การลงทุน

ฤๅจะสิ้นยุคทองของหุ้นเติบโต

ฤๅจะสิ้นยุคทองของหุ้นเติบโต

หุ้นเติบโต (Growth Stock) ถือเป็นหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงมากในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา หุ้นตัวไหนที่มีสตอรี่การเติบโตดี และกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด หุ้นเหล่านี้มักจะให้ผลตอบแทนอย่างมหาศาล แต่ในปีนี้ หุ้นเหล่านี้กลับให้ผลตอบแทนที่ย่ำแย่ หุ้นหลายตัวราคาลงต่ำมากกว่า 50% จะเกิดเป็นคำถามที่ว่า ฤๅจะสิ้นยุคทองของหุ้นเติบโต

 

ตลาดหุ้นขาขึ้นเป็นช่วงเวลาฮันนีมูนของหุ้นเติบโต

 

ตลาดหุ้นขาขึ้น ตลาดกระทิง ตลาดที่มีการเก็งกำไรสูง ล้วนแต่เป็นลมใต้ปีกให้หุ้นเติบโตราคาพุ่งทะยานขึ้นไปเป็นจรวดทั้งสิ้น เนื่องจากเมื่อตลาดอยู่ในภาวะ “อารมณ์ดี” ตลาดก็ยินดีจะจ่ายในราคาแพงขึ้นกับหุ้นที่ดูมีแนวโน้มว่าจะเติบโตดี พอหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตดีมีราคาพุ่งสูงขึ้นไปมาก นักลงทุนก็จะยิ่งเข้าไปซื้อกันอีก เพราะกลัวตกรถ สุดท้ายก็จะกลาย positive feedback ราคาหุ้นเติบโตบางตัวจึงมีราคาแพงเกินกว่ามูลค่าพื้นฐานมาก จนนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นแนวนี้ตั้งแต่ตอนราคาไม่แพงมาก ร่ำรวยกันไปตามๆ กัน

 

สมการ P = EPS x PE คือตัวขับเคลื่อนราคาหุ้น

 

ราคาของหุ้นเกิดจากกำไรสุทธิต่อหุ้นคูณกับค่าอัตราส่วน PE ที่นักลงทุนยอมซื้อขาย เช่น ปรกติ หุ้น A มี EPS เท่ากับ 1 บาทต่อหุ้น ซื้อขายกันที่ PE 10 เท่า ราคาหุ้น A จะเท่ากับ 10 บาท ( P = 1 x 10 ) ต่อมากำไรของหุ้นเติบโตดี EPS ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 2 บาทต่อหุ้น แต่ตลาดชอบหุ้น A มาก ปรับ PE เป็น 30 เท่า ราคาหุ้น A จะขึ้นไปเป็น 60 บาท ( P = 2 x 30 ) กลายเป็นว่ากำไรเติบโต 100% แต่ราคาหุ้นกลับเติบโตได้ถึง 500% เพราะตลาดชอบหุ้นเติบโตมากนั่นเอง

 

แต่เมื่อตลาดไม่ดี หรือกำไรหุ้นไม่โต สมการดังกล่าวก็จะให้ผลแบบตรงกันข้าม

 

จากการปรับ PE ที่ดันราคาให้หุ้นวิ่งเป็นขาขึ้น แต่เมื่อตลาดเปลี่ยนใจและปรับ PE ลง ราคาหุ้นก็พร้อมที่จะถล่มทลายลงมาได้อย่างรวดเร็ว เพราะถึงแม้ว่า EPS ของหุ้นจะไม่ลดลงเลย แต่ถ้าตลาดเปลี่ยนใจจากซื้อขายหุ้นที่ PE 30 เท่า มาเป็น 15 เท่า ราคาหุ้นก็หายไปถึง 50% แล้ว นั่นหมายถึงหายนะในการลงทุนสำหรับคนที่ถือและไม่ยอมขายหุ้นมาตลอดทาง

 

ต่อไปหุ้นเติบโตอาจจะไม่ใช่หุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงมากแบบง่ายดายเช่นอดีตอีกแล้ว

 

1 ค่า PE จะไม่สูง เพราะตลาดเข็ดขยาดกับความผิดหวัง

 

ในช่วงที่หุ้นเติบโตเจิดจรัศอย่างมาก หุ้นบางตัวมีค่า PE ถึง 100 เท่า แต่ตลาดก็บอกว่า “ไม่แพง” แต่เมื่อหุ้นเหล่านั้นสร้างความผิดหวังด้านการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง การที่ค่า PE จะยืนอยู่ในระดับสูงเช่นเดิมแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะตลาดเริ่มกลัวความผิดหวัง และไม่ยอมกล้าได้กล้าเสียเช่นแต่ก่อนอีก หรือหากตลาดจะ “กล้า” อีกครั้ง ตลาดก็อาจจะต้องใช้เวลาในการลืมความเจ็บปวดเก่าๆ อยู่มาก ซึ่งนั่นอาจต้องใช้เวลายาวนานหลายปี ยิ่งตลาดหุ้นผันผวนและอยู่ในสภาวะไม่ดีอย่างปัจจุบัน ก็ถือว่าเป็นปัจจัยขวางกั้นที่จะทำให้นักลงทุนกล้าซื้อหุ้นที่ PE สูงๆ เป็นอย่างมาก

 

2 กำไรสุทธิของบริษัทไม่ได้เติบโตง่ายเหมือนเก่า

 

ช่วงที่ผ่านมาที่หุ้นเติบโตหลายตัวมีกำไรสุทธิเติบโตอย่างผิดปรกติ เพราะอัตรากำไรสุทธิของบริษัทเหล่านั้นสูงกว่าอุตสาหกรรมอย่างมาก กลายเป็นว่าเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน คู่แข่งอื่นในตลาดจะเข้ามา และแข่งขันด้านราคาจนอัตรากำไรสุทธิไม่สามารถยืนสูงได้เท่าเดิม หุ้นที่จะมีอัตรากำไรสุทธิสูงกว่าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องมักจะต้องเป็นหุ้นที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะยังไม่ใช่หุ้นเติบโตที่มักจะอยู่ในช่วงการเติบโตของธุรกิจ

 

หุ้นที่เติบโตได้ดีก็ยังน่าสนใจอยู่ดี
ถึงแม้ว่าอาจจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนแบบพลิกชีวิตได้แบบเก่า

 

สุดท้ายแล้วทุกอย่างจะเข้าหาจุดสมดุล ถ้าหุ้นดีจริง หุ้นเติบโตจริง ราคาหุ้นก็จะเติบโตไปตาม P = EPS x PE ได้ แต่ค่า PE ที่ตลาดให้อาจจะอนุรักษ์นิยมมากขึ้น และไม่ให้ PE สูงปรี๊ดเท่าเก่า ผลตอบแทนแบบหลายเด้งในเวลาไม่กี่เดือนไม่กี่ปีก็อาจจะไม่ได้ทำได้ง่ายนัก

 

นี่อาจจะไม่ใช่การสิ้นสุดของหุ้นเติบโต แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของหุ้นเติบโตอาจจะผ่านพ้นไปแล้ว ต่อไปการแปะป้ายชื่อว่าตัวนี้ว่า Growth Stock ก็อาจจะไม่สร้างมูลค่า PE ส่วนเพิ่มอะไรให้กับบริษัทได้มากนัก ตลาดอาจจะเจ็บปวดและกล้าได้กล้าเสียกับอนาคตลดลง ส่วนนักลงทุนที่ประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบอยู่แล้วก็แค่มุ่งมั่นทำทุกอย่างต่อไปเช่นเดิม

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน