การลงทุน

วิกฤตกับการลงทุน

วิกฤตกับการลงทุน

วิกฤตกับการลงทุน อาจมีหลายความหมาย แต่วิกฤตที่รู้จักกันในหมู่นักลงทุนเป็นหลักคือการตกต่ำลงของราคาหุ้นเป็นอย่างมาก หากเป็นวิกฤตขนาดเล็ก ราคาหุ้นอาจตกลง 30% แต่ถ้าเป็นวิกฤตแบบจริงจัง ราคาหุ้นอาจตกลงมากกว่า 50% ได้เลยทีเดียว

 

วิกฤตทางการลงทุนมีหลายแบบ การลงทุนก็มีหลายแบบเช่นกัน

 

1 วิกฤตตลาดหุ้น

 

วิกฤตตลาดหุ้น หรือภาวะที่ตลาดหุ้นตกต่ำลงอย่างรุนแรงมักมีความสัมพันธ์กับสภาพเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ตัวอย่างวิกฤตตลาดหุ้นที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่าง วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นตกต่ำลงมากกว่า 50% ด้วยกันทั้งคู่

 

ลักษณะของวิกฤตตลาดหุ้นคือหุ้นจะตกพร้อมกันทั้งตลาด และมักจะตกแบบไม่มีข้อแม้เลยว่าหุ้นนั้นจะดีหรือถูกขนาดไหน การป้องกันที่ดีที่สุดคือการถือเงินสด ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วถือเป็นสิ่งที่คาดเดายากมาก เพราะถึงแม้เรามีเงินสดอยู่ แต่เมื่อเราตัดสินใจซื้อหุ้น เราอาจจะตัดสินใจผิดจังหวะและราคาหุ้นอาจจะตกต่ำลงไปอีกก็ได้

 

ทางเลือกที่น่าสนใจที่สุดคือการปรับพอร์ตจากหุ้นเดิมที่มีอยู่ในพอร์ต สนใจแต่ราคาปัจจุบันกับมูลค่าพื้นฐาน หากนักลงทุนสามารถข้ามผ่านอคติทางจิตวิทยาเรื่อง Sunk Cost ไปได้ การปรับพอร์ตในภาวะวิกฤตจะช่วยสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้ นักลงทุนสามารถเลือกเปลี่ยนจากหุ้นที่ถูกน้อยไปซื้อหุ้นที่ถูกมากกว่า

 

2 วิกฤตอุตสาหกรรม

 

วิกฤตอุตสาหกรรม คือ ภาวะที่หุ้นในอุตสาหกรรมตกต่ำเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมอื่น ตัวอย่างเช่น วิกฤตหุ้นท่องเที่ยวช่วงวิกฤตราชประสงค์ วิกฤตหุ้นโทรคมนาคมช่วงประมูลสี่จี วิกฤตหุ้นพลังงานช่วงราคาน้ำมันดิบตกต่ำ เป็นต้น ลักษณะสำคัญคือหุ้นในอุตสาหกรรมนั้นจะตกลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นหรือตลาดหุ้น

 

ทางเลือกที่น่าสนใจที่สุดคือการปรับพอร์ตย้ายกลุ่มหุ้นจากอุตสาหกรรมที่ปรกติไปยังอุตสาหกรรมที่มีวิกฤต การรับมือของวิกฤตแบบนี้ค่อนข้างจะง่ายกว่าการตกต่ำของทั้งตลาดมาก แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจสภาพอุตสาหกรรมนั้นอย่างแท้จริง เพราะถ้าอุตสาหกรรมย่ำแย่จริง การย้ายไปซื้อหุ้นทั้งที่ราคาตกต่ำลงมากก็อาจจะทำให้ขาดทุนได้ ถ้าอุตสาหกรรมนั้นย่ำแย่ลงอย่างถาวร

 

3 วิกฤตหุ้นรายตัว

 

วิกฤตหุ้นรายตัวคือภาวะที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีราคาลดต่ำลงอย่างมากเมื่อเทียบกับตลาดรวม โดยทั่วไปมักเกิดกับภาวะที่บริษัทได้รับผลกระทบอะไรที่รุนแรงส่งผลให้ความเชื่อมั่นของบริษัทตกลงอย่างมากและราคาต่ำลงอย่างรวดเร็ว เช่น FSMART กับปัญหาพฤติกรรมผู้บริโภค CBG กับปัญหาการเจาะเข้าตลาดต่างประเทศช้ากว่าที่คิด MALEE กับปัญหาการหายไปของคำสั่งผลิตน้ำมะพร้าว

 

ทางเลือกที่น่าสนใจที่สุดคือการวิเคราะห์หุ้นที่ราคาลดลงมากอย่างละเอียด หากปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเพียงชั่วคราว การเข้าซื้อหุ้นในช่วงวิกฤตจะสร้างผลตอบแทนได้อย่างมาก แต่ในทางตรงกันข้าม หากเข้าซื้อหุ้นในบริษัทที่เป็นปัญหาถาวร พอร์ตของเราก็อาจจะเป็นปัญหาถาวรได้เช่นกัน

 

การรับมือกับวิกฤตตลาดกับวิกฤตรายอุตสาหกรรมและรายตัวจึงต่างกัน

 

วิกฤตตลาดวิเคราะห์พื้นฐานบริษัทได้ง่าย เพราะส่วนใหญ่พื้นฐานธุรกิจจะไม่ค่อยเปลี่ยน แต่ราคาลดลงมามาก การเลือกซื้อหุ้นจะไม่ยากในเชิงวิเคราะห์พื้นฐานรายตัว แต่จะยากในเชิงการบริหารพอร์ตและเงินสดที่มีในมือ ข้ามผ่านต้นทุนจมในอดีตไปได้จะสร้างผลตอบแทนได้ในช่วงวิกฤต

 

วิกฤตรายอุตสาหกรรมและรายตัวเน้นการวิเคราะห์พื้นฐานกิจการ ปัญหาที่ทำให้ราคาหุ้นตกต่ำได้มากกว่า 50% มักจะเป็นปัญหาที่ใหญ่และร้ายแรงพอจนทำให้คนจำนวนมากเห็นห้องว่าควรจะขายหุ้นทิ้งออกมาได้ เรียกได้ว่าวิกฤตแบบนี้แหละที่ตาดีได้ตาร้ายเสีย วิเคราะห์ผิดก็อาจขาดทุนหนักได้เพราะราคาที่ลงแบบนี้มักลงแบบมีเหตุผลรองรับ

 

สำคัญที่สุดคือการใช้ความรู้และสติรับมือกับปัญหา

 

วิกฤตอาจจะเป็นความเลวร้ายของผู้ถือ แต่อาจจะเป็นโอกาสชั้นเยี่ยมของผู้ที่ตัดสินใจเข้าซื้อในช่วงเกิดมรสุมก็เป็นได้

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน