การลงทุน

ด้านมืดของการประเมินมูลค่าหุ้น (Stock Valuation)

ด้านมืดของการประเมินมูลค่าหุ้น

การประเมินมูลค่าหุ้นหรือ Valuation ถือเป็นหัวใจของการลงทุนแนวเน้นคุณค่า เพราะถือเป็นจุดกำหนดกลยุทธ์การซื้อถือขายที่สำคัญ แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ด้านมืดของการประเมินมูลค่าหุ้น นั้นส่งผลต่อการประเมินมูลค่ามาก และเป็นเรื่องที่นักลงทุนหลายคนไม่ค่อยให้ความสนใจ

 

ศาสตราจารย์อัศวะ ดาโมดารัน (Aswath Damodaran) ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Stock Valuation แห่งยุคสมัยได้ให้แนวคิดเรื่องความเอนเอียงของการประเมินมูลค่าหุ้นไว้หลายแบบ

 

จากการศึกษาผลงานของอาจารย์มาหลายชิ้นจึงขอยกด้านมืดของการประเมินมูลค่าขึ้นมา 3 ข้อที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่นักลงทุนควรรู้

 

ด้านมืดของการประเมินมูลค่าหุ้น

 

1 ทุกการประเมินมูลค่ามีอคติ

 

นักลงทุนมีเหตุผลในการประเมินมูลค่าหุ้นเสมอ เช่น สนใจอยากลงทุนหุ้นนี้ ถูกขอให้ช่วยประเมินมูลค่าให้ สนใจอยากขายชอร์ตจึงประเมินมูลค่า เป็นต้น

 

การมีเหตุผลในการหยิบหุ้นมาประเมินมูลค่าแปลว่านักลงทุนต้องมีแนวโน้มจะต้องการให้หุ้นถูกหรือแพงเสมอ เช่น หากชอบหุ้น อยากซื้อหุ้น อาจต้องการให้หุ้นราคาถูก แต่ถ้าไม่ชอบหุ้น อยากแช่ง หรืออขายชอร์ต อาจต้องการให้หุ้นราคาแพง

 

ยิ่งนักลงทุนเห็นราคาหุ้นที่สนใจมาก่อนด้วย ยิ่งทำให้เกิด Anchoring Effect ส่งผลให้การประเมินมูลค่าหุ้นที่ได้มีแนวโน้มที่จะใกล้เคียงราคาหุ้นในปัจจุบันเข้าไปอีก

 

การประเมินมูลค่าทุกอย่างจึงมักมีอคติเป็นพื้นฐานอยู่เสมอ แต่จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับนักลงทุน

 

2 การประเมินมูลค่าผิดเสมอ

 

การจั่วหัวแบบนี้อาจจะทำให้นักลงทุนตกใจว่าถ้ารู้มันผิดแล้วจะทำไปทำไม สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้คือการลงทุนไม่การันตีผลตอบแทน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ

 

ความเสี่ยงหมายถึงความไม่แน่นอน

 

การลงทุนทุกอย่างจึงควรมองเป็นความน่าจะเป็น หรือโอกาสกำไรแทบกับโอกาสขาดทุน เช่น โอกาสกำไร 70% เทียบกับโอกาสขาดทุน 30% แบบนี้อาจถือว่าน่าลงทุน แต่ถ้าจะรอให้โอกาสชนะ 100% คงจะเป็นไปได้ยาก

 

แล้วทำไมการประเมินมูลค่าถึงผิด

 

คำตอบคือการประเมินมูลค่าคือการนำตัวเลขชุดหนึ่งที่สำคัญต่อกิจการมาแปลงด้วยวิธีคิดทางการเงินและคณิตศาสตร์ให้เปลี่ยนมาเป็นมูลค่าของกิจการ

 

สิ่งสำคัญคือ ตัวเลข มีความไม่แน่นอนในตนเอง

 

ยกตัวอย่างเช่น เราประเมินมูลค่าหุ้นจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ในกิจการได้มูลค่ามาค่าหนึ่ง แต่ความเป็นจริง สินทรัพย์ของกิจการอาจจะขายไม่ได้มูลค่าแบบที่คิดเมื่อขายจริงก็ได้ ราคาที่ได้อาจจะถูกหรือแพงกว่าปรกติ ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้มูลค่าของกิจการผิดเสมอ

 

ถ้ารู้ว่าผิดแล้วจะทำทำไม?

 

คำตอบคือนักลงทุนต้องมองหาโอกาสที่มีโอกาสผิดน้อยและถึงแม้จะผิดก็ยังมีโอกาสกำไรได้

 

เช่น หุ้นค้าปลีกตัวหนึ่งราคาปัจจุบันอยู่ที่ PE 10 เท่า ในขณะหุ้นที่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกันมี PE 20 เท่า แบบนี้ก็อาจจะน่าลงทุน เพราะถึงแม้จะประเมินมูลค่าผิดไปถึง 40% แต่ก็ยังมีโอกาสกำไร ถ้า PE ที่นำมาเทียบมีความสมเหตุสมผล เป็นต้น

 

3 วิธีที่ซับซ้อนไม่ได้หมายความว่าดีกว่าวิธีที่เรียบง่าย

 

นักลงทุนมักให้ความสำคัญกับโมเดลที่ซับซ้อนหลายหน้ากระดาษ แต่กลับไม่เชื่อถือวิธีที่เรียบง่าย แบบที่สามารถคิดแค่ในใจจบ

 

เพราะโดยธรรมชาติ มนุษย์ชอบตัวเลข

 

พอมีตัวเลขที่ยุ่งเหยิง การคำนวณจึงดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ทั้งที่ในความจริงแล้วไม่ใช่เลย

 

นักประเมินมูลค่าทุกคนรู้ดีว่าตัวเลขทุกตัวมีความไม่แน่นอนในตัวเอง ยิ่งใส่ตัวเลขที่น่าเชื่อถือน้อยลงในประมาณการณ์เท่าไหร่ นอกจากจะไม่ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้แม่นยำขึ้นแล้ว ยังจะทำให้มูลค่าที่ได้น่าเชื่อถือน้อยลงอีกด้วย

 

ดังนั้น นักลงทุนควรสนใจแต่ตัวเลขที่มีความน่าเชื่อมากเพียงพอ

 

หากถ้าหาตัวเลขที่น่าเชื่อถือมากเพียงพอจะประเมินมูลค่าหุ้นไม่ได้ เราอาจต้องกลับมาถามตัวเองว่ากิจการมีความแน่นอนน้อยเกินไปหรือเปล่า หรือความเป็นจริงแล้ว เรายังมีความเข้าใจในกิจการไม่พอที่จะลงทุน

 

ทั้งหมดนี้คือด้านมืดของการประเมินมูลค่าหุ้นที่หลายคนลืมนึกถึง

 

แต่ในฐานะนักลงทุน เราควรตระหนักถึงปัจจัยเหล่านี้อยู่ตลอด ยิ่งรู้ว่ามีอคติ เราจะยิ่งระวังในการตั้งสมมติฐาน ยิ่งรู้ว่าจะผิด เราจะยิ่งระวังในการเข้าลงทุน และยิ่งรู้ว่าควรเรียบง่าย เราจะยิ่งระวังในการใส่ตัวเลขที่ไม่มีประโยชน์ลงในการทำงาน

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy