การเงิน

Time Value of Money คืออะไร?

time value of money

มูลค่าเงินตามเวลา หรือ time value of money ถือเป็นบทเรียนบทแรกที่นักเรียนการเงินทุกคนต้องเจอ และมูลค่าเงินตามเวลาก็ถือได้ว่าเป็นทฤษฎีพื้นฐานของกิจกรรมทางการเงินหลายอย่าง รวมไปถึงการประเมินมูลค่าหุ้นอีกด้วย

 

ทฤษฎีมูลค่าเงินตามเวลาอธิบายว่าเงินในแต่ละช่วงเวลาจะมีมูลค่าไม่เท่ากัน เพราะถึงแม้จะเป็นเงินที่จำนวนเท่ากัน แต่ก็มีความสามารถใช้การชำระหนี้ได้ไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ คือ เงิน 100 บาทในวันนี้มีค่าน้อยกว่าเงิน 100 บาทของ 40 ปีที่แล้ว เปรียบเทียบง่ายๆ จากการซื้ออาหารก็ได้ เงิน 100 บาทวันนี้อาจซื้อข้าวได้สี่ห้าจาน แต่เมื่อ 40 ปีที่แล้วอาจจะซื้อข้าวได้เป็นหลักสิบชามเลยทีเดียว

 

Time Value of Money

 

ความสัมพันธ์ระหว่างมูลค่าเงินในช่วงเวลาต่างๆ อธิบายได้โดยสมการดังแสดง โดยสมการดังกล่าวนิยมเรียกว่า “สมการคิดลด” และตัวแปร discount rate แสดงถึงอัตราการลดลงของมูลค่าเงิน หรือที่นิยมเรียกว่า “อัตราคิดลด”

 

ในโลกของการเงิน ปรากฏการณ์ที่เงินมีความสามารถในการซื้อสินค้าได้ลดลงว่า “เงินเฟ้อ” ดังนั้นเงินเฟ้อจึงเป็นผลกระทบโดยตรงที่ทำให้มูลค่าเงินตามเวลาเปลี่ยนแปลงไป นักการเงินจึงนิยมใช้ “อัตราเงินเฟ้อ” มาเป็น “อัตราคิดลด” ในการคำนวณมูลค่าเงิน

 

เช่น เงิน 100 บาทในปีนี้จะมีมูลค่าเหลือเพียง 97.08 บาทใน 1 ปีข้างหน้า และเหลือเพียง 86.26 ใน 5 ปีข้างหน้า เมื่อกำหนดอัตราคิดละเป็น 3%

 

ในโลกของการลงทุน สมมติฐานของเงินจะเปลี่ยนไป เนื่องจากนักลงทุนสามารถนำเงินไปลงทุนต่อเพื่อสร้างผลตอบแทนได้ ดังนั้น มูลค่าของเงินจะไม่ได้ลดลงจากเพียงอัตราเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าเสียโอกาสจากการลงทุนอีกด้วย เช่น เงิน 100 บาทวันนี้ถ้านำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล มูลค่าอาจจะเพิ่มเป็น 104 บาทเนื่องจากได้ผลตอบแทนที่ร้อยละ 4 ในขณะที่ถ้าไม่นำไปลงทุน เงินจะมีอยู่ 100 บาทเท่าเดิม ส่วนต่าง 4 บาทที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งนำไปสู่อัตราคิดลดในสูตรมูลค่าเงินตามเวลานั่นเอง

 

ยิ่งความเสี่ยงมาก ผลตอบแทนที่คาดหวังยิ่งมาก (high risk, high expected return) ดังนั้น อัตราการคิดลดมักจะผันแปรไปตามมูลค่าสินทรัพย์ที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนเป็นหลัก เช่น ถ้าจะคำนวณมูลค่าเงินจากหุ้นควรใช้อัตราการคิดลดที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของหุ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมากกว่าสินทรัพย์อย่างพันธบัตรรัฐบาลที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า

 

ผลตอบแทนที่คาดหวังซึ่งนำไปใช้เป็นอัตราคิดลดนั้นจึงเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสินทรัพย์ โดยทั่วไปมักใช้ผลตอบแทนของสินทรัพย์นั้นในระยะยาว เช่น ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลประมาณ 4% หุ้นกู้ 5% อสังหาริมทรัพย์ 8% และหุ้น 12 % (ค่าดังกล่าวเป็นค่าโดยประมาณ)

 

เมื่อจะนำความรู้ด้านมูลค่าเงินตามเวลามาใช้ในการวิเคราะห์มูลค่าหลักทรัพย์แล้ว ข้อจำกัดในการเลือกใช้ค่าตัวแปรจึงเกิดขึ้น เนื่องจากหลักทรัพย์แต่ละชนิดมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน ถึงแม้ว่าจะเป็นหลักทรัพย์ประเภทเดียวกันก็ได้ตาม เช่น ความเสี่ยงจากหุ้น ADVANC และ TRUE ย่อมต่างกัน หรือหุ้นกู้ของบริษัท PTT และหุ้นกู้ของบริษัท SCC ย่อมต่างกัน

 

ความละเอียดอ่อนดังกล่าวจึงนำมาซึ่งทฤษฎีที่ใช้ในการประเมินผลตอบแทนที่คาดหวังจากหลักทรัพย์แต่ละหลักทรัพย์ที่ชื่อว่า CAPM (capital asset pricing models) ซึ่งอิงจากทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (efficient market theory) ซึ่งถือได้ว่าเป็นพื้นฐานของการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ รวมไปถึงการคำนวณต้นทุนของหนี้ ต้นทุนของส่วนของผู้ถือหุ้น และต้นทุนของเงินทุน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำแบบจำลองการคิดลดกระแสเงินสด (discount cash flow; DCF) รวมไปถึงการประเมินความคุ้มค่าในการทำโครงการ (financial projection) อีกด้วย

 

TVOM เป็นทฤษฎีที่นำมาซึ่งคำพูดที่บอกว่า แค่ถือเงินไว้เฉยๆ ก็ขาดทุนแล้ว

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy