การลงทุน

ย้อนอดีต BKNG หุ้น 300 เด้ง เจ้าของ Agoda.com

BKNG หุ้น 300 เด้ง

ย้อนอดีต BKNG หุ้น 300 เด้ง เจ้าของ Agoda.com

 

BKNG หุ้นตัวนี้อาจไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าบริษัทนี้เป็นเจ้าของ Booking.com ร้อยทั้งร้อยจะต้องร้องอ๋อแน่นอน เพราะนี่คือหนึ่งในเว็บไซต์จองโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

BKNG หรือ Booking Holdings เป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์รับจองโรงแรมชื่อดังหลายแห่ง อย่างเช่น Booking.com และรวมถึง Agoda.com ด้วย สองเว็บไซต์ที่มองจากภายนอกแล้วดูเหมือนจะเป็นคู่แข่งกัน แท้จริงแล้วก็อยู่ภายใต้เครือของ Booking Holdings โดยปัจจุบันราคาหุ้นของ BKNG ซื้อขายกันสูงถึงหุ้นละเกือบ 2,000 เหรียญ และเคยได้ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดแถว 2,145 เหรียญ

 

แต่ถ้าย้อนไปเกือบ 20 ปีก่อน เชื่อหรือไม่ว่าหุ้นตัวนี้ก็เคยมีราคาซื้อขายที่สูงถึงประมาณ 1,000 เหรียญ ก่อนที่ราคาจะร่วงลงไปเหลือราวๆ 7 เหรียญในเวลาไม่นานนัก (ปรับการแตกหุ้นแล้ว)

 

เกิดอะไรขึ้นกับ BKNG คนไม่จองห้องพักผ่านบริษัทแล้วงั้นเหรอ ?

 

 

 

แรกเริ่มเดิมทีนั้น บริษัทเคยมีชื่อว่า Priceline มาก่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Booking Holdings เมื่อปีสองปีที่แล้ว

 

Priceline ก่อตั้งขึ้นโดย เจย์ วอล์คเกอร์ เมื่อปี 1997 ที่เขาวางตัวเองเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านการจองห้องพัก โรงแรม หรือตั๋วเครื่องบิน โดยมีโมเดลธุรกิจที่ค่อนข้างแปลกกว่าใครในตอนนั้นคือ ผู้ซื้อสามารถกำหนดราคาที่ต้องการจะซื้อได้ด้วยตัวเอง

 

เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 2 ปี Priceline ก็เติบโตขึ้นจนได้จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ไอเดียของวอล์คเกอร์ทำให้บริษัทนี้มีรายได้กว่า 480 ล้านเหรียญ ด้วยเวลาเพียงเท่านี้และรายได้ก้าวกระโดดขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยถ้าราคาหุ้นของบริษัทจะกระโดดขึ้นตั้งแต่วันแรกๆ ที่เข้าซื้อขาย ซึ่งหุ้น PCLN ก็ไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง ราคาวิ่งขึ้นไปกว่า 4 เท่าตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้ซื้อขายผ่านตลาดหุ้น

 

เฉกเช่นหุ้นอินเทอร์เน็ตตัวอื่นที่อยู่ในสภาวะฟองสบู่ที่เรียกว่า “ฟองสบู่ดอทคอม” ในช่วงเวลาดังกล่าว หุ้นบริษัทใดก็ตามที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต นักลงทุนก็พร้อมจะให้ราคาบริษัทเหล่านั้นแบบไม่ลืมหูลืมตาจนราคาหุ้นขึ้นไปนับสิบเท่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ราคาหุ้น PCLN เองก็เพิ่มขึ้นมาเกือบ 6 เท่า แต่อาจดูเล็กน้อยไปเลยถ้าเทียบกับหุ้นของ Amazon.com ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอีคอมเมอร์ซที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 50 เท่า

 

บริษัทอาจใช้เวลาไม่นานในการสร้างรายได้จาก 0 ถึง 480 ล้าน แต่ที่น่ากังวลก็คือผลกำไรของบริษัทกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามมาด้วยเลย กำไรคือตัวเลขที่บอกว่าทุกการขาย 100 เหรียญบริษัทจะเก็บเงินเข้ากระเป๋าได้กี่เหรียญ ไม่มีใครที่อยากให้กำไรเป็นลบ แต่กรณีของ PCLN รายได้ทุกๆ 100 เหรียญจะทำให้บริษัทขาดทุนถึง 218 เหรียญ หรืออธิบายให้ง่ายกว่านั้นคือ ถึงแม้บริษัทจะมีรายได้ในปี 1999 กว่า 480 ล้านเหรียญ แต่กลับมีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 1,055 ล้านเหรียญ

 

คนธรรมดาอย่างเราอาจไม่มีใครชอบกิจการที่ขาดทุน แต่เชื่อหรือไม่ว่าในตอนนั้นทุกคนกำลังมองโลกในแง่ดีถึงขีดสุด แม้แต่กิจการที่ขาดทุนคนก็ยังกล้าซื้อ ด้วยเพราะความเชื่อที่ว่า ขนาดตอนมันขาดทุนยังมีราคาแพงขนาดนี้ แล้วถ้ากิจการพลิกกลับมาทีกำไรได้หุ้นจะขึ้นไปอีกขนาดไหน ธุรกิจอินเทอร์เน็ตมันก็ต้องขาดทุนช่วงแรกก่อนแบบนี้แหละ แต่จนแล้วจนรอด หลายธุรกิจก็ยังดำเนินไปราวกับสะกดคำว่ากำไรไม่เป็น บริษัท Priceline ก็ยังไม่อาจสร้างกำไรให้นักลงทุนปลื้มปริ่มได้

 

ที่สุดแล้ว หุ้นหลายๆ ตัวที่มีชะตาชีวิตเหมือนกับ Priceline ก็เริ่มมีคนเห็นความจริงว่าราคามันเริ่มแพงเมื่อเทียบกับมูลค่าจริงๆ ของมัน แล้วฟองสบู่ก็แตก ราคาหุ้นของ Priceline หรือ Booking Holdings ร่วงลงไปเกือบ 99%

 

 

 

หลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตอาจล้มหายตายจาก แต่โชคยังดีที่ Priceline เป็นหนึ่งในผู้ชนะที่อยู่รอดได้ (แม้จะทุลักทุเลหน่อย) หลังจากฟองสบู่ดอทคอมเป็นต้นมา บริษัทก็เริ่มมีผลประกอบการในทิศทางที่ดีขึ้น จากรายได้ 480 ล้านเหรียญ พร้อมผลขาดทุนอีกกว่าพันล้านในปี 1999 กลายมาเป็นรายได้กว่า 1,400 ล้านเหรียญ และมีกำไรสุทธิอีกกว่า 150 ล้านเหรียญในปี 2007

 

ซึ่งในระหว่างทาง บริษัท Priceline ได้มีการควบและซื้อกิจการหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นเว็บจองโรงแรม จองรถยนต์ จองตั๋วเครื่องบิน แทบทุกอย่างที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวคือสิ่งที่บริษัทเหมาเป็นเจ้าของจนหมด (รวมถึงเว็บไซต์ Booking.com และ Agoda.com) และสำหรับงบการเงินปีล่าสุด Booking Holdings ก็มีรายได้ที่สูงกว่า 14,527 ล้านเหรียญ และกำไรที่สูงจนเกือบแตะ 4 พันล้านเหรียญเข้าไปแล้ว

 

แต่นั่นก็ไม่ได้ปฏิเสธความจริงที่ว่าการซื้อของแพงมักไม่ใช่เรื่องดี เพราะตอนปี 1999 ที่ราคาหุ้นขึ้นไปจุดสูงสุดประมาณ 1,000 เหรียญ แม้เราจะคิดถูกว่านี่คือบริษัทที่อยู่รอดแน่ๆ แต่การซื้อราคาแพงมากเกินไป นักลงทุนจะต้องรอถึงเกือบ 13 ปีทีเดียวกว่าที่ราคาหุ้นของ Booking Holdings จะกลับมาเท่าทุนที่ซื้อในตอนแรก แถมระหว่างนั้นคงมีไม่กี่คนที่มองออกได้ว่าบริษัทจะอยู่รอด นอกจากเป็นการรอคอยที่ยาวนาน ยังอาจเป็นการรอคอยที่มีความเสี่ยงอีกด้วย

 

ในฐานะนักลงทุน เราจึงไม่ได้ประเมินเพียงโอกาสว่าจะได้กำไรเท่าไหร่หรือเร็วแค่ไหน แต่ความเสี่ยงเรื่องของตัวธุรกิจว่าจะอยู่รอดหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

 

ทุกอย่างดูง่ายเสมอเมื่อมองกลับไปข้างหลัง

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

เอกสารอ้างอิง
งบการเงิน BKNG : finance.yahoo.com
รายงานประจำปี Priceline ปี 2007 : marketscreener.com
History : bookingholdings.com
รายงานประจำปี Priceline ปี 2000 : getfilings.com
Priceline.com soars on first trading day : marketwatch.com
Priceline Group บริษัทแม่ของ Agoda เปลี่ยนชื่อเป็น Booking Holdings : brandinside.asia

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน