เศรษฐกิจ

สรุปวิกฤตต้มยำกุ้ง : บาดแผลสาหัสของเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย

สรุปวิกฤตต้มยำกุ้ง : บาดแผลสาหัสของเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย

สรุปวิกฤตต้มยำกุ้ง : บาดแผลสาหัสของเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย

 

มันควรจะเป็นวันทำงานครึ่งปีหลังอันแสนสดใสสำหรับพนักงานธนาคารทุกคน แต่ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 หลังจากวันหยุดครึ่งปีของธนาคารเพียงแค่วันเดียว ฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิด (และดูน่าจะเป็นฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุด) ก็เกิดขึ้น มันเป็นวันที่รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จากเดิมที่ตรึงไว้ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลได้ตัดเชือกที่ตรึงเอาไว้และปล่อยให้เงินบาทลอยไปตามสายลม จนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวสูงสุดถึงเกือบ 52 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

คนที่กู้เงินดอลลาร์มา 1 ล้านเหรียญ จากที่เคยมีหนี้เป็นเงินไทยเพียง 25 ล้านบาท ตื่นมาอีกทีหนี้งอกเพิ่มขึ้นมากลายเป็น 52 ล้านบาท และตอนนั้นประเทศไทยไม่ได้กู้เงินมาเพียงแค่ 1 หรือ 2 ล้านเหรียญ แต่ทั้งประเทศมีการกู้เงินเป็นสกุลต่างประเทศประมาณ 70,000 ล้านเหรียญ ธุรกิจน้อยใหญ่จึงล้มหายตายจากไปมาก หลายคนถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวจนถึงขั้นสิ้นชีวิตเพราะไม่มีเงินใช้หนี้

 

ดูเหมือนเป็นฝันร้ายที่ตอนนั้นคงไม่มีใครรู้ว่าเราจะตื่นขึ้นมาอีกทีเมื่อไหร่ ฝันร้ายที่ทั่วโลกขนานนามเหตุการณ์นี้ว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง”

 

แต่มันมีอะไรน่าสนใจกว่าที่เราเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างหละ ?

 

เสือแห่งเอเชีย

 

นับตั้งแต่ปี 2540 ประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวภายใต้การจัดการมาจนถึงปัจจุบัน ปล่อยให้ค่าเงินมันวิ่งขึ้นลงตามที่ควรจะเป็น (ภาษาเศรษฐศาสตร์หน่อยก็คือวิ่งตามอุปสงค์อุปทาน) แต่ถ้ามันเคลื่อนไหวผิดปกติไปมา ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ขอแทรกแซงเสียหน่อยเพื่อปรับสมดุลให้มันดีขึ้น นี่คือระบบลอยตัวภายใต้การจัดการ

 

แต่ช่วงก่อนปี 40 ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทยจะ “ตรึง” ค่าเงินบาทไว้ตายตัวที่ประมาณ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน บางคนอาจแปลกใจว่าเรากล้าใช้ระบบตรึงค่าเงินอันสุ่มเสี่ยงนี้ได้อย่างไรกัน ? แต่ในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ประเทศใหญ่อย่างอังกฤษก็ใช้ระบบที่คล้ายๆ การตรึงค่าเงินเหมือนกับไทยเราเช่นกัน แน่นอนว่าอังกฤษก็เกิดวิกฤตจากการตรึงค่าเงินเช่นกัน หรือที่เรียกกันว่า วิกฤตค่าเงินปอนด์

 

เมื่อตรึงค่าเงินบาทให้แน่นิ่งได้ราวกับแช่แป้ง ทั้งการนำเข้าและส่งออกก็เพิ่มขึ้นรัวๆ ใครก็อยากทำธุรกิจเวลาที่สถานการณ์ทุกอย่างแน่นอน แต่นั่นยังเป็นแค่ประโยชน์ส่วนน้อย เพราะในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็เริ่มใช้นโยบายเสรีการเงินชื่อเก๋ๆ ว่า BIBF (Bangkok International Banking Facilities) ที่ผ่อนคลายกฎหลายๆ อย่างเพื่อให้สถาบันการเงินสามารถกู้เงินจากต่างประเทศไปปล่อยกู้ต่อที่ประเทศอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย เพราะหวังปั้นให้ไทยเราเป็นศูนย์กลางทางการเงินของแถบอาเซียนด้วย

 

การค้ารุ่งเรือง การเงินรุ่งโรจน์ จะมีฉายาไหนที่เหมาะสมไปกว่าคำว่า “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” อีกเล่า

 

เสือสิ้นลาย

 

แต่ความสนุกมันเริ่มเกิดขึ้นเพราะนโยบายเก๋ๆ BIBF นี้เอง

 

จุดประสงค์ของนโยบายนี้ก็เพื่อปั้นประเทศสยามเมืองยิ้มให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชีย เป็นคนกลางระหว่างชาติตะวันตกกับประเทศแถบบ้านเราในเรื่องของการปล่อยกู้ แต่เนื่องจากยุคสมัยนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศค่อนข้างต่ำ สวนทางกับดอกเบี้ยในประเทศที่สูงเสียดฟ้า (ดอกเบี้ยระดับสองหลัก) แทนที่สถาบันการเงินจะต้องลำบากลำบนขนเงินต่างประเทศไปให้ประเทศอื่น ก็กู้เงินต่างประเทศมาปล่อยกู้ให้คนในประเทศนี่หละง่ายกว่าเยอะ แค่นี้ก็กินส่วนต่างดอกเบี้ยจนพุงปลิ้นแล้ว

 

แถมอัตราแลกเปลี่ยนที่ 25 บาทตายตัว คนกู้เงินน้อยใหญ่จึงวางแผนเรื่องการหมุนเงินได้ง่ายมาก ไม่ต้องห่วงว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนเพราะมันถูกตรึงเอาไว้ ช่วงแรก ก็ยังดีอยู่ แต่พอมีเงินไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้นจนไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปปล่อยกู้ให้กับใคร สถาบันการเงินเหล่านี้ก็เริ่มให้กู้แบบหละหลวม  แทนที่จะปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจจริงๆ (real sector) ก็เริ่มให้เงินกับภาคเก็งกำไร ซึ่งแน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น ที่ทั้งสองตลาดถูกปั่นราคากันเป็นว่าเล่น

 

ส่วนภาคธุรกิจจริง บริษัทต่างๆ ที่อยากกู้เงินมาทำธุรกิจ มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจสู้ดอกเบี้ยแสนโหดในประเทศได้ไหว ก็ไหนๆ เปิดเสรีการเงินแล้วนี่ กู้เงินต่างประเทศเองซะเลย ! เอาเข้าไป ตอนนี้คนทั้งประเทศต่างก็กู้เงินจากเมืองนอกกันหมด ใครไม่ทำแบบนี้คงตกเทรนด์แย่ ไม่รู้จักใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์เอาเสียเลย

 

ทุกสิ่งจะดำเนินต่อไปอย่างหฤหรรษ์ตราบใดที่ประเทศยังขายของได้ คนฟุ้งเฟ้อแค่ไหนก็ยังหายใจหายคอได้ถ้ายังทำเงินต่อไปได้เรื่อยๆ แต่ประเด็นคือ ตอนนั้นไทยเราเริ่มขายของไม่ออก แถมเศรษฐกิจมากกว่าครึ่งของไทยก็พึ่งพิงการส่งออก เรากำลังอยู่ในสถานะที่หาเงินกู้กันอย่างเมามัน แต่ไม่มีเงินมาจ่ายคืนหนี้เหล่านี้ได้เลย กลายเป็นเสือที่กำลังสิ้นลายช้าๆ

 

ขอเงินคืน

 

สมมติเราเป็นเจ้าหนี้ ให้เงินกู้กับคนๆ หนึ่งที่ชื่อว่าคุณสยาม ตอนแรกพฤติกรรมของคุณสยามดูเป็นคนที่เอาการเอาเงินมาก ทำมาค้าขายทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งคุณสยามก็มาขอเงินกู้มากขึ้น แต่กลับเอาเงินที่ได้ไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ทำงานทำการเหมือนก่อน ถ้าเราเป็นเจ้าหนี้ของคุณสยาม ไม่ช้าก็เร็วเราคงทักไลน์ไปหาทุกเวลาหลังอาหารเพื่อขอเงินคืนอย่างเร็วที่สุด เพราะคุณสยามเปลี่ยนไป ดูทรงแล้วน่าจะหาเงินมาจ่ายคืนไม่ได้เหมือนก่อน

 

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย บรรดาเจ้าหนี้ต่างประเทศเริ่มรับรู้ถึงความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของสยามเมืองยิ้ม พวกเขากำลังทวงเงินคืน

 

กลับมาที่เรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน การที่ประเทศไทยค้าขายไม่ดีเหมือนเดิม นอกจากเจ้าหนี้จะเริ่มกลัวการชักดาบ เงินบาทของไทยก็เริ่มเป็นที่น่าหวั่นเกรงในสายตาคนนอก เนื่องจากเงินทุกสกุลล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจแต่ละประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยที่เริ่มขายของไม่ดีเหมือนเก่า จึงไม่มีใครที่อยากได้สกุลเงินประเทศนี้เท่าไหร่นัก เพราะค่าของมันน้อยลงกว่าเดิมมากเหมือนเทียบกับตอนขายของดี

 

พูดในภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือ เงินบาทมันควรจะอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

 

แต่ด้วยความที่ประเทศไทยต้องการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์ ทุกครั้งที่เงินอ่อน ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องนำเงินสำรองที่มีอยู่ (ในรูปของดอลลาร์) เอามาซื้อเงินบาทในตลาด เพื่อให้ค่าของมันกลับมาแข็งที่ 25 บาทเหมือนเดิม ถ้าอ่อนค่าชั่วคราวก็ไม่เท่าไหร่ แต่เงินบาทของไทยกำลังอ่อนปวกเปียกต่อเนื่อง นั่นแปลว่าเงินสำรองที่เปรียบเสมือนความมั่นคงของชาติ กำลังถูกใช้ไปกับการพยุงค่าเงินของตัวเอง

 

ยิ่งคนไม่เชื่อมั่น เจ้าหนี้ยิ่งอยากได้เงินคืน ยิ่งอยากได้เงินคืน ก็ยิ่งรีบขายเงินบาทเพื่อเปลี่ยนเป็นดอลลาร์ ก็ยิ่งทำให้เงินอ่อน แบงก์ชาติก็ต้องเข้ามาซื้อเงินบาท เป็นวงจรที่ทำให้เสือตัวนี้สิ้นลายเป็นที่เรียบร้อย

 

จะว่าสิ้นลายอย่างเดียวก็ไม่ถูก เพราะเสืออย่างเรากำลังถูกกลุ่มนายพรานตามรอยไล่ล่าด้วยเหมือนกัน คณะพรานที่นำโดยหัวหน้านามว่า จอร์จ โซรอส

 

เด็ดชีพ

 

ประเทศอังกฤษและประเทศไทยยุคนั้นเหมือนกันก็ตรงที่เคยตรึงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งคู่ แต่สำหรับอังกฤษ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงปี 1992 และพวกเขาไม่ได้ทู่ซี้พยุงค่าเงินต่อไปแบบไร้ความหวัง อังกฤษลอยตัวอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาไม่นานที่เริ่มเห็นเค้าว่าเศรษฐกิจกำลังแย่ ประกอบกับ จอร์จ โซรอส นักเก็งกำไรบันลือโลกที่กำลังถล่มค่าเงินปอนด์ของอังกฤษไม่ยั้ง คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะใช้เงินเก็บทั้งหมดไปสู้กับกลุ่มนักเก็งกำไรกระเป๋าหนัก

 

พวกเขายอมลอยตัวเงินปอนด์ เศรษฐกิจอาจทรุดซักพัก โซรอสอาจได้กำไรก้อนใหญ่ไปกว่าพันล้านเหรียญ แต่อย่างน้อยอังกฤษก็มีเงินเหลือเก็บและพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ในเวลาไม่นานนัก

 

แต่ประเทศไทยค่อนข้างดื้อกว่านิดหน่อย เพราะเราทุ่มเงินเก็บทั้งหมดที่มีไปกับการรักษาค่าเงินบาทไว้อย่างเหนียวแน่น “นี่คือเงินบาทเรานะ เธอจะมาทำร้ายเงินบาทเราไม่ได้” แต่โลกการเงินไม่มีคำว่าปราณี จอร์จ โซรอส รวมถึงนักเก็งกำไรคนอื่นอีกเป็นโขยง กำลังรุมทึ้งเงินบาทด้วยการขายเงินบาทอย่างหนักให้กับแบงก์ชาติ เพื่อหวังจะซื้อกลับคืนมาด้วยราคาที่ต่ำกว่า แบบเดียวกับที่ทำตอนปี 1992 ที่ประเทศอังกฤษไม่มีผิด

 

เพราะอย่างไรเสีย นักเก็งกำไรเหล่านั้นต่างรู้ว่าเราไม่มีทางพยุงค่าเงินบาทได้ตลอดไป สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยให้มันลอยตัว

 

ซึ่งพวกเขาคิดถูก เมื่อทุกอย่างถูกเฉลยจากปากของของคุณทนง พิทยะ รัฐมนตรีคลังในยุคนั้นที่ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อ 2 กรกฎาคม 2540

 

กู้เงินจาก IMF

 

สิ่งที่เลวร้ายไม่แพ้เงินบาทลอยตัวคือเงินเก็บที่หายไป จากเดิมที่ประเทศไทยมีเงินสำรองในรูปดอลลาร์สหรัฐถึงประมาณ 40,000 ล้านเหรียญ เมื่อแคะกระปุกดูจริงๆ แล้ว เราเหลือเงินก้นกระปุกเพียง 158 ล้านเหรียญ นั่นแปลว่าเราใช้เงินเกือบทั้งหมดที่มีไปกับการพยุงค่าเงินเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจแย่ แต่เราทำไม่สำเร็จ เศรษฐกิจพัง หนี้เสียเกิน 50% สถาบันการเงินล้มหายไป 56 แห่ง ตลาดหุ้นจาก 1,700 จุดเหลือเพียง 200 จุด บริษัทอีกนับร้อยนับพันล้มละลาย ทุกสิ่งดูลดลงยกเว้นแต่น้ำตาและความเจ็บปวดของคนไทยที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตต้มยำกุ้ง

 

แต่มันก็เป็นเหมือนโรคร้าย รักษาความเจ็บปวดแต่เนิ่นๆ มันย่อมดีกว่ามารักษาตอนใกล้ตายอยู่แล้ว

 

ด้วยลมหายใจสุดท้าย ประเทศไทยจึงต้องขอรับมาตรการณ์ช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF และสถาบันการเงินอื่นๆ รวมเป็นเงินกว่า 17,000 ล้านเหรียญ เพื่อฟื้นคืนชีพคุณสยามที่กำลังป่วยหนักให้กลับมามีชีวิตรอดดั่งเดิม

 

ใครกันที่ผิด

 

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมากว่า 20 ปี แต่หลายๆ คนยังถกเถียงกันไม่จบว่าใครกันที่เป็นคนทำผิดในเหตุการณ์นั้น ส่วนใหญ่อาจมองว่าโซรอสและผองเพื่อนคือมารร้ายที่ทำลายประเทศไทย บางส่วนก็มองว่าเป็น IMF ที่ให้เงินกู้แล้วบังคับให้เราอยู่ภายใต้สัญญาอันเสียเปรียบ บางส่วนก็มองว่าเป็นความผิดของแบงก์ชาติที่เอาเงินเก็บไปสู้กับนักเก็งกำไรเหล่านั้น

 

แต่ถ้าลองวิเคราะห์อย่างเป็นกลางทีละประเด็น ในกรณีของโซรอสและกลุ่มนักเก็งกำไร นี่คือธรรมชาติของนักเก็งกำไร (รวมถึงนักลงทุน) ทั้งโลกที่จะเข้าซื้อหรือขายในสถานการณ์ที่ได้เปรียบ พวกเขาไม่ได้เป็นต้นเหตุให้เราขายของไม่ดีหรือมาบบอกให้เราเปิดเสรีการเงิน แต่พวกเขาเป็นเหมือนหนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้เกิดวิกฤต

 

อะไรก็ตามที่เอนเอียงมากไปด้านใดด้านหนึ่ง ธรรมชาติย่อมส่งอะไรบางอย่างมาเพื่อสร้างสมดุลให้กับมันเป็นเรื่องปกติ ในกรณีของเงินบาทก็เช่นเดียวกัน เงินบาทที่แข็งค่าเกินกว่าความเป็นจริง ตลาดย่อมต้องปรับมูลค่าของมันให้อยู่ในจุดสมดุลไม่ช้าก็เร็ว ซึ่งนี่เป็นหน้าที่ของนักเก็งกำไรในการสร้างสมดุลเหล่านั้น

 

ในกรณีของ IMF มาตรการณ์ต่างๆ ที่บังคับให้เรารัดเข็มขัดอาจทำให้ประเทศไทยต้องลำบาก แต่พฤติกรรมการใช้เงินของคุณสยามที่สุรุ่ยสุร่ายแบบไม่คิด เราควรจะดีใจที่การรัดเข็มขัดซึ่งเป็นยาแรง ทำให้เศรษฐกิจไทยมั่นคงมาถึงทุกวันนี้ได้ สถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง ไม่กลับไปเจอวิกฤตแบบเดิมเหมือนที่เคยเป็นในอดีต

 

กรณีสุดท้าย แบงก์ชาติ ที่ดูเหมือนจะทำเรื่องไม่มีเหตุผลอย่างการเอาเงินเก็บไปสู้กับนักเก็งกำไรทั่วโลก แต่ภายใต้สถานการณ์แล้วความกดดันแบบนั้น หลายฝ่ายต่างก็อยากนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตโดยเร็วที่สุด เพียงแต่เราไม่อาจฝืนธรรมชาติได้

 

อันที่จริงแล้ว การพยุงค่าเงินบาทในครั้งนั้นทำให้นักเก็งกำไรหลายคนที่โจมตีค่าเงินบาทต้องสูญเงินไปไม่น้อย แม้แต่คุณ Stanley Druckenmiller นักเก็งกำไรระดับโลกที่เป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุนของโซรอส ยังยอมรับว่าไทยทำได้ค่อนข้างดีทีเดียวในการปกป้องค่าเงินบาท เขาและโซรอสอาจทำเงินได้ แต่ไม่ได้มากมายนักเพราะมาตรการพยุงค่าเงินบาทของไทยนี้เอง

 

เรื่องนี้อาจไม่มีใครผิด แต่มันเป็นเพียงหนึ่งในสถานการณ์ที่เราไม่เคยเผชิญและไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น ไม่มีใครอยากกินต้มยำกุ้งราคาหลักหมื่นล้านเหรียญ แต่อย่างน้อยเราก็รู้วิธีที่จะหลีกเลี่ยงต้มยำกุ้งหม้อที่สอง ฝันร้ายที่เราไม่เคยคิดว่าจะหาทางออกเจอ ทุกวันนี้เราก็ตื่นขึ้นมาได้ เดินหน้าต่อไป พร้อมกับบทเรียนมากมายที่ได้เรียนรู้จากวิกฤติที่เรียกว่า “ต้มยำกุ้ง”

 

หากเรามองประวัติศาสตร์ด้วยสายตาที่เป็นกลาง เราก็จะสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมายเหลือเกิน

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

เอกสารอ้างอิง
วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540: ย้อนตำนาน 5 ตัวละครเอก : bbc.com
วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ปี 2540 – อดีต ปัจจุบัน และอนาคต : econ.tu.ac.th
The Thai Gamble: Devaluing Currency to Revive Economy : nytimes.com
ถอดบทเรียนวิกฤติต้มยำกุ้ง 20 ปี แห่งการสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทย : thairath.co.th

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน