การลงทุน

เจาะลึกความรู้ ROA ROE และพี่น้อง

ROE

นักลงทุนหลายคนอาจจะเคยได้ยินอัตราส่วนทางการเงินหลายคำที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น ROA, ROE, ROIC เป็นต้น หลายครั้งนักลงทุนอาจจะเคยสงสัยว่าแต่ละค่ามีที่มาอย่างไร ตั้งอยู่บนแนวคิดใด และเหมาะกับการใช้ในสถานการณ์ใดบ้าง วันนี้ลงทุนศาสตร์จะรวบรวมข้อมูลมาเล่าให้ฟัง

 

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่าค่า return on… เหล่านี้จะเป็นค่าความสัมพันธ์ระหว่างผลกำไรต่อค่าสินทรัพย์หรือต้นทุนทางการเงิน ดังนั้น ค่าอัตราส่วนเหล่านี้จะแบ่งได้หลักๆ 2 ประเภทคือ return on debit และ return on credit

 

Return on debit คือ ค่าผลกำไรต่อส่วนงบดุลที่เป็นเดบิต ได้แก่ สินทรัพย์ต่างๆ ค่าในกลุ่มนี้ได้แก่ ROA, ROFA, ROTA, ROCE โดยค่าในกลุ่มนี้มักจะถูกจัดอยู่ในอัตราส่วนทางการเงินกลุ่ม efficiency หรือค่าที่มีไว้แสดงความบ่งบอกประสิทธิภาพการทำงาน หรือความสามารถทางการใช้สินทรัพย์

 

Return on credit คือ ค่าผลกำไรต่อส่วนงบดุลที่เป็นเครดิต ได้แก่ ที่มาของเงินทุน (หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น) ค่าในกลุ่มนี้ได้แก่ ROE, ROIC โดยค่าในกลุ่มนี้มักจะถูกจัดอยู่ในอัตราส่วนทางการเงินกลุ่ม profitability หรือค่าที่มีไว้แสดงความสามารถในการทำกำไรเมื่อเทียบกับต้นทุนนั่นเอง

 

โดยค่าอัตราส่วนแต่ละตัวมีความหมายดังนี้

 

ROA (return on asset) หมายถึงอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ สูตรโดยทั่วไปเท่ากับ ผลกำไร/สินทรัพย์รวม โดยผลกำไรที่นิยมใช้จะใช้ค่ากำไรก่อนภาระดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) เนื่องจากเป็นผลกำไรที่ไม่คำนึงถึงภาระของหนี้สินซึ่งเป็นส่วนของต้นทุนทางการเงินนั่นเอง โดยทั่วไป ROA จะบ่งถึงความสามารถในการใช้ทรัพย์สิน หรืออีกในแง่หนึ่งคือผลกำไรของบริษัทจำเป็นต้องใช้สินทรัพย์เพื่อสร้างมาขนาดไหน สังเกตได้ว่าบริษัทที่ ROA สูงๆ มักจะเป็นบริษัทในกลุ่มบริการ ซึ่งอาจจะมีสินทรัพย์ถาวรน้อยกว่าบริษัทกลุ่มผลิตที่ต้องลงทุนที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ค่อนข้างมาก

 

ROTA (return on total asset) หมายถึงอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม สูตรโดยทั่วไปเหมือนกับ ROA แต่ที่ใส่คำว่า total เพิ่มเพื่อเน้นว่าใช้สินทรัพย์ทั้งหมด เนื่องจากผู้วิเคราะห์บางคนนิยมตัดสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้ออกจากการคำนวณ ROA ซึ่งการใช้ ROTA จะบ่งบอกถึงคำนิยามที่แม่นยำกว่า

 

ROFA (return on fixed asset) หมายถึงอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ถาวร สูตรโดยทั่วไปเท่ากับ ผลกำไร/สินทรัพย์ถาวร โดย ROFA จะเปรียบเทียบค่าได้ชัดเจนกว่า ROA เนื่องจากค่าของ ROA จะรวมสินทรัพย์บางอย่างที่อาจจะไม่สร้างผลกำไรโดยตรงด้วย เช่น เงินสด ตราสารหนี้ และเงินลงทุนระยะสั้น แต่การเลือกใช้ fixed asset โดยเฉพาะกลุ่มอาคาร ที่ดิน และอุปกรณ์จะบ่งบอกได้ชัดเจนว่าบริษัทไหนใช้สินทรัพย์ได้ดีกว่ากัน ยิ่งเป็นธุรกิจเดียวกันจะยิ่งชัดมาก

 

ROCE (return on capital employed) หมายถึงอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ดำเนินงาน (operating asset) ซึ่งมีแนวคิดคล้ายกับ ROFA ที่สนใจแต่สินทรัพย์ที่สร้างกำไรทางตรงของบริษัทเท่านั้น แต่ ROCE จะมีวิธีการคิดที่แตกต่างกันออกไป โดยสูตรทั่วไปเท่ากับ ผลกำไร/(สินทรัพย์รวม – หนี้สินไม่หมุนเวียน)

 

ROE; return on equity หมายถึงอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น สูตรทั่วไปเท่ากับ net profit/equity โดยสังเกตได้ว่าROE จะใช้ NP เนื่องจากROE เป็นการเปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรเมื่อเทียบกับเครดิตหรือต้นทุนของเงินทุน ดังนั้น กำไรที่ได้ต้องหักดอกเบี้ยออกเสมอ เพราะหนี้สินถือเป็นต้นทุนของเงินทุนด้วย จึงสังเกตได้ว่าบริษัทที่หนี้สินมากจะมีROE สูงกว่าบริษัทที่หนี้สินน้อย แม้จะมีความสามารถในการทำกำไรไม่ต่างกัน เนื่องจากเกิดผลจากการใช้อัตราทดของหนี้สิน โดยปรกติROE จึงไม่ค่อยเหมาะที่จะนำมาใช้เปรียบเทียบบริษัทที่มีสภาพหนี้แตกต่างกันมาก โดยอาจจะหันไปใช้การวิเคราะห์โครงสร้างROE แบบ du pont analysis เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น

 

ROIC (return on invested capital) หมายถึงอัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุน สูตรทั่วไปเท่ากับ NOPAT/(ส่วนของผู้ถือหุ้น + หนี้ระยะยาว) ข้อสังเกตแรกคือผลกำไรที่ใช้มักจะใช้ NOPAT ซึ่งเป็นค่ากำไรที่หักภาษีแต่ไม่หักดอกเบี้ย เนื่องจาก ROIC มองต้นทุนของเงินทุนเป็นก้อนเดียว ไม่แยกหนี้สินกับทุน ทำให้ดอกเบี้ยก็มีค่าเท่ากับกำไรที่จะไปตอบแทนให้กับหนี้สิน ผลกำไรที่ใช้จึงไม่หักดอกเบี้ยออก ข้อสังเกตที่สองคือเงินลงทุนนิยมใช้ส่วนของผู้ถือหุ้นบวกกับหนี้ระยะยาว บางตำราก็ใช้หนี้ที่มีดอกเบี้ย ซึ่งก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเห็นของผู้วิเคราะห์ แต่โดยส่วนใหญ่หนี้ระยะยาวก็มักจะเป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ยอยู่แล้ว ข้อสังเกตสุดท้ายคือ ROIC มีส่วนฐานคล้ายกับ ROCE มาก เรียกได้ว่าเท่ากันในทางบัญชีงบดุล แต่ทั้งสองค่ามีที่มาของทฤษฎีแตกต่างกัน ค่าหนึ่งมาจากฝั่งเครดิต ค่าหนึ่งมาจากฝั่งเดบิต

 

ROE และ ROIC มีประโยชน์ค่อนข้างมากในการประเมินมูลค่าหุ้น โดย ROE นิยมใช้ในการวิเคราะห์การเติบโตของ free cash flow to shareholder ในขณะที่ ROIC นิยมใช้ในการวิเคราะห์การเติบโตของ free cash flow to firm ซึ่งขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนใช้โมเดลไหนในการวิเคราะห์มูลค่า

 

ในขณะที่ ROA ROFA ROTA ROCE มีประโยชน์ในเชิงการวิเคราะห์ความสามารถในการใช้สินทรัพย์เป็นหลัก ซึ่งจะเหมาะกว่าการเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของบริษัท ซึ่งถึงแม้จะมีบางโมเดลสามารถเป็นส่วนช่วยในการประเมินมูลค่าบ้าง แต่ก็ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับ ROE, ROIC ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลาย

 

หวังว่าข้อมูลที่ลงทุนศาสตร์นำเสนอในวันนี้จะมีประโยชน์ต่อเพื่อนนักลงทุนบ้างไม่มากก็น้อย ผมไม่ใช่คนเก่งอะไร หากผิดพลาดประการใดสามารถแนะนำได้เสมอ

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy