การลงทุน

หุ้นประเทศไหน เหมาะกับการลงทุน

หุ้นประเทศไหน เหมาะกับการลงทุน

หุ้นประเทศไหน เหมาะกับการลงทุน

 

การลงทุนในหุ้นต่างประเทศ กลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางการลงทุนที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยผันผวน และมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ นักลงทุนหลายคนจึงสนใจที่จะไปลงทุนหุ้นต่างประเทศบ้าง แต่ยังนึกไอเดียไม่ออกว่าจะไปประเทศไหน วันนี้ลงทุนศาสตร์จึงนำวิธีการคิด วิธีการมองพิจารณามาฝากกัน

 

นักลงทุนควรวิเคราะห์ประเทศที่อยากจะไปลงทุนด้วย PESTEL model

 

1 P : Political (การเมือง)

 

นักลงทุนต้องเข้าใจสภาพ “การเมือง” ของประเทศที่จะไปลงทุน การเมืองของประเทศมีมีลักษณะเป็นอย่างไร มีโครงสร้างทางการเมืองเป็นอย่างไร ปกครองด้วยวิธีแบบไหน ใครเป็นกลุ่มอำนาจสำคัญ และการเมืองลักษณะนั้นเอื้อให้ธุรกิจไหนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์

 

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีพรรคใหญ่อยู่ 2 พรรคหลัก พรรคเดโมแครตสนับสนุนพลังงานทางเลือก แต่พรรครีพับริกันสนับสนุนพลังงานดั้งเดิม พรรคไหนขึ้นเป็นประธานาธิปดีก็ย่อมมีผลต่ออุตสาหกรรมพลังงาน

 

2 E : Economy (เศรษฐกิจ)

 

นักลงทุนต้องเข้าใจสภาพ “เศรษฐกิจ” ของประเทศที่จะไปลงทุน การเติบโตของเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เศรษฐกิจอยู่ในขั้นระดับใดของการพัฒนา โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมใดเป็นหลัก ความโดดเด่นของประเทศอยู่ที่ไหน

 

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเกาหลีใต้ ที่มีบริษัท Samsung เป็นเหมือนหัวเรือใหญ่ของประเทศในการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี รวมไปถึงภาคธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจที่มีซัพพลายเชนเกี่ยวข้องกับ Samsung จึงมีความน่าสนใจ เพราะอาจจะเป็นหนึ่งในสายอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

3 S : Society (สังคม)

 

นักลงทุนต้องเข้าใจสภาพ “สังคม” ของประเทศที่จะไปลงทุน โดยมุ่งเน้นไปยังสภาพสังคมที่ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนสำคัญที่สุด คือ สภาพโครงสร้างประชากร ที่บ่งบอกถึงความสามารถในการหารายได้ของประเทศ ประเทศที่มีโครงสร้างประชากรอยู่ในวัยทำงานมากกว่า ย่อมมีความน่าสนใจมากกว่าสังคมผู้สูงอายุ

 

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่มีโครงสร้างประชากรเป็นผู้สูงอายุมาก และมีวัฒนธรรมด้านการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและเก็บออม ลักษณะสังคมแบบนี้อาจจะไม่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเท่าไหร่นัก

 

4 T : Technology (เทคโนโลยี)

 

นักลงทุนต้องเข้าใจสภาพ “เทคโนโลยี” ของประเทศที่จะไปลงทุน โดยเฉพาะในแง่ของอุตสาหกรรมที่โดดเด่น และภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมดั้งเดิม นักลงทุนควรเข้าใจว่าเทคโนโลยีหลักที่ประเทศนั้นใช้คืออะไร และส่งผลต่อภาพรวมอย่างไร

 

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีน ที่มีเทคโนโลยีด้านโซเชียลมีเดียแตกต่างจากประเทศอื่นชัดเจน คนส่วนใหญ่ใช้แอป WeChat ในการติดต่อสื่อสารรวมไปถึงชำระเงิน Tencent เจ้าของเทคโนโลยีจึงเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมธนาคารมากกว่าบริษัทเทคโนโลยีทั่วไป

 

5 E : Environment (สิ่งแวดล้อม)

 

นักลงทุนต้องเข้าใจสภาพ “สิ่งแวดล้อม” ของประเทศที่จะไปลงทุน โดยมุ่งเน้นไปที่สภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ สิ่งแวดล้อมที่ต่างกันอาจจะทำให้อุตสาหกรรมหนึ่งน่าสนใจในประเทศหนึ่ง แต่ไม่น่าสนใจในอีกประเทศหนึ่งก็ได้

 

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศพม่า ที่มีพื้นที่ตอนล่างเป็นทะเลเหมาะแก่การดำน้ำ ด้านบนมีภูเขาสูงที่มีหิมะตก ส่วนในเมืองมีวัฒนธรรมด้านศาสนาอยู่มากมาย แบบนี้ประเทศพม่าจึงมีความน่าสนใจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หากระบบขนส่งพัฒนาได้พร้อมกว่านี้

 

6 L : Law (กฎหมาย)

 

นักลงทุนต้องเข้าใจสภาพ “กฎหมาย” ของประเทศที่จะไปลงทุน กฎหมายไหนส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่สนใจบ้าง หรือประเทศไหนมีกฎหมายอะไรที่สร้างจุดดี จุดเด่น ที่สร้างความแตกต่างให้ธุรกิจในประเทศนั้น ๆ

 

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศมุสลิม ที่มีการนำหลักคำสอนมาใช้ในการปกครองประเทศ กลุ่มประเทศเหล่านี้จะได้รับอิทธิพลเรื่องการค้าสุราในประเทศมาก อุตสาหกรรมสิ่งมึนเมาจึงมีความไม่น่าสนใจในประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายจากศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด

 

ทุกครั้งที่นักลงทุนจะไปลงทุนประเทศไหน ควรจับหลัก PESTEL ไปใช้ในการวิเคราะห์ประเทศก่อนเสมอ เพราะต่างประเทศไม่เหมือนไทยที่เราอยู่มาทั้งชีวิต เราจะเข้าใจภาพโครงสร้างได้ง่ายกว่าต่างประเทศมาก

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน