เศรษฐกิจ

สรุปวิกฤต Japan Asset Price Bubble : ครั้งหนึ่งเศรษฐกิจญี่ปุ่นเคยใหญ่คับโลก

สรุปวิกฤต Japan Asset Price Bubble

ทุกวันนี้ญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่มั่งคั่งอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว (หากวัดในแง่ของ GDP) แต่หากย้อนไปช่วงปี 1990 ความโชติช่วงชัชวาลของญี่ปุ่นดูยิ่งใหญ่เสียจนแทบจะกลืนกินโลกได้ทั้งใบ เพราะในยุคอดีต ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งใน 3 ประเทศที่มั่งคั่งที่สุดของโลก  GDP ต่อหัวสูงติดอันดับโลก และตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

คนญี่ปุ่นขึ้นขื่อเรื่องความขยันทำงานแบบถวายชีวิต ซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าถ้าประเทศมีคนแบบนี้สักครึ่งหนึ่งของประชากร ยังไงประเทศย่อมเจริญแน่ๆ แต่อะไรจะเกิดขึ้นถ้าความเก่งมาพร้อมกับความมั่นอกมั่นใจมากเกินไปหละ ?

 

เราอาจเคยได้ยินมาว่าคนญี่ปุ่นมีแนวคิดที่อนุรักษ์นิยม แต่อาจไม่ใช่กับในอดีตเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของ “เงิน” เพราะการที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นขึ้นไปสูงถึง 4 เท่าในระยะเวลาสั้นๆ จนตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มันคงไม่มีทางขึ้นไปได้ขนาดนั้นถ้าทุกคนในประเทศกลัวความเสี่ยงกันหมด

 

และถ้ากลัวความเสี่ยงจริง มันคงไม่เกิดวิกฤตการณ์ Japan Asset Price Bubble จนสร้างผลกระทบต่อเนื่องนับสิบปีเป็นแน่

 

ความพ่ายแพ้ที่มีประโยชน์

 

ระเบิดนิวเคลียร์อาจเป็นสัญลักษณ์แห่งความสูญเสียของญี่ปุ่น แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ถือได้ว่าประเทศญี่ปุ่นมีความเจริญรุดหน้ารวดเร็วมากหลังจากที่สงครามจบ เพราะสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น เทคโนโลยีต่างๆ จากชาติตะวันตกจึงเริ่มไหลบ่าเข้ามาสู่ประเทศตะวันออกมากขึ้น

 

แต่คนญี่ปุ่นไม่ได้เพียงแค่เป็นผู้ใช้สินค้าและบริการจากชาติตะวันตกอย่างเดียว พวกเขายัง copy & development (เลียนแบบและพัฒนา) ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ในแบบของตัวเอง โดยเฉพาะสินค้าประเภทเทคโนโลยี แทนที่จะต้องใช้เวลาลองผิดลองถูก กลับกลายเป็นว่าคนญี่ปุ่นสามารถพัฒนาสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีกว่าเดิมได้อีก แถมราคาถูกกว่าด้วย

 

แล้วใครจะไม่อยากซื้อของดีราคาถูกหละ ? ด้วยเหตุนี้เองสินค้าของญี่ปุ่นจำนวนมากจึงตีตลาดได้ประเทศแล้วประเทศเล่าไม่เว้นแม้แต่สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะช่วงปี 1973 ที่อเมริกาเกิด วิกฤตการณ์น้ำมัน รถยนต์สัญชาติอเมริกันที่ดูดุดันก็กลายเป็นของไร้ราคาเมื่อน้ำมันหมดเป็นของหายาก ไม่มีใครที่อยากใช้รถสวยแต่กินน้ำมัน แต่รถยนต์ญี่ปุ่นที่ดีไซน์อาจสู้ไม่ได้ แต่คันเล็กกว่า ราคาถูกกว่า แถมกินน้ำมันน้อยกว่า จึงเข้ามาตีตลาดรถยนต์ในสหรัฐอย่างราบคาบ

 

สินค้าหลายๆ อย่างจากญี่ปุ่นก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้รถยนต์ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้คือกุญแจสู่ความล้มเหลวดอกแรกที่จะทำให้ฟองสบู่ Japan Price Asset Bubble แตกในอนาคต

 

Plaza Accord

 

ความสนุกเริ่มต้นขึ้นเมื่อสหรัฐอเมริกาเดือดร้อนเพราะสินค้าญี่ปุ่นขายดีมากเกินไป ไม่มีใครที่อยากเห็นร้านคนอื่นขายดีกว่าร้านตัวเองแน่ๆ ในปี 1985 สหรัฐจึงได้จัดประชุมที่โรงแรม Plaza ในนครนิวยอร์ก (การประชุมนี้จึงชื่อ Plaza Accord) โดยเชิญประเทศในกลุ่ม G5 หรือประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในขณะนั้น (ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น) มาร่วมพูดคุยกันเพื่อหารือเกี่ยวกับเศรษฐกิจ แต่หนึ่งในสาระสำคัญคือเรื่องของญี่ปุ่น

 

ถ้าให้สรุปเป็นคำพูดในมุมมองของสหรัฐก็คือ “สินค้าคุณขายดีเกินไปนะ ผมอยู่ไม่ได้ เพราะงั้นคุณทำให้ค่าเงินตัวเองแข็งค่าหน่อยได้ไหม ผมจะได้ขายดีขึ้น” เพราะถ้าค่าเงินญี่ปุ่นแข็งค่ากว่าเดิม เช่น จากเดิม 1 ดอลลาร์แลกได้ 100 เยน กลายเป็น 1 ดอลลาร์แลกได้ 50 เยน สินค้าญี่ปุ่นที่เข้ามาขายในสหรัฐจะดูแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ (สู้เขาไม่ได้เลยขอให้เขาอ่อนให้หน่อย เป็นกลยุทธ์ที่น่ารักมาก)

 

ประเทศญี่ปุ่นก็ยอมทำตามที่สหรัฐร้องขอแค่โดยดี ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนจากเดิม 1 ดอลลาร์ = 250 เยน แข็งค่าขึ้นจนกลายเป็น 1 ดอลลาร์ = 150 เยนในเวลาไม่นานนัก งานนี้ญี่ปุ่นผู้น่าสงสารคงได้แต่นั่งน้ำตาตก แต่เปล่าเลย สินค้าญี่ปุ่นยังคงขายได้แม้จะอ่อนข้อให้สหรัฐ เนื่องจากสินค้ามีคุณภาพดีซะจนใครๆ ก็ยอมจ่าย แถมยังทำให้คนญี่ปุ่นรวยขึ้นอีกด้วย เพราะเงินตัวเองมีค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์

 

ช่วงที่แข็งค่าที่สุดนั้นถึงขนาดที่ว่าเงิน 1 ดอลลาร์แลกได้เพียง 75 เยน เงินแข็งโป๊กซะขนาดนี้ คนญี่ปุ่นผู้ร่ำรวยจึงใช้จ่ายเงินกันแบบสะบั้นหั่นแหลก หลายคนนั่งเครื่องไปเที่ยวเมืองนอกรัวๆ ซื้อสินค้าจากชาติตะวันตกอย่างสนุกสนาน แม้แต่ตึก Empire State อันเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของประเทศก็ยังโดนญี่ปุ่นซื้อ ! ซึ่งความฟู่ฟ่านี้เองเป็นกุญแจสู่ความล้มเหลวดอกที่สอง เพราะเงินมากขึ้นย่อมทำให้คนญี่ปุ่นหาที่สนุกๆ ในการเอาเงินไปถลุงมากขึ้น แล้วที่สนุกๆ ที่ว่านั้นมีคือที่ไหนล่ะ ?

 

ขอเชิญพบกับกุญแจดอกที่สามที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ Japan Asset Price Bubble มันคือตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์

 

39,000 จุด

 

ทั้งตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ต่างมีราคาถีบขึ้นราวกับดวงจันทร์อยู่ใกล้แค่เอื้อม โดยเฉพาะในฟากของตลาดหุ้นที่ขึ้นไปถึงเกือบ 4 เท่าในเวลาเพียงแค่ 5 ปี ดัชนี NIKKEI ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นทำจุดสูงสุดที่เกือบ 39,000 จุด จนตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ซึ่งสาเหตุก็มาจากสภาวะเงินล้นประเทศ แบงก์ชาติญี่ปุ่นเองดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย ธนาคารก็ปล่อยกู้เพื่อไปเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์และหุ้นญี่ปุ่นกันเป็นว่าเล่น สภาพคล่องล้นเหลือนี้เองที่สูบฟองสบู่ของสินทรัพย์ในญี่ปุ่นให้ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้น

 

แล้ววันนึงฟองสบู่ก็แตก เนื่องจากภาครัฐเข้ามาเบรกสภาวะการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ไม่ให้มันร้อนแรงไปกว่านั้น

 

นี่คือจุดจบสั้นๆ แต่จุดจบสั้นๆ นี้เองที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นพังทลาย จุดจบสั้นๆ ที่ทำให้ความมั่งคั่งของคนญี่ปุ่นหายไปอย่างน้อย 2 ล้านล้านเหรียญจากตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงกว่า 50% ไม่ต้องพูดถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ อสังหาทำเลทองย่าน Ginza มีราคาเหลือเพียงแค่ 1% เมื่อเทียบกับช่วงพีคสุดๆ และเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ซบเซาต่อเนื่องไปกว่า 20 ปี จนกลายเป็น Lost Decade หรือทศวรรษที่หายไปของญี่ปุ่น แม้แต่ดัชนี NIKKEI ก็ยังกลับไปจุดเดิมเมื่อปี 1989 ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

 

เห็นได้ชัดว่าญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่เก่ง ที่สามารถทำให้ตนเองมีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับชาติตะวันตกได้

 

แต่เมื่อความเก่งมาพร้อมกับความมั่นใจในตัวเองและกล้าเสี่ยงมากเกินไป มันมักจะให้บทเรียนที่เจ็บปวดเช่นนี้เสมอ

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

เอกสารอ้างอิง
Japan’s Bubble Economy of the 1980s : thebubblebubble.com
Lessons from when the bubble burst : japantimes.co.jp
กรณี Plaza Accord กับวิกฤติญี่ปุ่นที่เกิดจากความหวังดีประสงค์ร้ายของสหรัฐอเมริกา : extreme-vision.blogspot.com

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน