกอย่างความกลัวก็ยังคงมาแสดงเหมือนเดิม

 

และตัวละครเอกคนนี้มาแสดงตัวครั้งแรกในวิกฤตที่เรียกว่า “ราชาเงินทุน” ตั้งแต่ปี 2522 หรือราวสี่สิบปีมาแล้ว วิกฤตครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยแม้ตลาดหลักทรัพย์จะเพิ่งมีอายุ 4 ขวบเท่านั้น

 

 

 

แรงเก็งกำไร

 

วิกฤตครั้งนี้มีจุดกำเนิดจากบริษัทที่ชื่อราชาเงินทุน เพียงแค่ชื่อก็บ่งบอกแล้วว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ราชาเงินทุนก็เป็นเหมือนบริษัทไฟแนนซ์ทั่วไปที่รับฝากเงิน (ผ่านการขายตั๋วสัญญาใช้เงิน) และปล่อยกู้ให้กับคนที่อยากได้เงิน นั่นคือธุรกิจที่ควรจะดำเนินไปตามปกติของบริษัทไฟแนนซ์

 

ในช่วงก่อนปี 2522 ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเป็นขาขึ้นมาสักพักใหญ่ๆ เพราะการค้าขายและการลงทุนเจริญรุ่งเรืองมาก เมื่อหุ้นทั้งตลาดปรับตัวขึ้นสูง หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงล้อไปกับตลาดเช่นกัน และยิ่งเศรษฐกิจดี คนก็ยิ่งอยากได้เงินทุนมาทำธุรกิจมากขึ้น เป็นวงจรที่ทำให้หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ขึ้นแรงเข้าไปใหญ่

 

แนวโน้มนี้เป็นสิ่งที่หลายคนสังเกตเห็นได้ไม่ยาก แน่นอนว่านักลงทุนทั้งตลาดและบรรดาคนที่กู้เงินก็สังเกตเห็น ในเมื่อตลาดหุ้นดีขนาดนี้ แล้วจะเอาเงินกู้ที่ได้มาไปเสี่ยงทำธุรกิจทำไมเล่า ก็เอาเงินกู้มาซื้อหุ้นในตลาดเสียเลยสิ ! โดยเฉพาะหุ้นยอดนิยมอย่างราชาเงินทุนที่เป็นบริษัทไฟแนนซ์ยักษ์ใหญ่ เพราะคงไม่มีใครจะขาดทุนจากหุ้นบริษัทใหญ่ได้หรอก ลงแปปเดียวเดี๋ยวก็กลับขึ้นมาได้

 

แต่บอกได้เลยว่า ความเชื่อนี้เองที่พานักลงทุนไปเที่ยวยอดดอยของหุ้นมานักต่อนัก

 

 

 

หุ้นสิบเด้ง

 

การกู้เงินมาเล่นหุ้นจึงเป็นตัวเร่งให้ขนาดของฟองสบู่ใหญ่ขึ้นทุกวินาที มูลค่าการซื้อขายทำจุดสูงสุดใหม่พร้อมๆ กับดัชนี SET ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ด้วย นักลงทุนทุกคนมีความสุข โดยเฉพาะนักลงทุนที่ถือหุ้นบริษัทราชาเงินทุน ผู้กำลังอิ่มเอมหัวใจไปกับราคาหุ้นที่ขึ้นจาก 100 บาทไปเป็น 2,470 บาทในระยะเวลาเพียง 1-2 ปีเท่านั้น

 

และเป็นธรรมชาติของหุ้นที่ขึ้นมาแรง มันย่อมต้องมีจังหวะย่อตัวเสมอ ถ้าเป็นหุ้นตัวอื่นๆ ที่นักลงทุนใช้เงินตามปกติแบบที่ควรจะเป็นมาซื้อหุ้น (เงินเย็นหรือเงินเก็บ) ถ้าเกิดหุ้นลงหนักแล้วอยากจะถือหุ้นต่อเพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลานก็ไม่ใช่ปัญหา แต่นี่คือหุ้นที่มีคนมากมายพากันกู้เงินมาซื้อ เมื่อหุ้นร่วงแรง พวกเขาจึงจำเป็นต้องขายออกเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ ยิ่งลงก็ยิ่งขาย ยิ่งขายก็มีคนขายมากกว่าเดิม จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่ราคาหุ้นของราชาเงินทุนจะดิ่งไวเสียยิ่งกว่าตอนที่มันขึ้นมาอีก

 

ส่วนตลาดหุ้นไทย ไม่เหลือซาก ดัชนีลดลงกว่า 50% จาก 200 จุดมาเหลือเพียงราวๆ 100 จุดเท่านั้น นับเป็นวิกฤตตลาดหุ้นครั้งแรกในประเทศไทยที่ต้องใช้เวลากว่า 8 ปีกว่าจะฟื้นตัวกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้

 

 

 

สิ่งที่หลงเหลืออยู่

 

ไม่ใช่เพียงตลาดหุ้นและบริษัทราชาเงินทุนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ คนที่น่าสงสารที่สุดในเรื่องอาจเป็นคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ที่เข้ามาซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทไฟแนนซ์ทั้งหลาย เพราะพวกเขามีโอกาสน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยที่จะได้เงินคืนจากบริษัทที่ล้มละลาย นับว่ายังดีที่ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือด้วยการรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินในราคา 20% ของมูลค่าหน้าตั๋ว และยังอัดฉีดเงินเข้าบริษัทไฟแนนซ์อื่นๆ ที่ยังเหลือรอดอยู่เพื่อประคองสถานการณ์ไม่ให้แย่ไปกว่าเดิม

 

อันที่จริง หน่วยงานรัฐและคนที่เกี่ยวข้องต่างก็ทำอย่างสุดความสามารถเพื่อชะลอแรงเก็งกำไรที่เกิดขึ้นก่อนฟองสบู่ลูกแรกในประวัติศาสตร์จะแตก แม้แต่นโยบายอย่างการเก็บภาษีจากกำไรที่ได้จากส่วนต่างราคา (capital gain) สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นไม่ถึงหกเดือนก็ถูกงัดออกมาใช้ยุคนั้นด้วย (ก่อนจะถูกยกเลิกไปเพราะมีผลเสียหลายๆ อย่าง) กระทั่งมาตรการรับจำนำหุ้นราชาเงินทุนก็ยังมี แต่ก็ไม่อาจต้านทานกระแสแห่งการเก็งกำไรไหว

 

ไม่เคยมีอะไรต้านทานความโลภของคนได้อยู่แล้ว

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

เอกสารอ้างอิง
ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย : www.set.or.th
หนึ่งทศวรรษ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 2528-2538 : bot.or.th

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน