การลงทุน

สรุปความรู้หุ้นกลุ่มเกษตรและอาหาร

สรุปความรู้หุ้นกลุ่มเกษตรและอาหาร

การเรียนรู้หุ้นที่มีประสิทธภาพมากวิธีหนึ่ง คือ การอ่านหุ้น หรือ ทำความเข้าใจหุ้นไปทีละอุตสาหกรรม เพราะธุรกิจที่คล้ายคลึงกัน จะทำให้นักลงทุนสามารถจดจำ เชื่อมโยง และทำความเข้าใจหุ้นเหล่านั้นได้มากขึ้น ลงทุนศาสตร์จึงทำชุดบทความขึ้นมา ว่าด้วยเรื่องความเข้าใจระดับพื้นฐานในแต่ละอุตสาหกรรม โดยในบทความนี้จะเป็นตอนของ สรุปความรู้หุ้นกลุ่มเกษตรและอาหาร

 

หุ้นกลุ่ม AGRO (เกษตรและอาหาร) แบ่งออกเป็น AGRI (การเกษตร) และ FOOD (อาหาร)

 

กลุ่มการเกษตร (AGRI) จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก

 

1) หุ้นการเกษตรพืช

 

บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ soft commodities กลุ่มผลิตภัณฑ์พืช เช่น TWPC ทำธุรกิจเกี่ยวกับมันสำปะหลัง , STA ทำธุรกิจเกี่ยวกับยาง , VPO ทำธุรกิจเกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน

 

2) หุ้นการเกษตรสัตว์

 

บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ soft commodities กลุ่มผลิตภัณฑ์สัตว์ เช่น GFPT ทำธุรกิจเกี่ยวกับไก่ , CHOTI ทำธุรกิจเกี่ยวกับกุ้งแช่แข็ง , LEE ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารสัตว์

 

สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญต่อหุ้นกลุ่ม AGRI คือ ความเป็นโภคภัณฑ์ของธุรกิจในกลุ่มนี้ เนื่องจากสินค้าการเกษตรส่วนใหญ่ ทั้งพืชและสัตว์ มีความเป็นโภคภัณฑ์สูง ราคาผลผลิตแปรผันไปตามราคาตลาดโลก ความผันผวนตรงนี้ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจมาก หากจะลงทุน นักลงทุนต้องเข้าใจว่า ราคาสินค้าอะไรเป็นตัวบ่งชี้กำไรของธุรกิจ และควรจะประเมินกำไรของบริษัทในระยะสั้นได้ รวมถึงเข้าใจภาพของธุรกิจระยะยาว

 

กลุ่มการอาหาร (FOOD) จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก

 

1) หุ้นกลุ่มวัตถุดิบอาหาร

 

บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับวัตถุดิบอาหาร ลักษณะคล้ายหุ้นในกลุ่ม AGRI คือ มีความเป็นโภคภัณฑ์สูง ราคาผันผวนไปตามราคาตลาดโลก สินค้าส่วนใหญ่อาจมีแบรนด์หรือไม่มีแบรนด์ แต่ตลาดยังคงตัดสินใจซื้อจากราคาเป็นหลัก การตลาดอาจมีผลบ้าง แต่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ

 

เช่น CPF ทำธุรกิจเกี่ยวกับเนื้อสัตว์เพื่อใช้ประกอบอาหาร , KSL ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำตาล , TU ทำธุรกิจเกี่ยวกับปลาทูน่า

 

2) หุ้นกลุ่มอาหารพร้อมทาน

 

บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารพร้อมทาน ลักษณะคือบริษัทจะมีโรงงานผลิตหรือจ้างผลิต และส่งสินค้าเข้าไปขายในร้านค้าปลีก โดยอาจมีหน้าร้านของตัวเองบ้าง แต่มีจำนวนไม่มาก ธุรกิจกลุ่มนี้ต้องใช้การตลาดนำ เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงง่าย การแข่งขันในอุตสาหกรรมสูง

 

เช่น ICHI ทำธุรกิจเกี่ยวกับชาเขียวพร้อมดื่ม (แบรนด์อิชิตัน) , TKN ทำธุรกิจเกี่ยวกับสาหร่ายอบกรอบ (แบรนด์เถ้าแก่น้อย) , SAUCE ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำจิ้ม (แบรนด์ภูเขาทอง) , PB ทำธุรกิจเกี่ยวกับขนมปัง (แบรนด์ฟาร์มเฮ้าส์) , TFMAMA ทำธุรกิจเกี่ยวกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (แบรนด์มาม่า)

 

3) หุ้นกลุ่มร้านอาหาร

 

บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับภัตตาคารหรือร้านอาหาร ลักษณะธุรกิจมีความคล้ายคลึงกับธุรกิจกลุ่มค้าปลีกที่เน้นขยายหน้าร้าน ขายสินค้าผ่านหน้าร้าน กินกำไรส่วนต่างจากต้นทุน อัตรากำไรมีความแน่นอนสูงกว่ากลุ่มวัตถุดิบอาหารที่เป็นโภคภัณฑ์ และกลุ่มอาหารพร้อมทานที่ปรับราคาได้ช้ากว่าเนื่องจากไม่มีหน้าร้านของตนเอง

 

เช่น M ทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านสุกี้ (แบรนด์ MK) , MINT ทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหารเครือไมเนอร์ (แบรนด์ Sizzler , Swensen’s , The Pizza Company) , AU ทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านขนมหวาน (แบรนด์ After You)

 

สิ่งสำคัญในการวิเคราะห์หุ้น คือ ความสามารถในการทำกำไร

 

เนื่องจากวัตถุดิบอาหารมีลักษณะเป็นโภคภัณฑ์สูง ธุรกิจอาหารแต่ละประเภทมีความสามารถในการตั้งราคาขายไม่เหมือนกัน ความแน่นอนของกำไรจึงไม่เท่ากันด้วย นักลงทุนต้องเข้าใจประเด็นตรงนี้ให้ดี เพื่อที่จะคาดการณ์กำไรในอนาคตของบริษัท และนำมาประเมินมูลค่าหุ้นต่อได้

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน