การลงทุน

Anchoring Effect และอคติร้ายในการประเมินมูลค่าหุ้น

Anchoring Effect

Anchoring Effect หรือ อาการเชื่อปักใจ เป็นอคติในการตัดสินใจประเภทหนึ่งที่พบได้มากในชีวิตประจำวัน กล่าวโดยสรุป คือ คนเรามีแนวโน้มจะปักใจเชื่อกับความรู้สึกแรก หรือ ข้อมูลชุดแรกที่ได้รับมากกว่าปรกติ จนส่งผลให้เราใช้ความรู้สึก หรือ ข้อมูลชุดนั้นมามีผลต่อการตัดสินใจมากเกินไป

 

ขอยกตัวอย่างการศึกษาของ Amos Tversky และ Daniel Kahneman มาอธิบายให้เห็นภาพ

 

นักวิจัยทั้ง 2 คน ได้แบ่งผู้เข้าร่วมการทดสอบออกเป็น 2 กลุ่ม แล้วจึงให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบคิดโจทย์คณิตศาสตร์ ภายใน 5 วินาที ก่อนจะนำผลลัพธ์ที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย เปรียบเทียบกันระหว่าง 2 กลุ่ม

 

โจทย์ของกลุ่ม 1 คือ 1 x 2 x 3 x 4 x 5 x 6 x 7 x 8

โจทย์ของกลุ่ม 2 คือ 8 x 7 x 6 x 5 x 4 x 3 x 2 x 1

 

ถ้าเราเห็นโจทย์แบบนี้ เราน่าจะคิดว่าผลลัพธ์น่าจะออกมาใกล้เคียงกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะค่าเฉลี่ยของผลลัพธ์จากกลุ่ม 1 คือ 512 แต่ค่าเฉลี่ยของผลลัพธ์จากกลุ่ม 2 สูง ถึง 2,250

 

เหตุผลหลักเป็นเพราะ ผู้เข้าร่วมไม่มีทางคิดเลขชุดนี้ได้ทันภายใน 5 วินาทีแน่ คำตอบที่ได้จึงเกิดจากการเดาล้วนๆ แต่คนกลุ่ม 1 เจอข้อมูลเริ่มต้นจากเลขน้อย จึงยึดติดกับเลขน้อย เดาผลลัพธ์ได้ตัวเลขน้อยกว่า แต่คนกลุ่ม 2 เจอข้อมูลเริ่มจากเลขเยอะ จึงยึดติดกับเลขเยอะ เดาผลลัพธ์ได้ตัวเลขเยอะกว่า ทั้งที่ภาพรวมของโจทย์ก็เหมือนกันทั้งหมด

 

ไม่ต่างจากแง่มุมของการลงทุน

 

ผมเองเป็นคนชอบเรื่องการประเมินมูลค่า และจากความสนใจก็ทำให้ผมมองเห็นอคติที่พบได้บ่อยที่สุดในการประเมินมูลค่าหุ้น อคตินั้นคือ การยึดติดกับราคาในอดีตมากเกินไป

 

คนส่วนใหญ่มักมองว่าหากหุ้นถูกซื้อขายที่ราคาไหนนานๆ ราคานั้นคือมูลค่าของหุ้น โดยละเลยที่จะประเมินมูลค่าด้วยตนเอง หรือประเมินมูลค่าด้วยตนเองแต่ปรับสมมติฐานจนใกล้เคียงกับราคาในอดีต หรือแม้กระทั่งประเมินมูลค่าแล้ว แต่ก็ไม่กล้าซื้อ เพราะราคามันขึ้นมาจากในอดีตมาก

 

นักประเมินมูลค่าที่ดีต้องปราศจากอิทธิพลจากราคา

 

นักลงทุนที่ดีจะไม่ยึดติดอยู่กับอดีต แต่จะวิเคราะห์อิงกับปัจจุบัน หุ้นมูลค่า 10 บาท ถูกซื้อขายที่ 2 บาทมานาน วันหนึ่งราคาขึ้นมาเป็น 4 บาท หนึ่งเด้ง กล้าซื้อไหม?

 

ถ้ากล้า (เพราะมั่นใจในมูลค่าที่เห็น) นั่นก็แปลว่าเป็นอิสระจากราคาในอดีตแล้ว หุ้นที่ขึ้นมาเด้งหนึ่งแล้วไม่ได้แพงเลย หากในอนาคตมันจะขึ้นไปอีกหลายเด้ง

 

เลิกเปิดดูกราฟราคาในอดีต แล้วพูดกับตัวเองว่า ถ้าเราซื้อได้ที่ราคานี้ก็ดีสินะ แต่ให้มองว่าราคาทุกวันนี้สมเหตุสมผลไหม ถ้าซื้อแล้วจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ดีกว่า

 

หุ้นขึ้นมา 100% แล้ว ถ้าจะขึ้นไปอีก 100% ก็ถือว่าไม่แพง

หุ้นลงไป 50% แล้ว ถ้าจะลงไปอีก 50% ก็ถือว่าไม่ถูก

 

การเป็นอิสระจากราคาในอดีตสำหรับผมถือเป็นการสอบครั้งสำคัญอีกขั้นหนึ่งของชีวิตนักลงทุนเลย ถ้าผ่านไปไม่ได้ก็ยากที่จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

 

อย่าลืม! ถอนสมอเรือทุกครั้ง ก่อนเริ่มต้นประเมินมูลค่าหุ้นตัวต่อไป

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน