การลงทุน

บทวิเคราะห์ อ่านให้ได้ใช้ให้เป็น

บทวิเคราะห์หุ้น

บทวิเคราะห์ ถือเป็นเครื่องมือในการลงทุนอย่างหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะบทวิเคราะห์ถูกเขียนโดยนักวิเคราะห์ที่มีใบอนุญาตที่แสดงถึงความสามารถด้านการลงทุน ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์มักมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสูงกว่านักลงทุนรายย่อยทั่วไป บทวิเคราะห์จึงถือเป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่ามากมายมหาศาลสำหรับการลงทุน

 

แต่บทวิเคราะห์ก็มีจุดบกพร่องหลายอย่างที่ต้องระวังในการนำไปใช้

 

อย่างที่ทราบ บทวิเคราะห์เองก็ถูกเขียนขึ้นโดยนักวิเคราะห์ ซึ่งนักวิเคราะห์ก็สามารถมีอคติในการคิดวิเคราะห์และผิดพลาดได้ไม่ต่างจากนักลงทุนทั่วไป ดังนั้น นักลงทุนที่ใช้บทวิเคราะห์จึงจำเป็นต้องคิดแยกส่วนเอาข้อมูลในบทวิเคราะห์ออกมาใช้ได้อย่างถูกต้อง อย่างน้อยก็ต้องรู้ถึง “ระดับ” ของข้อมูลในแต่ละบทวิเคราะห์เหล่านั้น

 

การอ่าน “ บทวิเคราะห์ “ ที่ดีต้องแยกให้ออกถึงระดับของข้อมูลที่อยู่ในบทวิเคราะห์

 

1 ข้อเท็จจริงของบริษัท

 

ข้อเท็จจริงของบริษัทคือความจริงที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยตรงที่เกิดขึ้นแล้วและเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว ข้อมูลนี้ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นข้อมูลที่มีผลต่อการวิเคราะห์มากและเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ความน่าเชื่อถือสูง เช่น อัตราการเติบโตของยอดขายของบริษัทในไตรมาสที่ผ่านมา จำนวนงานคงค้างในมือของบริษัท สัญญาการควบรวมกิจการที่เปิดเผยต่อสาธารณชนแล้ว

 

2 ข้อเท็จจริงที่ไม่ใช่ของบริษัทโดยตรง

 

ข้อเท็จจริงของบริษัทคือความจริงที่เกิดขึ้นแล้วและเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว แต่ไม่ใช่ข้อมูลโดยตรงของบริษัท แต่เป็นข้อมูลโดยอ้อมที่มีความสัมพันธ์กับพื้นฐานบริษัท ข้อมูลตรงนี้ให้ความสำคัญเป็นอันดับสอง คือมีความน่าเชื่อถือสูง แต่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานการวิเคราะห์น้อยกว่าข้อมูลอันดับหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น จำนวนผู้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยกับหุ้นกลุ่มโรงแรม ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตกับหุ้นประกันชีวิต ดอกเบี้ยธนาคารกับหุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

 

ข้อมูลระดับหนึ่งและสองถือเป็นข้อมูลที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญสูงสุด เพราะเป็นข้อเท็จจริงซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูง และมีประโยชน์ในการนำไปวิเคราะห์ต่อได้มาก และข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านี้ก็มักจะมีอคติไม่มากหรือไม่มีเลย เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ปัจจัยส่วนบุคคลเข้ามามีผลน้อย

 

3 ความคิดเห็นของบริษัท

 

ความคิดเห็นของบริษัทคือข้อมูลจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอนาคต (ยังไม่เกิดขึ้นจริง) หรือเป็นความจริงที่ยังไม่ประกาศต่อสาธารณชน (มีความไม่แน่นอนสูง) ข้อมูลนี้ถือว่าให้ความสำคัญเป็นอันดับสาม ถึงแม้จะมีความไม่แน่นอนอยู่ แต่ก็ถือว่าสามารถใช้เป็นภาพรวมทิศทางที่กิจการหรือบริษัทจะไปได้ เช่น เป้ารายได้ของบริษัทในปีนี้ เป้าจำนวนสาขาที่บริษัทจะขยาย เป้าอัตราการทำกำไรขั้นต้นที่บริษัทตั้งใจจะทำ ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงการประเมินมูลค่าหุ้นได้มาก แต่ต้องอย่าลืมที่จะคิดประเด็นเรื่องความไม่แน่นอนเข้าไปประกอบด้วยเสมอ

 

4 ความคิดเห็นที่ไม่ใช่ของบริษัทโดยตรง

 

ความคิดเห็นที่ไม่ใช่ของบริษัทโดยตรงคือข้อมูลที่ไม่ได้มาจากบริษัทแต่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท โดยเป็นข้อมูลเกี่ยวกับอนาคตหรือข้อมูลที่ยังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ข้อมูลนี้ให้ความสำคัญเป็นอันดับสี่ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่มาจากองค์กรที่มักไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง แต่ส่วนใหญ่ ข้อมูลเหล่านี้มักห่างไกลจากพื้นฐานบริษัทพอสมควร ทำให้หลายครั้งไม่ได้เกิดอคติในตัวข้อมูลเอง แต่กลับเกิดอคติขึ้นในการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นกับพื้นฐานบริษัท ตัวอย่างข้อมูลเช่น งานวิจัยคาดการณ์การเติบโตของตลาดน้ำมะพร้าวโลกกับหุ้นผลิตน้ำมะพร้าว เป้าการเติบโต GDP ของรัฐบาลกับหุ้นธนาคารพาณิชย์

 

5 ความคิดเห็นของนักวิเคราะห์

 

ความคิดเห็นของนักวิเคราะห์คือความคิดเห็นที่นักวิเคราะห์ให้ในบทวิเคราะห์ที่นำเสนอออกมา ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริงแต่เป็นความเห็นของนักวิเคราะห์เท่านั้น ข้อมูลนี้ให้ความสำคัญเป็นลำดับสุดท้าย เหตุผลที่ให้ความสำคัญน้อยไม่ใช่เพราะนักวิเคราะห์ไม่เก่ง แต่เพราะนักวิเคราะห์เป็นคนเริ่มทำบทวิเคราะห์นี้ขึ้นมา ดังนั้น นักวิเคราะห์จึงอาจจะมีอคติกับพื้นฐานบริษัทได้สูงสุดกว่าทุกคน การเลือกนำความเห็นนักวิเคราะห์มาใช้จึงจำเป็นต้องอาศัยความระมัดระวัง หรือหากเป็นไปได้ นักลงทุนควรนำข้อมูลระดับหนึ่งถึงสี่มาวิเคราะห์ใหม่ แล้วเปรียบเทียบการวิเคราะห์กับผลการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ดู ตัวอย่างข้อมูลเช่น การคาดการณ์กำไรของบริษัท การประเมินมูลค่ากิจการในบทวิเคราะห์ คำแนะนำซื้อถือหรือขายของนักวิเคราะห์

 

สรุป สิ่งที่นักลงทุนควรทำในการอ่านบทวิเคราะห์คือการแยกระดับความน่าเชื่อถือของบทวิเคราะห์ออกเป็นส่วนๆ ตามลำดับหนึ่งถึงห้า ก่อนจะนำข้อมูลมาจัดเรียงและวิเคราะห์ตามความเหมาะสม รวมถึงนำผลการวิเคราะห์มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่นักวิเคราะห์คิดว่ามีความคล้ายหรือแตกต่างกันอย่างไรและผลของความต่างนั้นเกิดขึ้นมาจากอะไร

 

โดยทั่วไป ข้อมูลบางอย่างในบทวิเคราะห์ถือว่ามีคุณค่ามาก เช่น เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของบริษัท (ข้อมูลลำดับที่ 3) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการนำบทวิเคราะห์มาใช้ แต่อย่าลืมว่าข้อมูลในบทวิเคราะห์เขียนขึ้นโดยนักวิเคราะห์ที่ก็อาจจะมีอคติได้ ดังนั้น นักลงทุนควรทำการวิเคราะห์และนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบกัน เพื่อตัดอคติออกไปจากการวิเคราะห์ให้ได้มากที่สุด

 

สำหรับผม บทวิเคราะห์ถือเป็นข้อมูลที่ใช้ในการลงทุนที่มีประโยชน์มาก เพียงแต่นักลงทุนต้องรู้จักแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นออกจากกันให้หมดก่อน นำความรู้ทั้งหมดประกอบกันขึ้นมาใหม่ และทำการวิเคราะห์ใหม่ นักลงทุนที่ติดตามบทวิเคราะห์มากๆ และนำข้อมูลมาใช้มักจะได้เปรียบนักลงทุนที่ไม่อ่านบทวิเคราะห์เลย เพราะโดยทั่วไป บทวิเคราะห์มักมีข้อมูลที่มีประโยชน์และเร็วกว่าแหล่งข้อมูลอื่นเสมอ

 

ฝึกการใช้ให้ชิน อ่านบทวิเคราะห์ทุกวัน วันละละอย่างต่ำ 5 ฉบับ ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะชินและคิดอย่างรวดเร็วและเป็นอัตโนมัติไปเอง

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน