เศรษฐกิจ

การเมืองกับการลงทุน : การเมืองส่งผลต่อตลาดหุ้นมากแค่ไหน?

การเมืองกับการลงทุน

การเมืองกับการลงทุน เหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงนัก แต่ในทางความเป็นจริง ก็ต้องยอมรับว่าการเมืองมีผลต่อตลาดหุ้นอยู่ไม่น้อย แต่แน่นอนว่าบริบทในแต่ละประเทศ ในแต่ละสังคมมีความแตกต่างกันออกไป การจะวิเคราะห์ผลของการเมืองที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้นได้ จึงต้องเข้าใจบริบทในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศหรือภูมิภาคนั้นเป็นสำคัญ

 

ก่อนอื่นต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนว่า บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นบทความเชิงความรู้ด้านการลงทุน ไม่ได้มีเจตนาชี้นำความคิดหรือแนวคิดด้านการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

 

จุดเริ่มต้นของการเข้าใจการเมืองกับการลงทุน คือ เราต้องเข้าใจสภาพบริบททางการเมืองและสังคมของประเทศนั้นๆ ก่อน สิ่งที่ต้องรู้หลักๆ คือ ประเทศหรือภูมิภาคนั้นมีกี่ขั้วอำนาจ แต่ละขั้วอำนาจมีใครเป็นผู้เล่นบ้าง และผู้เล่นแต่ละคนต้องการอะไร ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีพรรคเดโมแครต (Democratic Party) และ พรรคริพับลิกัน (Republican Party) เป็นหลัก

 

เมื่อเข้าใจภาพรวมของการเมืองแล้ว สิ่งต่อไปที่เราต้องเข้าใจ คือ แต่ละฝั่งผู้เล่นต้องการอะไร

 

ยกตัวอย่างเช่น พรรคเดโมแครต พรรคนี้ถือเป็นฝั่งเสรีนิยม เน้นเพิ่มภาษีคนรวย สนับสนุนสวัสดิการคนจน เน้นความเสมอภาคและเท่าเทียม ภาพลักษณ์ของพรรคจะดูสุขุมและใจเย็น ตัวอย่าง ประธานาธิปดีคนสำคัญจากพรรคนี้ก็อย่างเช่น บิล คลินตัน (Bill Clinton) และ บารัค โอบาม่า (Barack Obama)

 

ในขณะที่ พรรครีพับลิกัน ถือเป็นฝั่งอนุรักษ์นิยมในปัจจุบัน เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดภาษี แต่ไม่เน้นสนับสนุนสวัสดิการมากนัก เน้นระบบทุนนิยมตลาดเสรี สนับสนุนค่านิยมการรักชาติ เทิดทูนความเป็นอเมริกา ภาพลักษณ์จะดูร้อนแรงและกล้าได้กล้าเสียมากกว่า ตัวอย่าง ประธานาธิปดีคนสำคัญจากพรรคนี้ คือ จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) และ โดนัล ทรัมป์ (Donald Trump)

 

เมื่อเราเข้าใจขั้วอำนาจพื้นฐาน เข้าใจแรงจูงใจของผู้เล่นแต่ละคน สิ่งสุดท้ายที่เราต้องพิจารณา คือ ผู้เล่นแต่ละคนต้องการอะไร และความต้องการของเขาส่งผลอย่างไรต่อตลาดหุ้นบ้าง

 

การจะเข้าใจผลลัพธ์ในข้อนี้ได้ ต้องเข้าใจไปถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง แรงจูงใจ และผู้สนับสนุนหลักในแต่ละขั้วอำนาจ การศึกษานโยบายทางการเมืองของแต่ละพรรคเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องพยายามเข้าใจเกมการเมืองให้ได้ว่า นโยบายไหนที่พรรคต้องทำแน่ และน่าจะสามารถทำและสามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว นโยบายไหนดูจะเป็นแค่การหาเสียง และทำได้จริงยาก

 

ยกตัวอย่าง อย่างการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในปี 2016 ที่ผ่านมา เราสามารถศึกษาผลการเมืองต่อตลาดหุ้นได้ชัดเจนมาก ฝั่งเดโมแครตนำโดย ฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) ชูนโยบายสนับสนุนพลังงานทดแทน ควบคุมราคายา ในขณะที่ฝั่งรีพับลิกันโดย โดนัล ทรัมป์ (Donald Trump) ชูนโยบายสร้างกำแพงกั้นชายแดน สนับสนุนพลังงานดั้งเดิม และลดภาษีนิติบุคคล

 

เมื่อผลปรากฎว่ารีพับลิกันเป็นฝ่ายชนะ หุ้นกลุ่มที่ขึ้นเลยทันที คือ หุ้นรับเหมาก่อสร้างที่น่าจะได้ประโยชน์จากการสร้างกำแพง หุ้นกลุ่มอาวุธ หุ้นกลุ่มพลังงานดั้งเดิม หุ้นกลุ่มการแพทย์และเวชภัณฑ์ เพราะหุ้นกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์จากฝั่งรีพับลิกัน รวมไปถึงหมดคลายกังวลจากฝั่งเดโมแครต ในขณะที่ หุ้นที่ลงเลยทันที คือ หุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่างๆ เพราะน่าจะไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายฝั่งรีพับลิกันเท่าไหร่นัก

 

ภาพรวมของตลาดหุ้นก็ดูดีขึ้นอีกด้วย เพราะนโยบายการลดภาษีนิติบุคคลของโดนัล ทรัมป์ ก็ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้นทันที หุ้นจำนวนมากปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่จากผลพลอยได้จากนโยบายของรีพับลิกัน และนี่ก็คือผลจากการเมืองที่เราได้เห็นจากตลาดหุ้นจริง

 

การเข้าใจการเมืองระดับพื้นฐาน จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยในเชิงการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่นโยบายทางการเมืองของแต่ละขั้วการเมืองแตกต่างกันมาก และมีผลต่ออุตสาหกรรมอย่างเห็นได้ชัด

 

เมื่อใส่แว่นนักลงทุนมองเกมการเมือง เราก็จะสามารถมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในการแข่งขันอีกมากมาย

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน