การลงทุน

สงครามกับตลาดหุ้น

วิกฤตตลาดหุ้น

สงครามกับตลาดหุ้น น่าจะเป็นอีกประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจที่สุดในตอนนี้ หลังจากสหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกับสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสส่งระเบิดโจมตีซีเรียหวังทำลายคลังอาวุธเคมีที่กล่าวอ้างว่ารัฐบาลของซีเรียครอบครองอยู่โดยอาจจะมีประเทศรัสเซียอยู่เบื้องหลัง

 

นักลงทุนที่ถือครองหุ้นหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาก็อาจจะถึงกับเอามือก่ายหน้าผากเพราะกลัวว่าภาวะความไม่มั่นคงของการเมืองโลกแบบนี้จะนำมาสู่การล่มสลายของตลาดทุน วันนี้เราจึงมาตั้งคำถามกับว่า ความจริงแล้ว สงครามมีผลกับตลาดหุ้นมากแค่ไหน?

 

ก่อนอื่นเราต้องเริ่มด้วยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง สงครามกับตลาดหุ้น

 

สงครามครั้งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงจริงๆ มีอยู่ 2 ครั้งหลัก นั่นคือสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะตั้งแต่หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา GDP ของโลกก็มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด (หลังจากปฏิวัติอุตสาหกรรม GDP โลกเติบโตขึ้นกว่า 2 เท่า ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดของประวัติศาสตร์โลก) โดยหลังจากช่วงของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเป็นต้นมา GDP ของโลกก็มีการสะดุดหรือแสดงภาวะการชะลอตัวอย่างชัดเจนระหว่างสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งเท่านั้น ในขณะที่สงครามอื่น เช่น สงครามเวียดนาม สงครามเกาหลี สงครามการก่อการร้าย (911) กลับมีผลต่อ GDP โลกค่อนข้างน้อย เมื่อมองจากภาพรวม

 

สิ่งสำคัญของสงครามโลกคือผลกระทบของสงครามกระจายตัวอยู่ในวงกว้าง

 

การเติบโตของเศรษฐกิจนั้นเป็นไปตามภาวะความเชื่อมั่นในการเงินและการลงทุนเป็นหลัก หากประชาชนและภาคเอกชนเชื่อมั่นในเศรษฐกิจมาก คนและองค์กรก็จะเริ่มจับจ่ายใช้สอยนำมาซึ่งเงินที่จะมาไหลเวียนในระบบซึ่งนำมาสู่การเติบโตของเศรษฐกิจ ตรงกันข้าม หากเป็นสภาพที่ความเชื่อมั่นค่อนข้างต่ำ คนก็จะชะลอการใช้จ่าย สภาพเศรษฐกิจก็มักจะฝืดเคือง ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่า สงครามโลกจะส่งผลกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงินในภาพกว้างและกระจายตัวไปในหลายประเทศ แตกต่างกับสงครามตัวแทนหรือสงครามที่เกิดขึ้นที่ประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งมักจะมีการจำกัดของผลกระทบมากกว่า อย่างสงครามเวียดนาม สงครามในเขมร หรือสงครามในรวันดาก็ไม่ได้ส่งผลต่อภาพเศรษฐกิจรวมของโลกมากนัก หรืออย่างประเทศไทยก็มีปัญหาความไม่มั่นคงอยู่ภายในบางจังหวัดของชายแดนภาคใต้ แต่โดยภาพรวมของประเทศก็ยังมีการเติบโตของเศรษฐกิจได้อยู่ เพราะภาคประชาชนและเอกชนยังมีความเชื่อมั่นที่จะจับจ่ายใช้สอย

 

ดังนั้นหากจะมองย้อนกลับไปแล้ว วิกฤตเศรษฐกิจกลับเป็นเรื่องที่น่ากลัวต่อตลาดหุ้นมากกว่าสงครามมากนัก

 

เทียบกับประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ที่ทำลายการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้อย่างรุนแรงและยาวนานที่สุดกลับเป็นเหตุการณ์ The Great Depression ซึ่งเป็นเหตุการณ์ฟองสบู่แตกหลังจากการเฟื่องฟูหลังยุคสงครามของอเมริกา ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ดัชนีดาวน์โจนส์ออกข้างไซด์เวย์ไม่ไปไหน และสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ดัชนีดาวน์โจนส์ติดลบมากกว่า 50% แต่เหตุการณ์ The Great Depression กลับทำให้ดัชนีดาวน์โจนส์ลดลงมาจากจุดสูงสุดถึงกว่า 90% และถือเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายมากของประวัติศาสตร์การเงินโลก และช่วงเวลาดังกล่าว การเติบโตของภาวะเศรษฐกิจโลกก็ตกต่ำอยู่กว่า 20 ปี ซึ่งเมื่อเทียบกับสงครามโลกแล้ว สงครามโลกกับส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกครั้งละไม่กี่ปีเท่านั้น

 

สภาพตลาดหุ้นจึงเปราะบางไปตามสภาพเศรษฐกิจมากกว่าความมั่นคงทางการเมือง

 

ตั้งแต่ยุคสมัยหลังสงครามเย็นเป็นต้นมา ชาติมหาอำนาจทั้งหลายก็นิยมที่จะสร้างสงคราม “นอกพื้นที่” ของตนเองทั้งสิ้น หรือเรียกได้ว่ายินดีที่จะไปสร้างสงครามที่บ้านของคนอื่นมากกว่าบ้านของตัวเอง เพราะการไปรบกันที่อื่นจะทำลายความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจไม่มากเท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ และแน่นอนว่าความเสียหายจะถูกจำกัดไว้ได้ในดินแดนอื่น

 

ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณาเพื่อรับมือกับ “สงครามที่อาจจะเกิดขึ้น” คือ สงครามดังกล่าวกระทบกับความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้างและตลาดหุ้นที่เราถือครองมากระดับไหน

 

ยกตัวอย่างอย่างสงครามเวียดนามที่ยาวนานและเผาผลาญงบประมาณของประเทศสหรัฐอเมริกาไปจำนวนมากกลับมีผลกระทบไม่มากเท่าเหตุการณ์ 911 ที่เกิดขึ้นที่อเมริกาโดยตรงและทำลายความเชื่อมั่นในตลาดทุนได้อย่างรุนแรง ส่วนสงครามอื่นๆ ที่เกิดขึ้นประปรายในโลกก็ไม่ได้แสดงผลกระทบต่อตลาดทุนที่ชัดเจนใดๆ เลย หากสงครามนั้นไม่ได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนอย่างรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น สงครามกับกลุ่มไอซิส สงครามแบ่งแยกดินแดนที่ฟิลิปปินส์ หรือสงครามกลางเมืองเขมรแดง เป็นต้น

 

สงครามเป็นเรื่องที่แน่นอนพอๆ กับวิกฤตเศรษฐกิจที่สักวันก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอน

 

ดังนั้น นักลงทุนควรวางแผนการเตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องราวความไม่มั่นคงเหล่านี้มาตั้งแต่เริ่มเข้าตลาดหุ้น มีแผนและระบบที่ชัดเจนที่จะเผชิญหน้ากับความผันผวนที่พร้อมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา อย่าลืมว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกก็อยู่บนความไม่แน่นอนมากมายนับไม่ถ้วน ตั้งแต่วิกฤตทางการเงินของกรีซ ปัญหาหนี้ของด๊อยแบงค์ ความไม่สงบบนคาบสมุทรเกาหลี สงครามแบ่งแยกดินแดนที่ฟิลิปปินส์ การก่อการร้ายในยุโรป สงครามซีเรีย ฟองสบู่ภาคอสังหาและการเงินของจีน แต่อย่าลืมว่าตลาดหุ้นก็ยังดำเนินต่อมาได้เรื่อยๆ ตามที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน

 

การทำนายอนาคตและผลที่จะเกิดกับตลาดหุ้นได้อย่างแม่นยำ ไม่สำคัญเท่ากับการมีระบบที่เชื่อถือได้ รัดกุม และมีเหตุผลที่ถูกสร้างไว้รับมือกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น

 

วอร์เรน บัฟเฟตเคยกล่าวไว้ว่า… การทำนายฝนไม่เคยช่วยอะไร การต่อเรือต่างหากที่ช่วย

 

วันนี้เราคงต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เรากำลังรับมือกับความไม่มั่นคงของการเมืองโลกด้วยวิธีแบบไหน

 

ทำนายฝน? หรือต่อเรือ?

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน