เศรษฐกิจ

สรุปวิกฤต S&L Crisis : อัตราดอกเบี้ยฆ่าสถาบันการเงินได้อย่างไร

สรุปวิกฤต S&L Crisis

สรุปวิกฤต S&L Crisis : อัตราดอกเบี้ยฆ่าสถาบันการเงินได้อย่างไร

 

วิกฤตทางการเงินที่คนส่วนใหญ่รู้จักมักจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่อันที่จริงนั้นวิกฤตเกิดบ่อยกว่าที่เราคิด บ้างก็เล็ก บ้างก็ใหญ่ บ้างก็เกิดขึ้นโดยจงใจ แต่บ้างก็เกิดขึ้นโดยไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้ ซึ่ง S&L Crisis ก็ถือเป็นหนึ่งในวิกฤตที่ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น

 

เพราะมันเกิดจากดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้เท่านั้นเอง ใครจะไปบ้าพอให้ดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าเงินกู้กันหละ แต่เชื่อเถอะ เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว

 

วิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยพระเอกของเรื่องนี้คือสถาบันที่เรียกว่า S&L (ชื่อเต็มคือ Saving and Loans) หรือแปลเป็นภาษาไทยว่าสถาบันเงินออมและปล่อยกู้ คนไทยอาจไม่คุ้นหูชื่อนี้เท่าไหร่ แต่อธิบายง่ายๆ ก็คือ เป็นสถาบันการเงินประเภทหนึ่งที่รับฝากเงินและปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำพิเศษ เพื่อสนับสนุนให้คนมีบ้านเป็นของตัวเอง

 

จะว่าไปมันก็คือธนาคารแบบย่อมๆ นั่นแหละ ด้วยเหตุนี้ S&L จึงเข้าไปพัวพันกับชีวิตของคนมากมาย และเมื่อมันล้ม มันก็สร้างความเสียหายให้กับสหรัฐอเมริกานิดหน่อย ประมาณ 160,000 ล้านเหรียญ

 

แต่ทำไมพวกเขาถึงบ้าพอปล่อยกู้ด้วยดอกที่ต่ำกว่าเงินฝากกันนะ ?

 

เหตุมาจาก Stagflation

 

ก่อนอื่นเรามาเข้าใจระบบโครงสร้างสถาบันการเงินสมัยนั้นกันเล็กน้อย ยุคอเมริกาในอดีต ประเทศนี้เต็มไปด้วยธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ มากมายนับพันแห่ง ประชาชนมีตัวเลือกเพียบเลยว่าอยากจะฝากเงินหรือปล่อยกู้ที่ไหน และในช่วงทศวรรษที่ 1930 สถาบันการเงินที่ชื่อ S&L ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

 

S&L มีทั้งการรับฝากเงินและปล่อยสินเชื่อ (โดยเฉพาะคนที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง) แต่ที่ต่างจากสถาบันการเงินประเภทอื่นก็คือ S&L จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากและคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำกว่าตลาด สมมติว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้โดยทั่วไปคือ 2 และ 7% ตามลำดับ สถาบัน S&L อาจจะอยู่ที่ 1% และ 6% ตามลำดับก็ได้ เพราะจุดประสงค์ของมันเกิดมาเพื่อสนับสนุนให้คนมีบ้าน

 

ถ้าทุกสิ่งดำเนินไปตามปกติก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ทีนี้ปัญหามันเกิดเมื่อมีสิ่งที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” เข้ามาเกี่ยว ราวทศวรรษที่ 1970 เงินเฟ้อของสหรัฐนั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่า 10% เงินเฟ้อคือสภาวะที่มีเงินในระบบมากเกินไปและทำให้ข้าวของต่างๆ แพงขึ้น แน่นอนว่าไม่มีใครชอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ซึ่งก็คือ FED หรือธนาคารกลางสหรัฐ) จึงต้องหาทางลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อให้เร็วที่สุด ด้วยการ “ขึ้นดอกเบี้ย”

 

วิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น 101 ได้กล่าวไว้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้คนเอาเงินไปฝากธนาคารมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตอนแรกอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1% คนก็ไม่ค่อยอยากเอาเงินไปไว้กับแบงก์เท่าไหร่ เอาไปลงทุนอย่างอื่นน่าจะดีกว่า แต่ถ้าดอกเบี้ยขึ้นเป็น 5% คนจะเริ่มนำเงินไปฝากธนาคารมากขึ้น เพราะได้ดอกเบี้ยที่จูงใจมากขึ้น สภาวะนี้เองที่เงินในระบบจะหายไป และช่วยให้อัตราเงินเฟ้อลดลงได้

 

FED จึงขึ้นดอกเบี้ยหลายต่อหลายครั้ง จนอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงราวๆ 12% แค่ฝากเงินก็รวยกว่าเล่นหุ้นแล้ว แน่นอนว่ามันทำให้เงินเฟ้อลดต่ำลงแบบได้ผลชะงัด แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ S&L

 

โดยปกติถ้า FED ขึ้นดอกเบี้ย สถาบันการเงินทั่วไปก็จะปรับอัตราดอกเบี้ยตัวเองให้ล้อไปกับ FED แต่เจ้าสถาบัน S&L มันดันถูกกฎบางข้อบังตับไว้ว่า ห้ามขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก แล้วในสภาวะที่ธนาคารอื่นๆ (รวมถึงกองทุนตลาดเงินที่เพิ่งเกิดในยุคนั้น) ให้ดอกเบี้ยแสนงาม แต่ S&L กลับคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากดังเดิม ใครจะอยากฝากเงินกับ S&L สถาบันนี้จึงขาดเงินฝาก เมื่อไม่มีเงินฝาก ก็ไม่มีเงินไปปล่อยสินเชื่อเพื่อหารายได้ นี่คือความซวยดอกที่ 1

 

ความซวยดอกที่ 2 บังเอิญว่ายุคนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตช้ามากแบบพอดิบพอดี สภาวะที่อัตราเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัวนี้เราจะเรียกว่า Stagflation เมื่อเศรษฐกิจโตช้า คนก็ชะลอการซื้อบ้านของตัวเองออกไป S&L ซึ่งหากินกับการปล่อยสินเชื่อบ้านก็มีลูกค้าลดลงโดยอัตโนมัติ เงินฝากก็ไม่มี แถมไม่มีคนอยากซื้อบ้านอีก

 

ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากสิ

 

S&L จึงแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการร้องขอจากภาครัฐให้อนุมัติการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบัน S&L ที่แต่เดิมเคยถูกจำกัดไว้ อย่างน้อยๆ ก็จะได้มีเงินมาหมุนทำธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลก็อนุมติแต่โดยดีในปี 1980 เหมือนว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่สังเกตเห็นอะไรไหม ดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้น แล้วดอกเบี้ยเงินกู้หละ ?

 

สมมติว่าสถาบัน S&L ให้ดอกเบี้ยเงินฝาก 2% และเอาไปปล่อยกู้โดยคิดดอก 7% ทุกอย่างก็จะยังไม่มีปัญหา สถาบันยังคงทำกำไรได้เพราะดอกเบี้ยจ่ายน้อยกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ แต่ถ้าปรับดอกเบี้ยเงินฝากเป็น 10% ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้เท่าเดิม นั่นแปลว่าสถาบัน S&L กำลังขาดทุนเพิ่มขึ้นในทุกๆ ดอลลาร์ที่ปล่อยสินเชื่อ

 

ฟังดูแล้วไม่ make sense แม้แต่น้อย จะมีใครบ้าพอที่จะปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินฝาก ? อันที่จริงสถาบัน S&L ทั้งหลายก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้ เชื่อเถอะว่าเขาอยากขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ใจจะขาด เพียงแต่ว่าสินเชื่อที่ปล่อยให้กับลูกค้ามันเป็นสินเชื่อระยะยาวที่กำหนดดอกเบี้ยตายตัวแบบตายตัวไปแล้ว

 

S&L จึงต้องรับสภาพการทำทำธุรกิจแบบเฉือนเนื้อตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ปัญหาจบลงด้วยการสนับสนุนจากรัฐ

 

ในปี 1980 สถาบัน S&L ยังมีกำไรอยู่ประมาณ 700 ล้านเหรียญ ผ่านไปเพียงแค่ 2 ปี สถาบันเหล่านี้มีผลขาดทุนรวมกันกว่า 4,000 ล้านเหรียญ ไม่มีธุรกิจไหนอยู่ได้ถ้าค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ เท่านั้นยังไม่พอ สถาบัน S&L ทั้งหลายยังปล่อยสินเชื่อแบบเหลาะแหละมาก สินเชื่อด้อยคุณภาพที่ผู้กู้ไม่มีปัญญาจ่ายเต็มไปหมด จนส่งผลให้สถาบัน S&L ที่มีอยู่ทั่วประเทศ 3 พันแห่ง ต้องปิดตัวลงไปถึง 1/3 และสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจกว่า 160,000 ล้านเหรียญ

 

ท้ายที่สุด คนที่เข้ามาแก้ปัญหาก็หนีไม่พ้นรัฐบาลที่ต้องเข้ามาอุ้มสถาบัน S&L ที่ไปไม่รอด พร้อมกับดูแลผู้ฝากและลูกหนี้สินเชื่อที่ได้รับผลกระทบ อะไรจะดีไปกว่าทำธุรกิจผิดพลาดแต่ยังมีคนมาคอยช่วยเหลือ

 

มาจนถึงวันนี้ วิกฤต S&L ก็ได้ผ่านพ้นมาเกือบ 30 ปีและต้องยอมรับว่ายากที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นได้อีก เพราะสถาบันการเงินมีมาตรการคุมเข้มด้านสินเชื่อมากขึ้น ระบบบัญชีที่ดีขึ้น และคงไม่มีใครหน้าไหนบ้าบิ่นจะปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากแน่ๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้

 

เพราะถ้าเราย้อนประวัติศาสตร์กลับไป ทุกวิกฤตล้วนได้รับการแก้ไขและพัฒนาไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำสอง แต่มันก็ได้แค่ป้องกันในสิ่งที่เป็นเหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆ กัน ในอนาคตยังมีสถานการณ์หรือเครื่องมือทางการเงินอีกมากรอให้เราได้ใช้และรอให้ค้นพบปัญหาใหม่เสมอ ใครจะไปคิดว่าเพียงแค่ปรับดอกเบี้ยเงินฝากก็ทำให้เกิดวิกฤตได้

 

แต่ S&L Crisis ก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

เอกสารอ้างอิง
อัตราเงินเฟ้อ – in2013dollars.com
อัตราดอกเบี้ย – infoplease.com
Savings and Loan Crisis Explained – thebalance.com
Savings and Loan Crisis : S&L Crisis – investopedia.com

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน