เศรษฐกิจ

หวยบำเหน็จ และความน่าจะเป็นไปได้ในชีวิตจริง

หวยบำเหน็จ

โครงการ “ หวยบำเหน็จ ” ถือเป็นโครงการเกี่ยวกับการเงินและการเกษียณน้องใหม่ที่ถูกนำเสนอจากพรรคการเมืองหนึ่ง แน่นอนว่าบทความนี้จะไม่ได้บอกว่าโครงการนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่จะมาลองวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่จะประยุกต์ใช้ นำโครงการนี้มาใช้ในชีวิตจริง

 

ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า บทความนี้ไม่มีเจตนาที่จะสนับสนุนหรือต่อต้านพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ เพียงแต่ต้องการจับนโยบายทางการเงินที่สำคัญมาลองวิเคราะห์ความเป็นไปได้ดู สุดท้ายก็หวังว่าคนไทยจะได้มีสุขภาพทางการเงินที่ดี ไม่ว่าจะด้วยรัฐบาลที่จัดตั้งมาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม

 

โครงการหวยบำเหน็จ คือ นโยบายที่จะเปลี่ยนเงินเล่นหวย (สลากกินแบ่งรัฐบาล) ให้กลายเป็นเงินออมเพื่อการเกษียณ รายละเอียดพื้นฐานมีดังต่อไปนี้ (1) เงินซื้อหวยก่อนอายุ 60 จะได้รับคืนทั้งหมดเป็นเงินตอนอายุ 60 ปี พร้อมดอกเบี้ย (2) เงินซื้อหวยหลังอายุ 60 จะได้รับคืนเมื่อเสียชีวิตเพื่อเป็นมรดกให้ลูกหลาน (3) หวยมีรางวัลใหญ่ และเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว

 

วิเคราะห์โครงสร้างของการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลปัจจุบัน

 

หวย 1 ชุด มี 1,000,000 ฉบับ
สลาก 1 ชุด มี 14,168 รางวัล รวมมูลค่า 48,000,000 บาท
กองสลากขายหวยให้ตัวแทนประมาณใบละ 70 บาท
กองสลากจะมีรายได้จากการขายหวย 1 ชุด ประมาณ 70,000,000 บาท
หรือคิดเป็นต้นทุนในการออกรางวัลประมาณ 68.57% ของรายได้

 

ลองตัดรางวัลอื่นออกไป เหลือแต่รางวัลที่หวยบำเหน็จพูดถึง คือ รางวัลใหญ่ และเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว

 

หวย 1 ชุด มี 1,000,000 ฉบับ
รางวัลที่ 1 มี 1 รางวัล มูลค่า 6,000,000 บาท
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว มี 2,000 รางวัล มูลค่า 4,000 บาท รวม 8,000,000 บาท
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว มี 10,000 รางวัล มูลค่า 2,000 บาท รวม 20,000,000 บาท
สลาก 1 ชุด มี 12,001 รางวัล รวมมูลค่า 34,000,000 บาท
กองสลากขายหวยให้ตัวแทนประมาณใบละ 70 บาท
กองสลากจะมีรายได้จากการขายหวย 1 ชุด ประมาณ 70,000,000 บาท
หรือคิดเป็นต้นทุนในการออกรางวัลประมาณ 48.57% ของรายได้

 

ลองมาดูค่าใช้จ่ายด้านอื่นของกองสลาก นอกเหนือจากค่าออกรางวัลบ้าง อ้างอิงจากงบการเงิน ปี 2018

 

รายได้รวม 136,443.18 ล้านบาท
ต้นทุนจำหน่ายอื่น 353.98 ล้านบาท
(ไม่รวมเงินรางวัล , เงินจัดสรรรายได้แผ่นดิน , เงินกองทุน)
ค่าใช้จ่ายในการขาย 1,485.33 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 2,404.82 ล้านบาท

 

รวมค่าใช้จ่าย (ไม่รวมเงินรางวัล , เงินจัดสรรรายได้แผ่นดิน , เงินกองทุน) เท่ากับ 4,244.13 ล้านบาท หรือเท่ากับประมาณ 3.11% ของต้นทุน

 

สรุป หวยบำเหน็จ ในบริบทของปัจจุบัน ยังทำได้ยาก เพราะมีต้นทุนสูงถึง 51.68% การจะคืนเงินต้นทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยเป็นไปได้ยาก หากอยากทำได้เลยแบบไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร จำเป็นต้องเปลี่ยนนโยบาบมาเป็นการคืนเงินต้นเพียง 50% ของเงินที่ซื้อหวยไป แบบนี้น่าจะทำได้ทันที

 

คำถาม คือ ถ้าอยากให้นโยบายเป็นไปได้ เราควรจะแก้ไขอย่างไร

 

ปัจจัยต่างๆ ที่พอจะปรับให้นโยบายนี้เป็นไปได้โดยสมบูรณ์ คือ คืนเงินได้ 100% ของเงินต้น เราจะต้องใช้หลายองค์ประกอบร่วมกัน ได้แก่ (1) ปรับลดเงินรางวัลลง (2) เพิ่มผลตอบแทนที่รัฐบาลนำเงินต้นไปบริหาร (3) เพิ่มราคาขายหวย และ (4) เพิ่มการประมาณการณ์ว่าจะมีเงินไหลกลับมาจากหวยใต้ดินสู่หวยบำเหน็จ

 

เราลองกลับมาแก้ไขสมมติฐานใหม่ โดยเสริมปัจจัยเหล่านี้เข้าไปในการวิเคราะห์

 

  • เพิ่มราคาขายเป็นใบละ 90 บาท สำหรับตัวแทน ใบละ 100 บาท สำหรับประชาชน
  • ลดรางวัลที่ 1 เหลือ 1,000,000 บาท รางวัลเลขท้าย 3 ตัว เหลือ 1,000 บาท รางวัลเลขท้าย 2 ตัว เหลือ 500 บาท
  • ประมาณการณ์ว่าเงินจากหวยใต้ดินจะไกลกลับมาเข้าระบบเพิ่มอีก 50% จากยอดขายเดิม
  • ตั้งดอกเบี้ยที่ประชาชนจะได้รับอยู่ที่ 1.5% ต่อปี

 

จากสมมติฐานใหม่ เราจะได้ว่าต้นทุนการออกรางวัลรวมกันจะอยู่ที่ชุดละ 8,000,000 บาท จากราคาขายให้ตัวแทน 90,000,000 บาท หรือคิดเป็นต้นทุนรางวัลที่ 8.89% ในขณะที่ต้นทุนคงที่อื่นต่อปีจะลดลงเหลือ 2.07% ต่อรายได้รวม จากฐานรายได้ที่สูงขึ้น เมื่อมารวมกับดอกเบี้ยจ่ายปีละ 1.5% ต่อปี จะทำให้ต้นทุนรวมของการออกสลากอยู่ที่ 12.46% ต่อปี

 

หากรัฐบาลสามารถหาผลตอบแทนจากการนำเงินต้นไปลงทุนได้มากกว่าปีละ 12.46% นโยบายหวยบำเหน็จก็เป็นไปได้ แต่ถ้าตัวเลขดังกล่าวดูสูงไป รัฐบาลอาจเปลี่ยนนโยบายเป็นคืนเงิน 95% แทน แบบนี้จะเหลือผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงปีละ 7.46% ซึ่งการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานก็พอจะสร้างผลตอบแทนระดับนี้ได้

 

ดังนั้น หากมองว่าโครงการหวยบำเหน็จเป็นโครงการกู้เงินจากประชาชน คล้ายการออกพันธบัตรรัฐบาลหรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ก็ถือว่าสามารถพอจะมองได้ เพียงแต่อาจจะต้องปรับลดเงินรางวัลลง ซึ่งจะทำให้โครงการนี้เป็นไปได้มากขึ้น

 

ในมุมมองส่วนตัว โครงการหวยบำเหน็จเป็นโครงการทางการเงินที่ตอบโจทย์บริบทของสังคมไทยเป็นอย่างมาก ในเมื่อเลิกเล่นหวยไม่ได้ ก็จับมาเป็นกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อเตรียมตัวสู่การเกษียณได้เลย

 

แน่นอนว่าบทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อสนับสนุนหรือต่อต้านกลุ่มการเมืองใด เพียงแต่จะชี้ให้เห็นความน่าสนใจและความเป็นไปได้ของนโยบายทางการเงินเท่านั้นเอง

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน