การลงทุน

GME หุ้นค้าปลีกพีอี 5

GME

ถ้าพูดถึง Super Stock ของประเทศไทยคงไม่มีใครมองข้ามหุ้นค้าปลีก (ว่าแต่ใครรู้จักค้าปลีกชื่อ GME บ้าง ฮาา) หุ้นค้าปลีกถือเป็นหุ้นที่มีความแข็งแกร่งโดยธรรมชาติ ซื้อเงินเชื่อขายเงินสด ความสำเร็จทำซ้ำค่อนข้างง่ายโดยการขยายสาขา เมื่อโตถึงจุดหนึ่งก็มีความสามารถในการต่อรองสูงทั้งกับลูกค้าและซัพพลายเออร์ รวมไปถึงเกิดความประหยัดจากขนาดหรือ Economy of Scale อีกด้วย ตัวอย่างหุ้นค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จในไทยก็อย่างเช่น CPALL (ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น) HMPRO (ห้างโฮมโปร) MAKRO (ห้างแม็คโคร) หรือหุ้นค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จระดับโลก HD (ห้างโฮมดีโป) COST (ห้างคอสโค่) BABA (เว็บของขายอะลีบาบา) หรือ AMZN (เว็บขายของแอมะซอน) (อ่านเพิ่มเติมหุ้นค้าปลีกไทย : CPALL จะขยายได้อีกกี่สาขา)

 

หุ้นค้าปลีกจึงมี PE (ราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น) สูงตามไปกับความคาดหวังของนักลงทุนด้วย ส่วนใหญ่จะสูงลอยเกิน 30 เท่าตลอด หรือช่วงที่มีวิกฤตอาจจะตกลงบ้าง แต่น้อยมากที่จะเห็นพีอีเป็นเลขหลักเดียวน้อยๆ ตัวอย่างพีอีของหุ้นค้าปลีกชื่อดัง CPALL (37.02) HMPRO (35.97) MAKRO (31.43) HD (26.32) COST (29.59) BABA (48.14) และ AMZN (298.18)

 

วันนี้จะมาพูดถึงหุ้นค้าปลีกตัวหนึ่ง ชื่อว่า GME ซึ่งมี PE ตอนนี้อยู่ที่ 5.18 เท่าเท่านั้น

 

GME หรือ GameStop Corp คือบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้น NYSE ของสหรัฐอเมริกา บริษัททำธุรกิจค้าปลีกเกมผ่านหลากหลายช่องทาง สินค้าในร้านได้แก่ ซอฟแวร์วีดีโอเกม ฮาร์ดแวร์วีดีโอเกม อุปกรณ์เสริมต่างๆ นอกจากนี้บริษัทยังมีธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย และยังขยายไปในตลาดสินค้าเกมใหม่ๆ เช่น NINTENDO SWITCH ร้าน GME มีช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดย ณ วันที่ 28 มกราคม 2017 บริษัทมีหน้าร้านอยู่กว่า 7,535 ร้านค้า กระจายอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และยุโรป โดยมีร้านทั้งหมด 3 แบรนด์ได้แก่ Gamestop, EB Game และ Micromania

 

เหตุผลที่หุ้นเทรดกันที่พีอีต่ำส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรายได้และกำไรของบริษัทดูไม่ค่อยสวยงามนัก

 

ปี 2015 รายได้ 9,296 ล้านเหรียญ กำไร 393 ล้านเหรียญ

ปี 2016 รายได้ 9,363 ล้านเหรียญ (เติบโต 0.72% yoy) กำไร 402 ล้านเหรียญ (เติบโต 2.29% yoy)

ปี 2017 รายได้ 8,607 ล้านเหรียญ (หดตัว 8.07% yoy) กำไร 353 ล้านเหรียญ (หดตัว 12.18% yoy)

 

มูลค่ากิจการตามราคาตลาดล่าสุดอยู่ที่ 1,818 ล้านเหรียญ หรือเทียบเท่ากับ 5.15 เท่าของกำไรเท่านั้น เรียกได้ว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของพีอีอุตสาหกรรม

 

อย่างไรก็ตาม เสียงของนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญก็แตกออกเป็นหลายฝ่าย บางค่ายก็ให้ความคิดเห็นว่าถึงแม้ว่าบริษัทจะตกอยู่ในภาวะยากลำบากจากการหดตัวและเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในธุรกิจเกม แต่ราคาหุ้นตอนนี้ก็ถือว่าถูกไป ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกฝ่ายก็อธิบายว่าถึงว่าแม้ว่าจะดูราคาถูก แต่งบการเงินที่ออกมาก็ดูแย่เกินกว่าจะซื้อ เพราะความสามารถในการทำกำไรตกลงทั้ง GPM, EBIT margin และ NPM โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสเงินสดที่ไตรมาสล่าสุดลดลงถึง -48.12% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาล่าสุดของปีเดียวกัน

 

หุ้นแบบนี้ถือว่ามีทั้งความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง การจะชนะในเกมนี้ไม่ใช่ความกล้าได้กล้าเสีย แต่เป็นการมองเห็นอุตสาหกรรมอย่างเฉียบขาด และเข้าใจอนาคตของธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างแท้จริงก่อนลงทุน

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

 

ปล. เครดิตรูปภาพ Business Insider

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy