การลงทุน

ย้อนอดีต CPALL กับวิกฤตธรรมาภิบาล

CPALL กับวิกฤตธรรมาภิบาล

ย้อนอดีต CPALL กับวิกฤตธรรมาภิบาล

 

MAKRO ถูกซื้อกิจการโดยเซเว่นหรือ CPALL เมื่อปี 2013 การซื้อกิจการเกิดขึ้นได้เสมอในโลกของทุนนิยมด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันออกไป แต่ส่วนมาก มักจะทำเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก อย่างในกรณีของ CPALL ที่เป็นเจ้าของร้านเซเว่น และ MAKRO ที่เป็นเจ้าของร้านค้าส่งยักษ์ใหญ่แถมยังมีระบบการกระจายสินค้าที่ดีเยี่ยม การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการจับคู่ทางธุรกิจที่สุดแสนจะกิ่งทองใบหยก

 

แต่ด้วยความที่ MAKRO ไม่ใช่บริษัทเอกชนทั่วไป บริษัทถูกจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ราคาหุ้นมีการกำหนดไว้แล้วโดยนักลงทุนในตลาด ตามธรรมเนียมทั่วไป ผู้ซื้อมักจะเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของกิจการในราคาที่สูงกว่าตลาดพอสมควรเพื่อให้ผู้ถือหุ้นเดิมยอมขายหุ้น

 

ถ้าเรามีพรวิเศษล่วงรู้อนาคตได้ว่า CPALL จะซื้อ MAKRO ที่ราคาเท่าไหร่ เราคงไม่พ้นขายบ้านขายรถมาทุ่มสุดตัวให้กับหุ้น MAKRO

 

ซึ่งในตอนนั้น ราคาหุ้น MAKRO อยู่ที่ประมาณ 500 บาท และราคาที่ CPALL ทำคำเสนอซื้อนั้นสูงถึง 787 บาทต่อหุ้น ทันทีที่ข่าวประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเข้าซื้อที่ราคานี้ หุ้น MAKRO ก็พุ่งพรวดขึ้นไปแถวๆ 780 บาททันที เพราะนักลงทุนทั้งตลาดรู้กันแล้วว่าราคาที่เหมาะสมของมันคือเท่าไหร่ จึงมีโอกาสน้อยมากที่คนทั่วไปจะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากดีลสะท้านทศวรรษ

 

ไม่มีใครหรอกที่มีพรวิเศษและรู้ว่าการซื้อขายจะจบลงที่ราคาเท่าไหร่ แต่เชื่อเถอะว่ามีคนรู้เรื่องนี้โดยไม่ต้องอาศัยพลังวิเศษแต่อย่างใด เขาคือผู้ร่วมตกลงในดีลนั้นนั่นเอง

 

 

 

ความจริงแล้ว ไม่มีกฎข้อไหนห้ามผู้บริหารไม่ให้ลงทุนในหุ้น แต่จะมีอยู่บางสถานการณ์ที่ผู้บริหารไม่สามารถเข้าซื้อหรือขายหุ้นได้ และดีลขนาดใหญ่อย่างการที่ CPALL จะเข้าซื้อ MAKRO ก็เป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ว่า เพราะมันเป็นการซื้อกิจการขนาดใหญ่มาก และทั้งสองบริษัทนี้ต่างก็จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

 

ผู้บริหารของบริษัทใดก็ตามที่จะทำดีลลักษณะนี้ (รวมถึงคนอื่นที่เกี่ยวข้อง) ย่อมรู้ “ข่าววงใน” มากกว่าคนอื่น และไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะแอบเข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่จะถูกซื้อไว้ก่อน แล้วรอขายในราคาสูงๆ ตอนที่มีการซื้อกิจการเสร็จสิ้น แต่การใช้ข่าววงในถือเป็นความผิดทางกฎหมาย จึงไม่มีใครอย่างเสี่ยงที่จะเอาชื่อเสียงของตัวเองมาเดิมพันเท่าไหร่ ดีไม่ดีอาจถึงขั้นติดคุก

 

แต่กรณีของ CPALL และ MAKRO นั้นต่างออกไป เพราะดีลมูลค่ากว่า 180,000 ล้านบาทครั้งนี้ มีผู้บริหารท่านหนึ่งของ CPALL ได้เข้าซื้อหุ้น MAKRO อย่างเงียบๆ ในวันที่ 10 เมษายน 2013

 

ถ้าซื้อขายนิดๆ หน่อยๆ อาจยังไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นยอดเงินสูงถึง 64 ล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวนหุ้น MAKRO ประมาณ 120,000 หุ้นที่ราคาราวๆ 530 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้บริหารคนดังกล่าวมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีหุ้นเพียง 15 ล้านบาท แต่ได้ทำการขายหุ้นตัวอื่นๆ ออกไปกว่า 50 ล้าน เพื่อเอาเงินทั้งหมดมาซื้อหุ้น MAKRO ภายในวันเดียว

 

หลังจากนั้นสองอาทิตย์ CPALL ก็ประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 เมษายน 2013 ว่าจะเข้าซื้อหุ้น MAKRO ทั้งหมดที่ราคา 787 บาท แปลไทยเป็นไทยก็คือ หากใครก็ตามที่ซื้อหุ้นพร้อมกับผู้บริหารท่านนี้ จะได้กำไรกว่า 50% จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น

 

เป็นผลตอบแทนที่สูงมากจนใครเห็นก็ต้องอิจฉา ยกเว้นอยู่คนเดียวที่ไม่ค่อยจะแฮปปี้กับสิ่งที่เกิดขึ้นเท่าไหร่ นั่นคือ กลต.

 

 

 

กลต. หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เปรียบได้กับตำรวจแห่งตลาดหุ้นที่คอยสอดส่องดูแลความประพฤติของทั้งนักลงทุน บริษัทจดทะเบียน และผู้บริหาร เมื่อมีใครก็ตามที่ทำผิดกฎ กลต.จะดำเนินการกับคนที่ไม่น่ารักคนนั้นด้วยวิธีที่แตกต่างกันออกไปตามความรุนแรงของความผิดที่ก่อ ตั้งแต่การปรับ ไปจนถึงเข้าคุก

 

การที่ผู้บริหารใช้ข่าววงในเข้าซื้อหรือขายหุ้น ก็เป็นหนึ่งในกฎที่นายตำรวจผู้นี้เคร่งมากๆ และผู้บริหารที่ซื้อหุ้น MAKRO ไว้ก่อนการประกาศซื้อกิจการไม่กี่วัน ก็ถือว่าเข้าข่ายการใช้ข้อมูลวงในเต็มๆ ผู้บริหารคนดังกล่าวคือหนึ่งในผู้บริหารคนสำคัญของ CPALL ดังนั้น ทันทีที่กลต. ประกาศข่าวนี้ออกมาในวันที่ 2 ธันวาคม 2015 ราคาหุ้น CPALL ก็ถูกเทกระจาดไปทันทีกว่า 10%

 

ตลาดกลัวว่าคนจะไม่เข้าเซเว่นเพียงเพราะมีผู้บริหารใช้ข่าววงในงั้นหรือ ? ไม่ใช่แน่ๆ แต่ตลาดกำลังกลัวสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นต่างหาก นั่นคือเรื่องของ “ธรรมาภิบาล” ของผู้บริหาร

 

คนคงไม่เลิกเข้าเซเว่นง่ายๆ แต่หุ้น CPALL นั้นเป็นหุ้นมหาชนที่มีกองทุนถืออยู่เพียบ อาจมีหลายๆ กองที่มีโอกาสเทขายได้ไม่ยาก โดยเฉพาะกองทุนจากต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลของผู้บริหารมากกว่าสิ่งใด และถ้าการเทขายนับล้านๆ หุ้นเกิดขึ้นพร้อมกัน ราคาหุ้น CPALL อาจจะร่วงไปเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ ใครจะไปรู้ ?

 

แต่หลังจากนั้นเพียงครึ่งปี ราคาหุ้น CPALL ก็วิ่งกลับไปที่เดิมราวๆ 50 บาท และวิ่งขึ้นไม่หยุดไปจนถึง 90 บาทในอีก 2 ปีให้หลัง ใครที่ได้ซื้อในช่วงจุดต่ำสุดคือ 39 บาท จะได้รับผลตอบแทนอย่างงามจากข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับหุ้น CPALL

 

 

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือบทลงโทษของการใช้ข้อมูลวงใน หลายคนกลัวกันว่าการทำผิดครั้งนี้อาจส่งผลให้ผู้บริหารคนดังกล่าวต้องพ้นจากตำแหน่งจนกระทบต่อการวางแผนธุรกิจของ CPALL ในอนาคต แต่บทลงโทษที่รับจริงๆ มีเฉพาะการปรับเงินประมาณ 30 ล้านบาทโดยที่ผู้บริหารยังสามารถทำงานได้ต่อไป มันเป็นเรื่องดีที่ราคาหุ้นไม่ได้ลงดิ่งไปมากกว่านั้น แต่ทั้งบรรดานักลงทุนและสื่อมวลชนต่างก็สงสัยว่าทางบริษํทมีมาตรการอะไรต่อหรือไม่จากการใช้ข้อมูลวงในของผู้บริหาร

 

ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่มีข่าวคราวอะไรเพิ่มเติมจากเหตุการณ์นั้นอีก แม้นี่จะเป็นคำถามที่ดูเหมือนไร้ซึ่งคำตอบในเรื่องธรรมาภิบาล แต่มันก็เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งสำหรับหุ้นอย่าง CPALL และหุ้นตัวอื่นๆ ที่กำลังเจอเหตุการณ์ร้ายแรงมากระทบ

 

ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะร้ายแรงเพียงใด ตราบเท่าที่ธุรกิจยังดี ราคาก็พร้อมจะกลับมาได้เสมอ หลายครั้งประโยคนี้ก็ฟังดูเทาๆ แต่เชื่อเถอะ ตลาดหุ้นก็เป็นสีเทามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

เอกสารอ้างอิง
ความเหมือนที่แตกต่าง ของหุ้น BA และ CPALL : investing.in.th
‘นักลงทุน-สถาบัน’ ร่วมกดดัน ซีพีออลล์ตระหนักธรรมาภิบาล : thairath.co.th
เปิดผลสอบ ก.ล.ต.ปม‘ก่อศักดิ์’ อินไซเดอร์-เทขายหุ้นอื่น 50 ล.ซื้อหุ้นแม็คโครก่อนเจรจา1วัน : isranews.org
ธรรมาภิบาล ซีพีออลล์ สะเทือน IODยันกระทบประเมินปี59 ก่อศักดิ์รับ”ผิดไม่ได้เจตนา” : terrabkk.com

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน