การลงทุน

ย้อนอดีต Petrochina กับการลงทุนที่ดีที่สุดของบัฟเฟตต์

ย้อนอดีต Petrochina

ย้อนอดีต Petrochina กับการลงทุนที่ดีที่สุดของบัฟเฟตต์

 

นักลงทุนหลายคนที่ไม่เคยลงทุนในตลาดต่างประเทศ อาจรู้สึกเหมือนกันว่าการลงทุนต่างประเทศเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนแบบปกติ ไหนจะเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ภาวะการเมือง การหาข้อมูลข่าวสาร พฤติกรรมและลักษณะนิสัยของนักลงทุนแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้การลงทุนต่างประเทศเป็นสิ่งที่ดูเสี่ยงกว่าโดยปริยาย

 

และไม่ได้มีแต่นักลงทุนรายย่อยอย่างเราเพียงอย่างเดียว แม้แต่นักลงทุนกระเป๋าหนักอย่าง วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็เช่นกัน เขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่มีเงินถุงเงินถังมาหลายสิบปีแล้ว แต่เขาก็เพิ่งเริ่มซื้อหุ้นต่างประเทศแบบจริงจังเมื่อปี 2002 นี้เอง

 

หุ้นที่ว่ามีชื่อว่า Petrochina ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งในธุรกิจน้ำมันของประเทศจีน และนี่ถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงที่สุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์การลงทุนของบัฟเฟตต์

 

 

 

Petrochina เป็นหุ้นจีนซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงที่เพิ่งจดทะเบียนราวๆ ปี 2002 ตรงกับช่วงที่บัฟเฟตต์เริ่มเข้าซื้อหุ้นตัวนี้พอดิบพอดี

 

ตัวเขาเองไม่ได้รู้จักหุ้น Petrochina มาก่อน เขาอาจมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจจีนอยู่บ้าง แต่บัฟเฟตต์ก็ไม่ได้ใช้ข้อมูลอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่น เขาเจอมันจากรายงานประจำปีที่อ่านในทุกๆ วันก็เท่านั้นเอง

 

นอกจากจะไม่เคยได้ยินชื่อ Petrochina มาก่อน ตัวเขาก็ยังไม่ได้รู้จักประเทศจีนมากนัก แต่สิ่งที่เขารู้มากกว่าใครนั่นคือเรื่องตัวเลข ภาวะตลาด อุตสาหกรรม งบการเงิน และแน่นอน รู้ว่าบริษัทนี้มีมูลค่าที่ควรจะเป็นอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่

 

โชคดีที่รายงานประจำปีของ Petrochina มีฉบับภาษาอังกฤษ (บัฟเฟตต์บอกไว้แบบนั้น) การประเมินธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่ไม่คณามือเขา และมูลค่าของ Petrochina ซึ่งรวมถึงน้ำมันทุกบาร์เรลที่จะขุดเจาะเพิ่มได้อีกในอนาคต อยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านเหรียญ ส่วนราคาหุ้นในตลาดทั้งหมดของ Petrochina อยู่ที่ 35,000 ล้านเหรียญ

 

นั่นแปลว่า บริษัทนี้ถูกนักลงทุนในตลาดให้มูลค่าที่น้อยกว่าความเป็นจริงถึง 65% บัฟเฟตต์จึงเข้าซื้อหุ้น Petrochina กว่า 500 ล้านเหรียญในช่วงระหว่างปี 2002 – 2003

 

 

 

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สบายใจกับการลงทุนครั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway ที่ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีนั้นก็มีนักลงทุนกังวลถึงความเสี่ยงจากการลงทุนหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะ Petrochina ที่มีรัฐบาลถือหุ้นอยู่ถึง 88% มันจึงเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มขั้น เพียงแค่รัฐบาลดีดนิ้วครั้งเดียว บริษัทอาจดีขึ้นหรือหายไปกับอากาศ

 

ซึ่งบัฟเฟตต์ไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะสุดท้ายเขาก็เชื่อว่ามูลค่าจริงๆ ของธุรกิจคือสิ่งที่จะกำหนดราคาหุ้นในอนาคต ตอนช่วงที่ซื้อปี 2002 Petrochina มีรายได้ประมาณ 30,000 ล้านเหรียญ กำไร 5,600 ล้านเหรียญ และราคาน้ำมันอยู่ที่ 30 เหรียญต่อบาร์เรล หากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น (มีโอกาสเกิดขึ้นสูงเพราะเศรษฐกิจจีนกำลังขยายตัว) ยังไงซะบริษัทก็ต้องมีรายได้และกำไรเพิ่ม

 

และดูเหมือนเขาจะคิดถูก บัฟเฟตต์ได้ขายหุ้นตัวนี้ออกไปในปี 2007 เพราะเห็นว่าราคาหุ้นเกินมูลค่าไปมากแล้ว ตอนนั้น Petrochina มีรายได้สูงกว่า 110,000 ล้านเหรียญ และกำไรอีกกว่า 19,000 ล้านเหรียญ ส่วนราคาหุ้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง บัฟเฟตต์ขายและได้กำไรกว่า 3,500 ล้านเหรียญจากเงินต้นเพียง 500 ล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งที่จริงเขาอาจจะซื้อมากกว่านี้ด้วยถ้าไม่ติดว่ารัฐบาลจีนถือหุ้นอยู่ 88%

 

Petrochina ถือเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงที่สุดของบัฟเฟตต์ โดยมีผลตอบแทนรวมอยู่ที่ประมาณ 720% ภายในเวลาถือครอง 5 ปี เทียบเท่ากับผลตอบแทนทบต้นที่ 52% ที่เรียกได้ว่าอยู่ในระดับมหาศาลทีเดียว

 

 

 

การลงทุนในหุ้น Petrochina ของบัฟเฟตต์ครั้งนี้อาจดูง่าย แต่ทุกอย่างมันล้วนดูง่ายเสมอเวลาย้อนกลับไปดูในอดีต เพราะตอนที่บัฟเฟตต์ลงทุนในหุ้นจีนนั้นประเทศจีนยังไม่ได้มีอนาคตที่ดูเด่นชัดเหมือนทุกวันนี้ อีกทั้งความเสี่ยงด้านการเมืองการปกครองที่มากกว่าประเทศทุนนิยมจ๋าอย่างสหรัฐ การลงทุนครั้งนี้จึงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก จึงไม่แปลกที่กระทั่งผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway จะกังวลไปด้วย

 

แต่ขึ้นชื่อว่าการลงทุน มันย่อมมีความไม่แน่นอนแฝงอยู่ และผลตอบแทนมหาศาลจะเป็นของผู้ที่จัดการความไม่แน่นอนได้ดีที่สุดเท่านั้น เฉกเช่นบัฟเฟตต์ที่ซื้อหุ้น Petrochina ด้วยราคาที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยสูงนั่นเอง

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน