ไลฟ์สไตล์

Berkshire Hathaway, Berkshire In my way

Berkshire Hathaway

Berkshire Hathaway หรือ BRK ถือได้ว่าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในหมู่นักลงทุน แต่อาจจะไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนทั่วไปมากนัก หากถามคนอื่นอาจจะงงว่าบริษัทนี้ทำกิจการอะไร แต่ถ้าถามนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนแนววีไอด้วยแล้ว บริษัทนี้จะเป็นที่รู้จักดี เพราะ BRK เป็นบริษัทของ Warren Buffett มหาเศรษฐีนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลก

 

Warren Buffett เป็นเศรษฐีที่มีสินทรัพย์เป็นอันดับหนึ่งของโลกในช่วงปี 2008 โดยถือได้ว่าเป็นเศรษฐีคนเดียวในหน้าประวัติศาสตร์ที่ติดอันดับหนึ่งของโลกจากการลงทุนในหุ้นเท่านั้น ผลงานการลงทุนของบัฟเฟตอยู่ในรูปแบบการลงทุนผ่านบริษัท holding company ที่มีชื่อว่า Berkshire Hathaway เป็นหลัก ในอดีตบริษัทดังกล่าวเคยเป็นบริษัทสิ่งทอมาก่อน แต่สุดท้ายธุรกิจก็ไปไม่รอด บัฟเฟตที่ซื้อกิจการมาจึงเปลี่ยนธุรกิจมาเป็นประกันภัยแทน โดยนำเงินประกันรับมาลงทุนต่อในหุ้นคุณภาพเยี่ยม จน BRK กลายเป็นบริษัทที่มีสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนอย่างมหาศาล และมีมูลค่าตามราคาตลาด (market cap) สูงติด 10 อันดับแรกของโลกมาอย่างยาวนาน

 

BRK ถือเป็นบริษัท holding company ที่ถือครองบริษัทระดับโลกไว้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น coca cola ผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมระดับโลก walmart ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของอเมริกา PCC ผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินอันดับโลก geico บริษัทประกันภัยที่มีชื่อเสียง dairy queen ผู้ผลิตไอศกรีมเจ้าอร่อย โดยทุกบริษัทในเครือต่างเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานชั้นยอดตามแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investment) ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีวอร์เรน บัฟเฟตเป็นโลโก้ไปเสียแล้ว

 

Warren Buffett เป็นมหาเศรษฐีอันดับโลกที่มีรูปแบบวิถีชีวิตค่อนข้างเรียบง่าย โดยอาศัยอยู่ที่ โอมาฮ่า รัฐเนบราสก้า ซึ่งเป็นเมืองเงียบๆ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งวอร์เรน บัฟเฟตจะออกงานสังคมไม่บ่อยนัก งานทั่วไปที่ออกก็จะเป็นงานระดับยักษ์ มีแต่มหาเศรษฐีอันดับโลกมาพบกัน ถ้าจะพูดถึงมุมมองนักลงทุนรายย่อยธรรมดาๆ แล้ว โอกาสเดียวที่จะได้พบกับมหาเศรษฐีผู้เป็นสุดยอดนักลงทุนคนนี้คงจะหนีไม่พ้นงานประชุมสามัญประจำปีของบริษัท BRK ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยได้พบและซักถามคำถามต่างๆ ได้กับวอร์เรน บัฟเฟตได้โดยตรง ซึ่งในปี 2016 นี้ งานประชุมสามัญประจำปีของ BRK จัดขึ้นในวันที่ 30 เมษายน 2016 ที่โอมาฮ่า รัฐเนบราสก้า สหรัฐอเมริกา งานประชุมที่รวบรวมคนมีฝันด้านการลงทุนหลายหมื่นคนจากทั้งโลกมาไว้ด้วยกัน

 

ในกรณีที่เป็นผู้ถือหุ้น BRK อยู่แล้ว นักลงทุนสามารถตอบรับเอกสารเพื่อรับสิทธิ์การเข้าร่วมประชุมกับทางบริษัทได้เลย แต่ในกรณีที่ไม่ได้ถือหุ้นนี้ นักลงทุนสามารถซื้อสิทธิ์การเข้าร่วมประชุมได้ทาง ebay ในราคาประมาณ 5 เหรียญต่อ 2 คน สนนราคาค่าเสียหายทั้งทริปแล้วสำหรับผู้ที่ต้องการมาเฉพาะงานประชุมเท่านั้น คิดว่า 50,000 บาทบวกลบก็น่าจะเอาอยู่สำหรับชีวิต 4 วัน 3 คืนที่โอมาฮ่า ในกรณีที่หาตั๋วเครื่องบินได้ถูกพอ แต่ถ้าอยากจะเพิ่มเวลาที่นิวยอร์คหรืออยู่เที่ยวที่โอมาฮ่าให้นานมากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็อาจจะขึ้นไปแตะถึงเลข 6 หลักได้อย่างไม่ยากเย็น

 

1

 

ตั๋วเครื่องบินไปอเมริกาของผมเป็นไฟล์ทจากมาเลเซียต่อเครื่องที่กาตาร์ ก่อนจะบินไปนิวยอร์ค ซึ่งผมจึงจำเป็นต้องจองตั๋วขาไปจากไทยไปมาเลเซียด้วย แต่ขากลับจะเป็นกลับมาที่ไทยเลย นอกจากนี้ ผมยังต้องจองตั๋วจากนิวยอร์คไปยังโอมาฮ่าด้วย ซึ่งผมก็เลือกที่จะแวะเปลี่ยนเครื่องที่ชิคาโก้

 

สรุปเส้นทางการเดินทาง

 

Air Asia : BKK > KLIA

Qatar Airways : KLIA > DOH > JFK

United Airlines : LGA > ORD > OMA

United Airlines : OMA > ORD > LGA

Qatar Airways : JFK > DOH > BKK

 

โดยแผนการเดินทางคือ ผมจะอยู่ที่นิวยอร์ค 2 วันเพื่อเที่ยว wall streets และ financial district และอยู่ที่โอมาฮ่าเป็นเวลา 6 วัน เพื่อประชุม BRK 2016 โดยเมื่อนับรวมเวลาอยู่บนเครื่องบินขาไปและขากลับด้วย ผมจะใช้เวลาเดินทางในทริปนี้ทั้งหมดประมาณ 12 วัน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทริปที่หฤโหดที่สุดของผมเท่าที่เคยเที่ยวมาเลยก็ว่าได้

 

สรุปแผนการเดินทาง

 

24/04            เดินทางจากไทยไปนิวยอร์ค

25 – 26/04   เที่ยวนิวยอร์ค

27/04            เดินทางจากนิวยอร์คไปโอมาฮ่า

28/04            เที่ยวในเมืองโอมาฮ่า

29/04            เลือกซื้อสินค้าในเครือ BRK

30/04            ประชุม Berkshire Hathaway 2016

01/05            วิ่ง mini marathon invest in yourself

02/05            เที่ยวสวนสัตว์โอมาฮ่า

03 – 05/05  เดินทางจากโอมาฮ่ากลับไทย

 

2

 

 

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

 

การเดินทางครั้งนี้ไปช่วงเดือนเมษายนซึ่งตรงกับช่วงฤดูใบไม้ผลิของที่โน่น อากาศที่นิวยอร์คประมาณยี่สิบองศากว่าๆ ในขณะที่ที่โอมาฮ่าสิบองศากว่าๆ ผมจึงเตรียมเสื้อกันหนาวไปตัวหนึ่ง และติดกางเกงลองจอนไปด้วยอีกหนึ่งตัว รองเท้าที่ใช้เป็นรองเท้าวิ่ง เพราะในทริปมีการวิ่งมินิมาราธอนด้วย สะพายเป้หนึ่งใบ กระเป๋าถือหนึ่งใบ เพราะตั้งใจจะให้ง่ายและสะดวกที่สุด โดยจะไม่โหลดกระเป๋าเลยเพื่อลดความเสียเวลาในการเอากระเป๋าตอนเปลี่ยนไฟล์ท อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เท่าที่จำเป็น ยาอีกหนึ่งถุง อุปกรณ์อาบน้ำมีไม่มากเพราะนอนโรงแรมซึ่งน่าจะมีให้อยู่แล้ว กล้องคอมแพคหนึ่งตัว เสี่ยวมี่อีกหนึ่งตัว ที่เหลือก็เก็บภาพจากไอโฟน ซิมไปซื้อที่โน้น และเงินดอลแลกไปประมาณ 3,000 เหรียญ พร้อมบัตรเครดิตหนึ่งใบที่มีโปรโมชันรับเครดิตเงินคืน 5% เมื่อมียอดการใช้จ่ายที่ต่างประเทศ

 

3

 

 

การขอวีซ่า

 

การขอวีซ่าไปอเมริกาเป็นที่เลื่องชื่อลือชาถึงความโหดหินหฤหรรษ์ว่าได้ยากมากมาย ผมจึงตัดสินใจหาเอเจนซี่ที่รับทำวีซ่าเป็นคนช่วยจัดการ (จริงๆ คือขี้เกียจ) โดยสนนราคาอยู่ที่ 1,000 – 2,000 บาท ซึ่งเขาก็จะรับหน้าที่ในการกรอกเอกสาร เตรียมเอกสาร ซักซ้อมกำหนดการ และมาส่งผมเข้าสถานทูต ผมมีหน้าที่ไปสถานทูตในวันและเวลาที่เลือกไว้ สัมภาษณ์ และทำตัวให้น่าเชื่อถือ

 

ผมไปถึงสถานทูตก่อนเวลานัดสัมภาษณ์ประมาณครึ่งชั่วโมง รับเอกสารจากพี่เอเจนซี่และมายืนต่อคิว ต่อได้ไม่นานก็มีคนชวนคุย พี่ข้างหน้าเป็นหญิงเดี่ยวไปเที่ยวฮาวายคนเดียวหนึ่งเดือนซึ่งพกโทรศัพท์มือถือมา 3 เครื่องจนสถานทูตไม่ให้เอาเข้า ต้องวิ่งไปฝากตรงสะพานลอยใกล้ๆ เสียค่าฝากไปเครื่องละร้อย ใครจะมาก็พกมาเครื่องเดียวพอ ส่วนพี่ข้างหลังเป็นหญิงเดี่ยวไปเยี่ยมแฟนที่อเมริกาหนึ่งเดือนเช่นกัน เอกสารหนาเป็นปึก และมาในชุดข้าราชการ

 

เสียงครางฮือในห้องขนาดไม่ใหญ่มากดังขึ้นเป็นระยะ ตัวผมเองมีประมาณสิบคิวอยู่ก่อนหน้า ครอบครัวฝั่งโน้นมากัน 5 คน ลูกเด็กเล็กแดงเต็มไปหมด… ไม่ผ่าน พี่ฮาวายโทรศัพท์สามเครื่องข้างหน้า… ไม่ผ่าน พี่คนไทยชุดเต็มยศไปเยี่ยมแฟน… ไม่ผ่าน นักเรียนไทยที่จะเรียนต่อตรงอีกช่องหนึ่งก็คุยกันมาร่วมสิบนาทีแล้ว สถานการณ์มาคุอย่างรุนแรง จนกระทั่งลำดับต่อไปไล่จนมาถึงผม

 

คุณฝรั่งหน้าตาใจดีที่ปฏิเสธการออกวีซ่าให้คนไทยคิวหน้าผมมาไม่ต่ำกว่า 5 ชีวิตเอ่ยทักผมเป็นภาษาไทยด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส เขาถามประวัติเล็กน้อย อาชีพ งานที่ทำ ก่อนจะเริ่มเข้าคำถามว่าไปอเมริกาทำไม ผมตอบไปง่ายๆ ว่าจะไปประชุมกับวอร์เรน บัฟเฟต คราวนี้คำถามเปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษว่าวอร์เรน บัฟเฟตเป็นใคร และสำคัญต่อชีวิตผมอย่างไร ซึ่งผมก็ใช้ทักษะภาษาอันอ่อนด้อยเล่าถึงความนิยมชมชอบในตัวปู่ เล่าว่าผมนี่นะเป็นนักลงทุน รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ผมพูดไปเรื่อยๆ เขาไม่บอกให้หยุดพูด ผมก็พูดไม่หยุด หลังๆ ไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับบัฟเฟต ผมก็เริ่มเล่าเรื่องแนวทางการลงทุนของตัวเอง เล่าแนวคิดของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า อีกนิดเดียวก็ได้ชวนมาเปิดพอร์ตลงทุนด้วยกันเสียแล้ว แต่คุณฝรั่งคนนั้นก็ยกมือขึ้นตัดบทขึ้นมาเสียก่อนว่า

 

ผ่าน…

 

โอเค สงสัยจะรำคาญ แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใด หลังจากนั้นสามวัน พาสปอร์ตพร้อมกับวีซ่าก็มาถึงบ้านของผมเป็นที่เรียบร้อย สำเร็จไปอีกหนึ่งขั้นตอน

 

4

 

ออกเดินทาง

 

ความจริงก่อนจะไปอเมริกาในครั้งนี้ ผมได้ไปเที่ยวเวียดนามมาเป็นเวลา 4 วันเต็ม ตะลุยมาตั้งแต่โฮจิมินห์ – ดาลัด – มุยเน่ ตั้งแต่ 20 – 23 เมษายน 2016 ก่อนจะกลับมาพักร่างที่ไทยเป็นเวลาหนึ่งคืน ผมใช้เวลาจัดกระเป๋าใหม่แค่ไม่นาน ก่อนจะตื่นขึ้นมาใหม่ในเช้าวันที่ 24 เมษายนเพื่อออกเดินทางอีกครั้ง ผมโบกแท็กซี่จากหน้าคอนโดย่าน king’s goddess มุ่งหน้าตรงสู่ดอนเมือง คนขับถามผมว่าขาเข้าหรือขาออก นั่นสิ ขาเข้าหรือขาออก เข้านี่คือคนเข้าหรือเครื่องเข้า ผมเองก็ไม่เข้าใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสได้เป็นผู้บริหาร AOT จะสั่งปฏิรูปองค์กรทั้งหมด เสียดายว่ายังไม่ได้เป็น ผมเลยตอบพี่แท็กซี่ไปว่าขาที่ผมจะออกจากไทยไปเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งพี่เขาก็ดูเข้าใจดีและพาผมมาอย่างถูกต้อง

 

ผมจัดการเช็คอินมาจากที่บ้านพร้อมพิมพ์ใบบอร์ดดิ้งพาสมาเรียบร้อย ผมเดินเข้าไปยังจุดตรวจคนเข้าเมืองอย่างสง่าผ่าเผย ก่อนจะพบว่าใบสำหรับกรอกเพื่อผ่านตม.นั้นต้องไปเอาที่เคานเตอร์เช็คอิน ผมเดินออกจากตม.อย่างอายๆ แต่ก็ไม่แสดงอาการมาก ผมพยายามทำสีหน้าเคร่งขรึมขณะเดินผ่านจุดตรวจบอร์ดดิ้งพาสกลับมาด้านนอก ก่อนจะไปยืนต่อแถวตรวจเคานเตอร์แอร์เอเชียอยู่พักหนึ่งก่อนจะพบว่าใบตม.สามารถเดินไปหยิบได้เลยโดยไม่ต้องต่อคิว ถึงจุดนั้นผมก็เริ่มสับสนว่าสติปัญญาของผมจะพาผมไปถึงอเมริกาได้ไหม แต่ถึงกระนั้น ผมก็ผ่านตม.และด่านตรวจกระเป๋าไปได้อย่างสบายๆ ผมตัดสินใจไปนั่งกินข้าวกะเพราหมูไข่ดาวเป็นการส่งท้ายบ้านเกิดเมืองนอน ก่อนจะขึ้นเครื่องเจ้าหางแดงน้อยมุ่งตรงสู่ประเทศมาเลเซียอย่างสวัสดิภาพแบบเมาเครื่องเล็กน้อยพอเป็นพิธี

 

ผมมาถึง KLIA2 ก่อนเวลาเครื่องไปโดฮาออกพอสมควร ผมเดินเล่นวนไปวนมาฆ่าเวลาอยู่นาน ก่อนจะค้นพบว่าสนามบินที่ผมต้องไปขึ้นเครื่องคือ KLIA แต่ที่นี่เป็น KLIA2 ซึ่งต้องนั่งรถไฟฟ้าเชื่อมไป ประเด็นคือถ้ามันห่างกันแบบดอนเมือง – สุวรรณภูมิผมก็น่าจะตกเครื่อง ผมเริ่มขำอย่างเสียสติ โชคดีที่สติของเก่าก็มีไม่มาก เลยยังดูไม่ค่อยเหมือนคนบ้าเท่าไหร่ ผมจัดการหาตั๋วรถไฟฟ้าไปอีกสนามบินหนึ่ง แลกเงินริงกิตไปตีตั๋วเรียบร้อย ขึ้นไปนั่งมองไฟลท์แอดเทนแดนซ์เพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงสนามบินอีกแห่งแล้ว ใกล้กว่าที่คิดพอสมควร ผมยังพอมีเวลาเดินเล่น และนั่งกินนาซีเลอมัก อาหารขึ้นชื่อของมาเลเซียไปหนึ่งอิ่ม ก่อนจะตีตั๋วจากมาเลเซียมุ่งตรงสู่โดฮา ประเทศกาต้าร์

 

สนามบินโดฮาใหญ่กว่าที่ผมคิดมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกาต้าร์ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการบินค่อนข้างมาก นัยว่าจะให้กาต้าร์แอร์เวย์ช่วยดึงคนเข้าประเทศ หลังจากผมลงจากเครื่องที่มาจากมาเลเซีย ผมก็เดินวนไปวนมาในสนามบิน เพราะจะตามหาเลาจน์ที่บัตร priority pass ของผมสามารถใช้ได้ เจ้าหน้าที่ก็บอกให้ผมเดินไปเดินไปโดยใช้เท๊ดดี้แบร์เป็นแลนมาร์ค ผมก็เดินเดินเดิน กว่าจะรู้ตัวว่าหมีหน้าตาประหลาดกลางสนามบินได้รับสมญานามว่าเท๊ดดี้แบร์แทนเจ้าหมีขนฟูที่อยู่ในความคิดผม ผมก็เดินวนรอบเจ้าหมีไปสามรอบ และจึงได้ฤกษ์มานั่งหย่อนตัวที่เลาจน์ที่หมายตาไว้ในที่สุด

 

สนามบินโดฮาน่ารักดี เหตุผลเดียวของผมคือสนามบินโดฮามี sprite zero ให้กินด้วย โดยส่วนตัวผมเป็นคนติดน้ำอัดลมแบบไดเอทมาก ซึ่งก็เคยกินแต่โค๊กซีโร่กับแป๊ปซี่แมกซ์ พอมาเจอสไปรท์ซีโร่ ผมนี่ดีใจเลย กินไปเกินสิบกระป๋องแน่ๆ ผมกินสไปรท์ซีโร่จนตัวบวมแก๊สได้ที่แล้วก็ย้ายตัวเองไปขึ้นเครื่องมุ่งหน้าตรงสู่มหานครนิวยอร์ค

 

ด้วยความที่ระยะเวลาการบินจากโดฮาไปนิวยอร์คยาวนานกว่า 14 ชั่วโมง ผมจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนหลับตุนแรงตามที่พี่อเมริกาได้เตือนไว้ว่าถ้านอนไม่พอจะมีอาการเจ๊ทแล๊ก ผมก็นอน สักพักก็ตื่นมากินข้าว นอน ตื่นมากินขนม วนไปวนมาแบบนี้จนถึงจุดหมายปลายทาง ตอนแรกผมเคยคิดว่าการนั่งตั๋วชั้นประหยัดระยะไกลๆ คงจะทรมานมาก แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่มากมายอย่างที่คิด นอนให้หลับไป อึดใจเดียวก็ถึงแล้ว แถมราคาตั๋วที่ผมได้ก็ประหยัดสมชื่อ มาเลเซีย > โดฮา > นิวยอร์ค > โดฮา > กรุงเทพ ทั้งไปและกลับสนนราคาอยู่ที่ 18,000 เท่านั้น ราคาแบบนี้ต่อให้นั่งจนหลังแข็งก็คงต้องยอม

 

5

 

 

มหานครที่รัก

 

ผมมาถึงนิวยอร์คที่เวลาท้องถิ่นประมาณเก้าโมงเช้า ท้องฟ้าสว่างสดใส แต่ในหัวผมที่มึนไปหมด เพราะถ้าเทียบกับเวลาที่ไทย ผมกำลังจะได้เวลานอนพอดี ใจผมลอยไปรออยู่ที่เตียงโรงแรมเป็นที่เรียบร้อย แต่ผมต้องสู้ ผมมีเวลาอยู่ที่นิวยอร์คแค่ 2 วันเท่านั้น อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเมืองที่เป็นเป้าหมายของการบุกโจมตีของเอเลี่ยนจากหนังทุกเรื่องขนาดนี้ ผมจะเอาเวลาไปนอนอืดอยู่ในห้องก็กะไรอยู่

 

ผมออกจากสนามบินโดยใช้บริการรถบัสเชื่อมต่อระหว่างสนามบินกับเกาะแมนฮัตตัน (จุดที่เป็นใจกลางเมืองของนิวยอร์ค) ที่ชื่อ NYC airporter ซึ่ง first impression ของผมกับอเมริกาไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก พนักงานขายตั๋วทำหน้าบูดบึ้งและเหม็นเบื่อตลอดเวลา โชคดีที่พนักงานขายซิมการ์ดค่อนข้างน่ารักและอัธยาศัยดี คอยตอบคำถามที่ประกอบขึ้นด้วยภาษาอังกฤษง่อยๆ ของผมมาอย่างใจเย็น สรุปคือผมเสียค่าซิมการ์ดสำหรับเล่นเน๊ตและโทรศัพท์ไม่อั้น 1 เดือนเต็มที่ 85 เหรียญ และค่าตั๋วรถเข้าเมืองที่ 16 เหรียญ และกำลังนั่งกอดกระเป๋าอยู่บนรถบัสแบบใจตุ้มๆ ต่อมๆ ยอมรับเลยว่าผมเคยเที่ยวอยู่แต่ในเอเชียเท่านั้น และนี่เป็นการเดินทางออกนอกทวีปครั้งแรกของผม แถมยังมาที่ประเทศที่ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ มนุษย์เอเชียโง่ๆ อ้วนๆ คนหนึ่งนั่งจ๋องอยู่คนเดียว ในใจก็ถามตัวเองตลอดว่าจะรอดไหมนี่ การมาอเมริกาคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดเลย

 

11

 

ผมฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อนจะทำใจออกโบยบินสู่มหานครนิวยอร์ค เป้าหมายแรกของผมคือ central park ผมเดินลัดเลาะจากโรงแรมมาเรื่อยๆ ตามทางเชื่อมรถไฟฟ้าใต้ดิน จัดการซื้อบัตรและเข้าไปในสถานีเป็นที่เรียบร้อย ผมค้นพบว่ารถไฟฟ้าที่นี่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่าที่คิดมาก สถานทีจะบอกคร่าวๆ แค่ว่าขบวนนี้ไปทางเหนือหรือไปทางใต้ คนขึ้นต้องไปดูแผนที่เองว่ารถไฟขบวนนี้สถานีต่อไปทางเหนือหรือทางใต้คืออะไร ไม่มีตารางรถไฟฟ้าให้เห็นแบบชัดเจนอย่างที่โตเกียว ผมเองก็วนอยู่ในสถานีสิบกว่านาทีกว่าจะจับสังเกตได้ บางขบวนก็ด่วน บางขบวนก็ไม่ด่วน บางทีก็ไม่จอดในสถานีที่ผมอยากลง ตื่นเต้นดี แต่ไม่เป็นไร ผมถือคติด้านได้อายอด นั่งวนๆ ไป ถ้าไม่ถอดใจเสียก่อน เดี๋ยวก็ถึงเอง

 

6

 

 

ปอดของเมืองใหญ่

 

Central Park เหมือนสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวงอย่างนิวยอร์ค ถ้าใครมีโอกาสมาที่นี่ก็คงหลงรักในความแตกต่างอย่างลงตัวของที่นี่ ต้นไม้สีเขียวขจีตัดกับติดสูงเสียดฟ้า ยิ่งมองจากตรงนี้ยิ่งเห็นว่าตึกที่นิวยอร์คนั้นสูงมากๆ มากแบบต้องแหงนหน้ามองแทบทุกตึกไป การมีสวนสีเขียวอยู่ตรงกลางเมืองแบบนี้คงให้ความรู้สึกผ่อนคลอยกับนิวยอร์คเกอร์ได้มาก ผู้คนต่างๆ พากันมาพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย เดินเล่น พลอดรัก (อิจฉาจัง) รวมไปถึงเปิดการแสดงขนาดย่อมซึ่งผมก็ไม่มั่นใจว่าทำเพื่อโชว์ความสามารถหรือแลกกับเงินในกระเป๋าตังคนดูเป็นสำคัญ ผมเดินผ่านผู้คนเหล่านั้นไปและมองหาสวนสัตว์เซนทรัลพาร์คที่เป็นเหมือนแหล่งท่องเที่ยวเล็กๆ ในสวนสาธารณะแห่งนี้

 

7

8

 

สวนสัตว์เซนทรัลพาร์คค่อนข้างเล็ก และสัตว์ที่จัดแสดงก็มีค่อนข้างน้อย ตรงกันข้ามกับจำนวนคนที่มีมากมายเต็มไปหมด ผมใช้เวลาในการเดินดูสัตว์ที่อยู่ในนี้เพียงไม่นานก็ครบแล้ว เปลี่ยนมาใช้เวลาที่เหลือในการนั่งมองเด็กๆ ที่มาเที่ยวเล่นในสวนสัตว์แทน อเมริกามีความน่ารักอย่างหนึ่งคือมีความหลากหลายของผู้คนอยู่มาก ผมนั่งมองเด็กๆ จากประเทศนั้นประเทศนี้เดินผ่านไปมา ผมตัดสินใจนำแผนการเที่ยวในมือถือขึ้นมาตัดสถานที่บางอย่างทิ้ง เหลือแต่ที่ที่อยากไปจริงๆ เท่านั้น อยู่ดีๆ ผมก็อยากนั่งอยู่ที่สวนสัตว์เล็กๆ นี้นานขึ้นอีกสักหน่อย

 

10

 

 

จัตุรัสแห่งความวุ่นวาย

 

ผมอยู่ที่สวนสัตว์จนถึงเวลาบ่ายสามโมงได้ ก่อนจะกลับมาที่โรงแรมซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไปจาก time square เท่าไหร่นัก ผมเองจองตั๋วละครบรอดเวย์มาจากที่ไทยด้วย จึงตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่เหลือของวันนี้เดินเล่นที่ไทม์สแควร์และดูละครบอร์ดเวย์เท่านั้น ผมลี้ภัยกลับมานอนพักที่โรงแรมเป็นเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง พอฟ้าเริ่มขมุกขมัว ผมก็ออกไปตากลมหนาวเที่ยวเล่นกับแสงไฟในนิวยอร์คอีกครั้ง

 

9

 

ไทม์สแควร์เป็นสถานที่ที่มีเอนโทรพีสูงมาก ผมเองก็เคยเที่ยวเมืองใหญ่ที่ได้ชื่อเรื่องความวุ่นวายไม่น้อย แต่สุดท้ายก็ต้องยกรางวัลชนะเลิศให้ไทม์สแควร์อยู่ดี ผมเคยได้ยินว่าที่นี่เป็นที่ที่ค่าโฆษณาแพงที่สุดในโลก ผมเองก็ไม่รู้ว่าจริงไหม เพราะก็ไม่มีโอกาสได้เห็นราคาค่าโฆษณาจากทั่วโลกสักที ที่นี่ก็เป็นเหมือนย่ายใจกลางเหมือนหลวงทั่วไป เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า โชว์รูมของสินค้าแบรนด์ดัง ป้ายโฆษณา ตึกสูงเสียดฟ้า ผู้คนในชุดทันสมัย และบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความเป็นเมืองหลวง กล้องในมือผมรัวจับภาพไม่หยุด ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผมหลงรักสถานที่แห่งนี้มาจากหนังเรื่องหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของผมอย่างมาก ผมซึมซับบรรยากาศของจัตุรัสแห่งความวุ่นวายอย่างอารมณ์ดี ที่นี่มีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะเมื่อนิวยอร์คเกอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการแต่งตัวจัดได้มาผสมกับไทม์แสควร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราฟู่ฟ่า ผมว่ามันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างมากทีเดียว

 

14

 

 

In sleep he sang to me…

 

ผมกำลังยืนต่อแถวเข้าโรงละครบนถนนบรอดเวย์ที่อยู่ถัดมาจากไทม์แสควร์เพียงช่วงตึกเดียวเท่านั้น พูดถึงชื่อถนนนี้แล้วคงไม่มีใครไม่รู้จักคำที่แทบจะใช้เป็นต้นตำรับในการเรียกละครเวทีแบบมิวสิคัลไปเสียแล้ว ผมจองตั๋วละครเรื่อง the phantom of the opera มาจากไทยเรียบร้อยแล้วที่ราคาประมาณ 140 เหรียญ ดูจากภายนอกแล้วโรงละครดูเป็นเหมือนเพียงห้องแถวขนาดสามคูหาเท่านั้น แต่เมื่อเข้าไปด้านในแล้ว ผมค้นพบว่ามันใหญ่โตกว่าที่คิดมาก มันมีสภาพเหมือนสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ตย่อมๆ เลย แสงสีเสียงพร้อมอย่างเต็มพิกัด เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของผู้คนเงียบลงทันทีที่แสงไฟภายในห้องดับลง เสียงอินโทรที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้นเป็นการเริ่มต้นละครเวทีฉากนั้น ผมยิ้มกว้างออกมาอย่างอดไม่ได้ทีเดียว

 

13

 

ละครบรอดเวย์ก็ยอดเยี่ยมสมชื่อเสียงที่ร่ำลือกันไปทั่วโลก สำหรับตัวผมเอง ผมประทับใจเสียงร้องที่เพราะและทรงพลังของคริสทีนมากที่สุด น่าเสียดายที่สุดท้ายคริสทีนก็เลือกราอูลที่เป็นคนที่ควรคู่กันที่สุด แฟนธ่อมจึงได้เป็นเพียงแค่ความลับที่ซ่อนอยู่หลังโรงละครต่อไป

 

12

 

ผมแบกความรู้สึกหน่วงๆ ที่คล้อยตามบทละครในเรื่องกลับโรงแรมที่ห่างออกไปในระยะเดิน 1 นาทีถึงเท่านั้น โชคดีที่ทิวทัศน์ห้องมุมจากชั้น 22 ของ intercontinental time square สวยจนผมลืมอารมณ์น้อยใจแทนแฟนธ่อมไปอย่างหมดสิ้น ผมนอนมองวิวนิวยอร์คราตรีที่ดูจะมีชีวิตชีวาตลอดคืนนี้จนหลับไป

 

15

 

 

รำลึกสถานด้านการเงิน

 

เช้านี้ผมมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เป็นเพียงคำแนะนำเล็กๆ อยู่ในหนังสือนำเที่ยวเท่านั้น แต่สำหรับผม มันถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญมากที่เดียว financial district หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่าย่านการเงิน คือเป็นด้านใต้ของเกาะแมนฮันตัน โดยเป็นบริเวณที่เป็นศูนย์รวมของสถาบันการเงินต่างๆ รวมไปถึงสถานที่ชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค (New York Stock Exchange; NYSE) ถนนวอลล์สตรีท (Wall’s Street) รวมไปถึงรูปปั้นกระทิง (Charging Bull)

 

Financial district นั้นมีเสน่ห์มากสำหรับผม ใครหลายคนที่พูดว่านิวยอร์คเกอร์แต่งตัวกันจัดแล้ว ผมพูดได้เลยว่านิวยอร์คเกอร์ที่ถนนเส้นนี้จะยิ่งแต่งตัวจัดขึ้นไปอีก ทุกคนใส่สูทผูกไทด์อย่างเนี๊ยบ เสื้อผ้าหน้าผมที่ราวกับหลุดมาจากหนังสือแฟชัน ทุกคนหุ่นดีบุคลิกดี ราวกับแถวนี้จะเป็นรันเวย์ก็ไม่ปาน

 

ผมออกสถานีรถไฟฟ้ามาอย่างงงๆ พร้อมกับยืนหัวหมุนอยู่ตามถนนที่เรียงรายไปด้วยตึกระฟ้าแถบนั้น สารภาพกันตามความจริงคือผมกำลังหลงทาง ผมหลบมุมมายืนเปิดแผนที่บนกูเกิ้ลอย่างเงียบๆ แน่นอนว่าผมไม่เลือกที่จะถามทางใคร เพราะจากคำบอกเล่าจากเพื่อนๆ ของผมแล้ว การถามทางที่นิวยอร์คไม่เป็นเรื่องที่น่าพิสมัยเท่าไหร่นัก ถ้าไม่ถูกปฏิเสธจนหน้าแตกก็อาจจะนำมาซึ่งการขู่ขอเงินจากคนไร้บ้านที่ดูนิสัยไม่ค่อยจะดี

 

“Where do you want to go?”

 

ชายรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทสุดเนี๊ยบเอ่ยถาม จนผมต้องเงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์มือถือ ผู้หวังดีคนนี้แสดงสีหน้าชัดเจนว่ากำลังรีบ แต่ดูเหมือนว่าเขาก็อยากจะช่วยเหลือนักท่องเที่ยวแปลกหน้าไปด้วย สีหน้าของเขาเลยฉายชัดออกมาว่าต้องการคำตอบโดยเร็ว

 

“The Museum of American Finance, please”

 

“This way”

 

นิวยอร์คเกอร์ชี้มือง่ายๆ พร้อมออกเดินต่อไปอย่างรวดเร็ว ผมเอ่ยปากกล่าวขอบคุณตอบหลังไป แต่ผู้หวังดีก็ไม่ได้แสดงทีท่าว่ารับรู้แต่อย่างใด ผมเดินทางไปยังเส้นทางที่ชายคนนั้นแนะนำและก็ได้พบกับพิพิธภัณฑ์ที่ผมตั้งใจมาถึงในที่สุด

 

The Museum of American Finance หรือที่มีชื่อเล่นว่า MOAF เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวมรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเงินของประเทศอเมริกาเอาไว้ โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ที่อดีตเป็นธนาคารที่เก็บทองคำอันเป็นหลักทรัพย์ในการพิมพ์เงินของประเทศ

 

ผมคิดว่านักการเงินและนักลงทุนทุกคนน่าจะหลงรักพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ภายในของมันประกอบไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ของการเงินการธนาคารตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ประวัติศาสตร์และเรื่องราวของธนบัตรรูปแบบต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมทองคำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การเป็นสินทรัพย์อีกหนึ่งประเภท

 

อีกด้านของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเฉพาะตราสารทางการเงินที่สำคัญ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน อันได้แก่ ตราสารหนี้ ตราสารทุน (หุ้น) และตราสารอนุพันธ์ โดยบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงมีสิ่งจัดแสดงต่างๆ ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ ใบหุ้นตั้งแต่สมัยเกือบร้อยปีที่แล้ว อุปกรณ์การรายงานราคาหุ้นและสั่งซื้อหุ้นตั้งแต่สมัยยังไม่มีระบบอินเตอร์เน็ท รวมไปถึงภาพลำดับเล่าถึงไทม์ไลน์ของตลาดหลักทรัพย์ไว้อย่างน่าสนใจ

 

MOAF อาจจะไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมา แต่สำหรับนักลงทุนแล้ว ที่นี่ถือเป็นอีกแลนด์มาร์คหนึ่งในนิวยอร์คที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มันอบอวลไปด้วยความรู้สึกด้านการเงินการธนาคาร สำหรับผมแล้วมันสุขใจเป็นอย่างยิ่ง ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นอารมณ์เดียวกับแฟนคลับหนังเกาหลีที่ได้มาสัมผัสฉากสำคัญที่ถ่ายทำภาพยนตร์อย่างใดอย่างนั้น แค่มาถึงก็อิ่มใจแล้ว

 

16

17

18

19

20

 

เหนือกว่าวอลล์สตรีท

 

ผมออกมาจาก MOAF ในเวลาเกือบเที่ยง มองซ้ายมองขวาอย่างงงๆ ก่อนจะเดินเข้ากลับไปถามพนักงานในพิพิธภัณฑ์อีกครั้งว่าวอลล์สตรีทไปทางไหน คำตอบที่ได้ก็ทำเอาผมต้องหลุดหัวเราะออกมาในความไม่รู้ของตัวเอง ตอนนี้นี่แหละ ผมเดินอยู่บนวอลล์สตรีทแล้ว

 

วอลล์สตรีทเป็นถนนเส้นเล็กที่พาดผ่านไปบนตึกสูงเสียดฟ้าจำนวนมาก อาจจะเป็นความโชคดีของผมที่ชมพิพิธภัณฑ์เสร็จในเวลาประมาณเที่ยงพอดี เมื่อผมเดินเล่นไปบนวอลล์สตรีท ผมก็เจอกับยอดมนุษย์การเงินออกมาเดินกันอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างที่ทุกคนรู้ว่าคนทำงานสายการเงินปรกติจะแต่งตัวค่อนข้างเนี๊ยบเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว พอมาเจอมนุษย์การเงินที่เป็นนิวยอร์คเกอร์ด้วยแล้ว ผมแทบจะเหลียวหลังมาตามกันเลยทีเดียว

 

21

22

23

 

หลังจากที่ผมเดินเล่นอยู่บนวอลล์สตรีทจนพอใจ ผมก็เปิดแผนที่บนกูเกิ้ลอีกครั้งเพื่อไปยังเป้าหมายต่อไป เนวิเกเตอร์พาผมลัดเลาะไปตามถนนเล็กๆ ที่ตัดไปจากวอลล์สตรีท ดูเหมือนผมจะมาไม่ผิดทาง เพราะผู้คนมากมายต่างก็เดินอย่างเร่งรีบบนถนนเส้นนี้ เผลอไม่นานผมก็เดินทะลุมายังถนนเส้นหลักอีกเส้นหนึ่ง และเมื่อเงยหน้าก็พบกับตึกขนาดไม่สูงเท่าไหร่ที่ผมได้เห็นแต่ในภาพเท่านั้น

 

25

 

New York Stock Exchange ในตำนานนั่นเอง ตึกนั้นตั้งตระหง่านอยู่บนถนนเส้นที่ผมเพิ่งมาถึง และถึงแม้ว่าตึกนี้จะไม่เปิดให้เข้าชมด้านในได้ แต่นักท่องเที่ยวจำนวนมากก็รุมยืนถ่ายรูปอยู่ด้านหน้าอย่างคับคั่ง ผมเองก็รัวชัตเตอร์จนพอใจก่อนจะเดินไปยังเป้าหมายสุดท้ายที่อยู่ไม่ห่างออกไปบน financial district แห่งนี้

 

26

 

Charging Bull หรือรูปปั้นกระทิงประจำวอลล์สตรีทเป็นที่หมายสุดท้ายสำหรับผม ดูท่าทางเจ้ากระทิงนี่จะเป็นสถานที่แลนด์มาร์คที่ถ่ายรูปสำคัญที่สุดบนถนนแห่งนี้ เพราะมีคนยืนรอต่อคิวถ่ายรูปอยู่เป็นจำนวนมาก ผมเองในตอนแรกก็เกือบจะตัดใจเสียแล้ว เพราะคนเยอะมากและต่างฝ่ายก็ต่างแย่งกันถ่าย แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ได้คนจีนคนหนึ่งช่วยถ่ายรูปให้ในที่สุด เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในทริปนี้ที่ผมสละกล้องถ่ายรูปให้คนแปลกหน้าช่วยถ่ายให้ นอกจากเขาจะไม่วิ่งหนีไปอย่างที่กังวลแล้ว ภาพที่ถ่ายมาก็สวยถูกใจผมมากเลย คุ้มค่ากับที่ผมเอ่ยขอบอกขอบใจไปอย่างมากมาย

 

27

 

 

นิวยอร์คที่เหลืออยู่

 

วันที่เหลือของผมในนิวยอร์คไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่นัก ผมใช้เวลาที่เหลือไปกับการตะลอนกินของเด็ดของดังประจำนิวยอร์ค ไม่ว่าจะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ Shake Shack ชื่อดังที่ได้ชื่อว่าถ้าไม่กินแล้วเหมือนมาไม่ถึงนิวยอร์ค (ซึ่งตั้งห่างจากโรงแรมผมไปไกลถึง 10 เมตร ความตื่นเต้นในการตามหาร้านเท่ากับศูนย์) เครปเค้กรสชาติเด็ดของ Lady M ที่ก็ขึ้นชื่ออีกแล้วว่าถ้าไม่กินเหมือนมาไม่ถึงนิวยอร์ค บางทีการมาให้ถึงนิวยอร์คนี่ก็ต้องทำอะไรหลายอย่างกว่าที่คิดนะ

 

แผนการที่จะขึ้นไปชมทะเลตึกจาก Empire State ของผมเป็นอันล้มไม่เป็นท่า เพราะอยู่ดีๆ ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก ร่มก็ไม่มี เสื้อกันฝนก็มีแต่อยู่ที่โรงแรม ผมวิ่งตากฝนกลับโรงแรมอย่างยอมแพ้ เป็นอันว่าปิดทริปนิวยอร์คไว้แต่เพียงเท่านี้ คืนนี้คงต้องนอนเก็บแรงเอาไว้ เพราะพรุ่งนี้ต้องมุ่งหน้าสู่โอมาฮ่าบ้านเกิดปู่แล้ว ผมจัดกระเป๋าไว้พร้อมสำหรับการเคลื่อนพลก่อนจะนอนหลับไปพร้อมกับอาการมึนหัวเล็กน้อยพอเป็นพิธี

 

ผมตื่นเช้ามาด้วยอาการเวียนหัวนิดๆ ถึงแม้ว่าไฟลท์บินออกจากนิวยอร์คของผมจะเป็นเวลาเกือบเที่ยง แต่ผมก็ตัดสินใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ไม่เจ็ดโมงเช้าดี เพราะสายการบิน United Airlines ที่ผมใช้บริการเพื่อไปหาปู่นั่นไม่ได้อยู่ที่สนามบิน John F. Kennedy  เหมือนขามาจากโดฮา แต่อยู่ที่สนามบิน LaGuardia ซึ่งผมก็ไม่อยากเสี่ยงกับการตกเครื่องบินเท่าไหร่นัก โชคดีที่ NYC airporter ที่ผมใช้บริการขามาจาก JFK มีให้บริการไปที่ LGA ด้วย ผมจึงไปสถิตอยู่ที่สนามบินตั้งแต่แปดโมงกว่าๆ เท่านั้น

 

ผมกำลังเขี่ยพิซซ่ากับไก่ทอดในจานไปมาอย่างเบื่อหน่าย โดยส่วนตัวผมเป็นคนไม่ชอบกินขนมปังมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว อยู่ไทยก็ไม่ชอบ ผมเป็นมนุษย์ rice lover ชอบกินข้าว ถ้าไม่ได้กินข้าวในมื้ออาหารจะรู้สึกเหมือนไม่สุด มันไม่ถึงใจ แต่พอมาที่นี่ก็ต้องรับสภาพ เพราะข้าวหากินยากถ้าไม่ใช่ร้านอาหารเอเชีย ส่วนใหญ่ที่นี่ก็มีแต่สลัด แซนวิส พิซซ่า ไก่ทอดไปตามเรื่องตามราว ซึ่งสารภาพตรงๆ ว่าผมโคตรเบื่อเลย บางมื้อกินแซนวิสได้ขึ้นชิ้นก็ไม่อยากกินต่อแล้ว ไม่รู้จะฝืนไปทำไม ทุกครั้งที่หาร้านอาหารก็มองหาข้าวตลอด แต่ก็น่าเสียดายที่มันไม่ค่อยจะมี

 

วันนี้ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่ค่อนข้างหนักในการเดินทาง เพราะผมต้องบินจากลากัวเดียร์ไปที่ชิคาโก้ก่อน แล้วจึงเปลี่ยนเครื่องไปโอมาฮ่าในภายหลัง ขาจากนิวยอร์คไปชิคาโก้ยังไม่หนักมาก เพราะเครื่องบินเป็นเครื่องลำใหญ่ แต่ขาจากชิคาโก้ไปโอมาฮ่านี่ต้องเรียกว่ามรสุมชีวิตจริงๆ เครื่องบินไฟลท์หลังมีขนาดเล็ก ความกว้างขนาดสี่คนเท่านั้น ผสมกับสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดการเดินทาง ฝนตกหนัก เครื่องบินก็ส่ายไปส่ายมาตามสภาพอากาศ พูดได้เลยว่ามันเป็นการเดินทางด้วยเครื่องบินที่แย่มากอีกครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

 

ผมพยายามดึงความสนใจไปจากสภาพการเดินทางที่ย่ำแย่ สุดท้ายผมก็พบเรื่องที่น่าสนใจว่าเหมือนทุกคนที่อยู่รอบตัวผมจะเป็นมนุษย์ด้านการเงินทั้งนั้น คนด้านหน้าผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับวางแผนเกษียณ คนข้างขวาของผมอ่านหนังสือการวิเคราะห์บริษัทเพื่อการลงทุนในหุ้น ส่วนสองคนข้างหลังก็กำลังแตกฟองกันเรื่องราคาน้ำมันและทองคำ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่เที่ยวบินมุ่งหน้าไปโอมาฮ่าแล้ว แต่นี่เป็นเที่ยวบินมุ่งหน้าไปงานประชุมของปู่มากกว่า ผมรู้สึกเหมือนได้กระเถิบเข้ามาใกล้โลกของการเงินอีกนิดหนึ่งแล้ว

 

ผมเรียกแท็กซี่ทันทีที่ออกจากสนามบิน ความฉลาดอย่างยิ่งของผมคือไปยืนรอจนจุดเรียกแท็กซี่แต่ไม่กดปุ่มเรียกแท็กซี่ ฝนก็ตกหนาวก็หนาวยืนรอตั้งนานนึกว่าเมืองร้างเสียแล้ว ไม่มีแท็กซี่สักคัน เดชะบุญที่แท็กซี่ที่ต่อคิวอยู่คงรำคาญผมจึงขับรถออกมาตะโกนบอกให้กดปุ่มเรียกแท็กซี่ก่อน ผมเดินไปกดในขณะที่แท็กซี่คันนั้นวนกลับไปรอที่คิว และเมื่อผมกดเรียบร้อยก็เป็นแท็กซี่คันเดิมนั่นแหละที่วนมารับผม ตลกดี

 

Omaha หรือโอมาฮ่าเป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในรัฐเงียบๆ ชื่อ Nebraska หรือเนบราสก้า สหรัฐอเมริกา เชื่อขนมกินได้เลยว่าถ้าคุณบอกเพื่อนสักคนว่าจะมาอเมริกาแล้วจะมาเมืองโอมาฮ่า คนครึ่งหนึ่งจะถามอย่างสงสัยว่ามาทำไม เมืองเงียบๆ นี้มีอะไรดี แต่ไม่ใช่ว่าคนอีกครึ่งหนึ่งจะไม่สงสัยนะ เพราะคนอีกครึ่งหนึ่งจะถามว่ามันคือที่ไหนเพราะไม่รู้จักเลย ต้องบอกว่าเนบราสก้าซึ่งก็เงียบพอกันกับโอมาฮ่านั่นแหละ

 

โอมาฮ่าเป็นเมืองที่เงียบมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเย็นจนเกือบมืดที่ฝนตกหนักเช่นนี้ เมืองทั้งเมืองเหมือนแทบจะดูร้างไปเลยทีเดียว ใจผมคิดไปถึงหนังหลายๆ เรื่องที่มีฉากหลังเป็นความปราศจากผู้คนของรัฐที่ห่างไกล โอมาฮ่าต่างกับนิวยอร์คอย่างแทบจะเทียบกันไม่ได้ โอมาฮ่าประกอบไปด้วยตึกอ้วนทู่อยู่ห่างๆ กัน ถนนขนาดกว้างเป็นปรกติ ผู้คนสัญจรไปมาน้อย เห็นจะมีก็เป็นรถยนต์ที่วิ่งไปมาเท่านั้น แต่นิวยอร์คเป็นตึกสูงเสียดฟ้าที่ต้องแหงนหน้ามอง ถนนแคบๆ ที่อัดแน่นไปด้วยรถจำนวนมาก ผู้คนเดินสวนกันไปมาจนน่าเวียนหัว นิวยอร์คว่าเหนือความคาดหมายแล้ว แต่โอมาฮ่ายิ่งเหนือความคาดหมายกว่า สหรัฐอเมริกาในความจริงแทบไม่คล้ายคลึงกับจินตภาพของผมก่อนหน้านี้เลย

 

28

29

30

 

เมืองในสายหมอก

 

ผมตื่นรับวันใหม่ขึ้นมาอย่างพังพินาศถึงขีดสุด ตามตารางเวลาชีวิตผมคือวันนี้ผมจะไปตะลอนเที่ยวโอมาฮ่าคนเดียว ไปพิพิธภัณฑ์ ไปสวนสัตว์ ไปเยี่ยมชมให้คุ้มค่าที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเสียหน่อย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย โทรศัพท์สายด่วนส่งตรงมาถึงเมืองไทยว่างานมีปัญหา วางสายแรกจบไปยังไม่ทันจะเสร็จสิ้นดีสายที่สองก็ต่อมาด้วยการเร่งงานจากเมืองไทยเช่นกัน กว่าจะเคลียร์ปัญหาได้สมองผมก็แทบจะปวดไปครึ่งซีก น่าเสียดายที่มันยังไม่หมดเพราะปัญหาอีกเรื่องหนึ่งยังเรียกเข้ามาเป็นสายที่สาม ผมจัดการปัญหาทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนจะโยนโทรศัพท์ทิ้ง

 

เปลี่ยนแผนการทั้งหมดจากเที่ยวโอมาฮ่าอย่างมีความสุขเป็นนอนโฮมซิคอยู่โรงแรมเฉยๆ อย่างทอดอาลัยแล้วกัน

 

ดูเหมือนผมจะป่วย ผลลัพธ์จากการตากฝน ตากลม ตากแดด และขึ้นเครื่องบินเปลี่ยนไฟลท์จนหัวหมุนทำให้ผมนอนซมอยู่โรงแรมทั้งวันอย่างยอมแพ้ มือก็กดเปิดซีรีย์ในไอแพดดูไป ใจก็คิดถึงบ้าน นี่ผมไม่ได้ยินภาษาไทยมานานแค่ไหนแล้วนะ รู้ว่าอีกไม่นานก็จะได้พบกับปู่แล้ว แต่บางทีมันก็มีเสียงดังขึ้นมาในหัวว่ามึงมาทำอะไรอยู่ที่นี่ นี่มันคือสิ่งที่ถูกต้องสมควรแล้วใช่ไหม วันนี้ฝนตกทั้งวัน ตอนนี้อารมณ์ผมก็มืดหม่นไม่ต่างจากท้องฟ้าเวลานี้นั่นแหละ

 

31

 

 

โอมาฮ่าหลังก้อนเมฆ

 

ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่อย่างฉดใฉ เอ๊ย สดใส ความพังพินาศทั้งหมดคงมาจากความเจ็บป่วยล้วนๆ วันนี้ผมจะได้เจอพี่คนไทยแล้ว เรื่องราวคือผมรู้จักกับพี่คนไทยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่อเมริกาตอนที่ผมเรียนคอร์สการลงทุนคอร์สหนึ่งกับไทยวีไอ ผมเคยเล่าให้พี่เขาฟังว่าผมอยากลองมาประชุมกับปู่สักครั้งหนึ่ง เชื่อไหมว่าพี่เขาเป็นผู้ถือหุ้น BRK ด้วย ถ้าอยากมาพี่เขาจะแบ่งสิทธิ์ให้ ผมนี่ตาโตเลย ตอนแรกพี่เขาจะไม่มาและให้ผมฉายเดี่ยว แต่พอดีไปหลอกล่อให้พี่เขาอ่าน snowball investor จนสำเร็จ พี่เขาเลยเปลี่ยนใจมาประชุมด้วยกันเสียเลย ผมนัดเจอกับพี่วันนี้ที่โอมาฮ่านี่แหละ พี่เขารับปากจะเป็นคนเช่ารถและขับพาเที่ยว ผมจึงรอดตัวไป ผมคงเป็นคนที่โชคดีมาก อยากมาประชุม BRK บ่นได้ไม่นานก็ได้รู้จักกับผู้ถือหุ้น BRK ตัวจริงเสียงจริง

 

หลังจากที่รวมพลกับรุ่นพี่เป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็มุ่งหน้าตรงสู่เป้าหมายแรกนั่นก็คือบ้านของปู่บัฟเฟต พวกเราเปิดแผนที่ในกูเกิ้ลและพบว่ามันมีการปักหมุดไว้ด้วย เพียงสิบนาทีพวกเราก็ไปถึงจุดหมายเป็นที่เรียบร้อย บ้านของมหาเศรษฐีอันดับโลกคนนี้เรียบง่ายกว่าที่คิด บ้านของบัฟเฟตมีพื้นที่ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าบ้านแถบนั้นเท่าไหร่เลย ลักษณะโดดเด่นก็คงจะเป็นบ้านสองชั้นที่มีรั้วรอบขอบชิดเป็นอย่างดี ระบบการรักษาความปลอดภัยก็ไม่ได้เข้มงวดอะไร มีเพียงคนเดินตรวจตรานานๆ ทีเท่านั้น รอบบ้านของปู่มีคนมาถ่ายรูปกันพอสมควร บางคนก็ใช้มือถือถ่ายกันง่ายๆ แบบผม แต่บางคนก็ตั้งกล้องถ่าย ถ่ายวีดีโอ รวมไปถึงรายงานสดจากหน้าบ้านเลยก็มี

 

32

 

ต่อจากบ้าน เราก็มุ่งหน้าไปยังที่ทำงานของปู่ต่อ สำนักงาน Berkshire Hathaway ตั้งอยู่บนตึก Kiewit Plaza ซึ่งก็ดูเป็นตึกที่สูงที่ก็เทียบไม่ได้เลยกับสถาบันการเงินที่ตั้งอยู่ที่วอลล์สตรีท ทุกอย่างดูเรียบง่ายอย่างที่ใครๆ ก็บอกไว้จริงๆ มหาเศรษฐีนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกคนนี้ติดดินกว่าที่คิด

 

33

 

 

ได้เวลาจับจ่ายใช้สอย

 

หลังจากที่กินข้าวเที่ยงกันเรียบร้อย (พี่พาไปกินอาหารไทยรสชาติไทย พูดแล้วน้ำตาจะไหล)  พวกเราก็มุ่งหน้าสู่ Centurylink Center ซึ่งเป็นศูนย์ประชุมที่จัดงานประชุม BRK 2016 ในครั้งนี้ ภายในงานมีการจัดแสดงสินค้าของบริษัทในเครือ Berkshire Hathaway อย่างครบครัน

 

มันเป็นอะไรที่วิเศษมาก งานนี้มันแสดงให้เห็นจริงๆ ว่าการลงทุนโดยมองว่าหุ้นเป็นธุรกิจนั้นทำได้ บริษัทระดับโลกนำ “กิจการ” มาแสดงให้ผู้ถือหุ้นดูว่าบริษัทในเครือนั้นทำอะไรกันบ้าง สินค้าคืออะไร และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้จับจ่ายใช้สอยสินค้านั้นไปทดลองใช้จริง ในงานไม่มีการพูดถึงราคาหุ้น พูดถึงอินดิเคเตอร์ทั้งหลาย พูดถึงกราฟเทคนิค ผมไม่ได้พูดว่าเทคนิคคอลนั้นผิด ผมแค่อยากบอกว่าแนวทางการลงทุนโดยมองเฉพาะกิจการนั้นก็ยังใช้ได้จริง ผมมีความสุขมากนะ ผมเดินชมธุรกิจด้วยความรู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่ผมอยากจะเป็น

 

44

34

35

36

37

38

39

40 41

42

43

45

46

47

48

49

50

51

52

53

 

Borsheims Cocktail Reception

 

Borsheims เป็นบริษัทค้าปลีกเพชรและเครื่องประดับชื่อดังแห่งโอมาฮ่าที่ปู่บัฟเฟตได้เข้าลงทุนเมื่อเวลานานแสนนานมาแล้ว และวันนี้ผู้ถือหุ้น BRK มีนัดกันที่งานปาร์ตี้ต้อนรับที่ Borsheims ผมกับพี่ขับรถไปที่ร้านเพชรชื่อดังก่อนจะผมว่าจำนวนรถนั้นมากมายมหาศาลมากกว่าที่คิดมาก วนแล้ววนอีกก็หาที่จอดรถไม่ได้จนต้องไปจอดที่ไกลๆ และนั่งรถรับส่งมาแทน ดูเหมือนว่าจำนวนผู้เข้าร่วมงานนี้จะเยอะกว่าที่ผมคิดมาก

 

งานเลี้ยงต้อนรับเป็นเหมือนงานปาร์ตี้ที่เคยเห็นในหนังสัญชาตินี้ไม่มีผิด ผู้คนในชุดสูทชุดเดรสกับอาหารง่ายๆ และเครื่องดื่มสีสวยในมือ ดนตรีสดสนุกๆ ดังคลอขึ้นตลอดช่วงเวลาที่อบอวลไปด้วยความสนุกสนานเหล่านั้น ผมวนอยู่ได้ไม่นานก็วนออกเพื่อเข้าไปชมในส่วนศูนย์แสดงสินค้าของร้านเพชรดังกล่าว

 

56

58

62

55    59

57

 

ขึ้นชื่อว่าร้านเพชรราคาก็แพงระยับไม่ต่างจากประกายวับๆ แววๆ ที่วางอยู่บนเคานเตอร์เหล่านั้น สินค้าที่นี่แพงกว่าเงินในกระเป๋าผมมาก ขนาดของชิ้นที่เล็กที่สุดผมก็ตัดใจซื้อไม่ลง

 

สิ่งที่ผมชอบที่สุดที่นี่คงจะเป็นเพชรที่เป็นสินค้าแนะนำประจำร้าน เพชรที่นี่มีลายเซ็นของปู่บัฟเฟตอยู่ด้วย ก่อนซื้อพนักงานจะนำเพชรเข้าไปส่องในกล้องจุลทรรศน์เพื่อแสดงให้เห็นลายเซ็นเล็กๆ ของปู่ที่สลักไว้บนผิวของมัน สนนราคาเริ่มต้น 1 กะรัตที่ประมาณ 10,000 เหรียญ ผมสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่าอยากได้เก็บไว้สักชิ้นมาก ตั้งใจว่าจะทำเป็นแหวนติดนิ้วไว้สักวงเป็นของติดตัวที่ระลึกถึงไอดอลด้านการลงทุนคนนี้ ผมให้เวลาตัวเองหนึ่งปีในการตัดสินใจ ถ้าปีหน้าผมยังอยากได้เพชรเม็ดนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ผมจะกลับมาซื้อ ถึงแม้ว่ามันจะหมายถึงการเดินทางข้ามโลกอีกครั้งก็ตาม

 

61

 

 

Annual Meeting BRK 2016

 

วันแห่งการประชุมเริ่มต้นแต่เช้ามืด ไม่สิ เริ่มต้นตั้งแต่มืดเลยจะดีกว่า พวกเราตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อไปเข้าแถวรอเข้าหอประชุมในเวลาแปดโมงครึ่ง อ่านไม่ผิดหรอก ประตูเปิดแปดโมงครึ่งแต่มารอตั้งแต่ตีสี่เพราะปีที่แล้ว คนเข้าร่วมงานกว่าห้าหมื่นคน ใครมาถึงเจ็ดโมงครึ่งก็หมดสิทธิ์เข้าประชุมแล้วเพราะห้องประชุมเต็ม

 

ผมยืนต่อคิวอยู่หน้าหอประชุมได้ไม่นานฝนก็ตก บริเวณที่รอนั้นอยู่นอกอาคาร เมื่อฝนตก ผู้ที่รอเข้าประชุมก็โดนฝนไปเต็มๆ อากาศที่ปรกติที่หนาวอยู่แล้วก็ทวีความหนาวขึ้นไปอีกเป็นลำดับ ซึ่งพวกเราก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการยืนรอเฉยๆ นาทีแล้วนาทีเล่า ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า สุดท้ายประตูก็เปิดในเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ทันที่ที่ประตูเปิด ผู้คนที่รออยู่ต่างก็แย่งกันวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว ผมไม่รู้ว่าทำไมต้องรีบ แต่ผมก็วิ่งตามฝูงชนไปอย่างอุปาทานหมู่ ผ่านประตูมาได้นิดเดียวกลุ่มคนก็เริ่มแยก บางคนตรงไป บางคนเลี้ยวขวา บางคนขึ้นบันไดเลื่อน ผมกับพี่วิ่งไปอย่างมั่วๆ ไม่รู้ทิศทาง ผ่านทางเดินแคบๆ เงียบๆ จนคิดว่าต้องมาผิดทางแน่แล้ว พอวิ่งผ่านประตูสุดท้ายเข้ามาก็พบว่ามาถึงห้องประชุมแล้ว มันมีขนาดใหญ่มากราวกับสถานที่จัดคอนเสิร์ตมากกว่าห้องประชุมสามัญประจำปี ทุกคนกรูกันเข้าไปแย่งที่นั่ง ป้ายแปะจองที่เกลื่อนกลาดเต็มเก้าอี้ว่างไปหมด บางคนก็เอาของออกมาวางจอง บางคนมีป้ายเตรียมมา บางคนไม่มีอะไรเลยก็นอนขวางเก้าอี้ไปเสียสี่ห้าตัวอย่างนั้น โชคดีที่สุดของผมที่วิ่งมั่วๆ มาทางประตูที่อยู่ชั้นหนึ่งของห้องประชุมพอดี ผมรีบวิ่งไปหาที่ว่างให้เร็วที่สุด ก่อนจะนั่งจองที่สำเร็จในที่สุด ถึงแม้ว่าจะไกลออกมาพอสมควร แต่อย่างน้อยก็ได้อยู่ในชั้นหนึ่งไม่ต้องไปนั่งบนอัฒจันทร์ด้านบน ถ้าเทียบกับคอนเสิร์ต ผมว่าที่ที่ผมนั่งก็น่าจะเป็นตั๋วราคาแพงที่สุดนะ

 

63

 

หลังจากจองที่เรียบร้อยแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งคือที่นั่งดีๆ เต็มหมดแล้ว คนก็เริ่มเปลี่ยนอัธยาศัยกันมาจากแย่งชิงมาเป็นบรรยากาศสบายๆ ด้านนอกห้องประชุมมีอาหารเช้าขายอยู่หลายร้าน มีกาแฟ น้ำอัดลม ขนมปังแจกฟรีสำหรับผู้ถือหุ้น ส่วนฝั่งที่เป็นโซนจัดแสดงสินค้าในเครือบริษัทก็เปิดแล้วเช่นกัน หลายคนก็ใช้เวลาว่างก่อนประชุมไปจับจ่ายใช้สอยสินค้ากัน

 

ปู่บัฟเฟตมาถึงประมาณเก้าโมงเช้าได้ พื้นที่การจัดประชุมเรียบง่ายกว่าที่คิดมาก พื้นที่สำหรับบุคคลสำคัญก็เป็นเพียงเก้าอี้ประมาณสิบแถวแรกที่กั้นเชือกไว้ง่ายๆ ผมไปยืนติดเชือกถ่ายรูปเซเลปในวงการการเงินมาได้หลายคน โดยมีทีมรปภ.หน้าดุยืนทำหน้าเข้มอยู่ข้างๆ ทุกอย่างมันง่ายกว่าที่คิดมาก มีจังหวะหนึ่งที่ปู่บัฟเฟตเดินมาทักทายคนใกล้ๆ กับจุดที่ผมยืนอยู่ เชื่อไหมว่าผมกับนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกห่างกันแค่ระยะเอื้อมมือถึงเท่านั้นเอง ถ้าผมเอื้อมมือออกไปก็สามารถแตะไหล่ปู่ได้แล้ว ผมเก็บภาพจากระยะใกล้เอาไว้เป็นที่ระลึกมากมาย อย่างน้อยในวันแย่ๆ ในชีวิตการลงทุน ผมคงจะสามารถดึงความทรงจำในวันนี้กลับมาเป็นกำลังใจ

 

75

76

77

 

การประชุมเริ่มต้นเวลาประมาณ 09.30 โดยมีการฉายหนังที่ถ่ายทำโดยมีบัฟเฟตและมังเกอร์ร่วมแสดงกับดาราชื่อดังอีกหลายคน โดยส่วนตัวและผมชอบมาก เพราะหลายฉากมันตลกและไร้สาระมากจนไม่คิดว่าปู่ทั้งสองจะยอมทำ ยิ่งดูผมยิ่งรู้สึกว่าปู่ทั้งสองเอนจอยกับชีวิตมาก ไม่เห็นมีมาดขรึม ไม่เห็นมีความเคร่งเครียด ไม่เห็นมีความดุดันที่สวมไว้เป็นหัวโขนเลย เสียงหัวเราะดังสนั่นห้องประชุมไปหมด ผมฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างแต่ก็แอบมีส่วนร่วมไปกับอารมณ์ขันเหล่านั้น

 

การประชุม BRK 2016 ในปีนี้มีการถ่ายทอดสดโดย yahoo finance ซึ่งถ้าใครอยากติดตามก็สามารถดูย้อนหลังและอ่านสคริปที่มีคนทำไว้ให้อย่างละเอียดได้ แต่มันเทียบไม่ได้กับการมานั่งอยู่ ณ ที่นี้จริงๆ หรอกนะ อย่างน้อย การได้เห็นบุคคลระดับตำนานของโลกด้วยตาตัวเองก็ถือเป็นแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมในการใช้ชีวิตในถนนสายการลงทุนของนักลงทุนโง่ๆ คนหนึ่งอย่างผม ผมนั่งฟังปู่พูดอย่างตั้งใจทั้งที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่ ปู่เริ่มต้นงานโดยการแถลงผลประกอบการณ์ประมาณ 15 นาที ก่อนจะเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถาม แน่นอนว่าคำถามมีตั้งแต่จริงจังอย่างการวิเคราะห์อัตราดอกเบี้ยกับผลกำไรของบริษัทที่ BRK ถือ ไปจนถึงคำถามที่ค่อนข้างไร้สาระ เช่น ปู่ทั้งสองใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข

 

64

65

67

68

70

 

ความน่ารักของการประชุมคือ ปู่บัฟเฟตและปู่มังเจอร์จะขึ้นตอบคำถามคู่กันบนเวที ปู่บัฟเฟตทำตัวเป็น good guy คอยตอบคำถามที่ดูดี ดูเป็นภาคสว่าง ในขณะที่ปู่มังเจอร์จะทำตัวเป็น bad guy ที่นั่งอยู่ข้างๆ คำถามไหนไร้สาระ คำถามไหนแสบๆ คันๆ บัฟเฟตจะยื่นไมค์ให้มังเจอร์ตอบ แน่นอนว่าปู่มังเจอร์พูดไม่บ่อย แต่แน่นอนว่าเผ็ดร้อนและแอบจิกกัดอย่างร้ายกาจทีเดียว ทั้งคู่ดูเป็นเพื่อนที่สนิทและเติมเต็มกันได้อย่างดี ความจริงถ้าผมมีเพื่อนคู่หูนักลงทุนแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ คงสนุกพิลึกดี

 

การประชุมสิ้นสุดในเวลาประมาณสี่โมงเย็น โดยระหว่างวันมีพักเที่ยงหนึ่งชั่วโมงถ้วน ผมแบกความรู้สึกและแรงบันดาลใจกลับที่พักไปอย่างเต็มถัง คุ้มค่ามากมายกับการข้ามน้ำข้ามทะเลมากว่า 60 ชั่วโมง วันนี้วันเดียวก็คุ้มค่ากับความเหนื่อยทั้งหมดแล้ว

 

66

 

Nebraska Furniture Mart’s Cookout

 

เย็นนี้หลังเลิกประชุมเรายังคงมีนัดต่อกันที่ร้านเฟอร์นิเจอร์ Nebraska Furniture Mart ที่ปู่ได้เข้าลงทุนมาเมื่อนานมาแล้วอีกเช่นกัน รูปแบบงานคล้ายกับงานเลี้ยงต้อนรับเมื่อวาน แต่ดูเหมือนคนจะน้อยกว่ามาก ท่าทางผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ทยอยกลับกันหมดแล้ว งานนี้ไม่ฟรีเพราะต้องจ่ายห้าเหรียญเพื่อแลกกับแสนคบ๊อคหนึ่งกล่อง พวกเราต่อแถวอยู่สักพักก็หมดอารมณ์และเปลี่ยนไปเดินเล่นในร้านเฟอร์นิเจอร์แทน ก่อนจะตัดสินใจออกไปหามื้ออาหารกินแบบหนักๆ กันภายหลัง

 

72

73

74

 

Berkshire Hathaway “Invest in Yourself” 5K

 

เช้าวันนี้ผมต้องรีบตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่เช้ามาก แต่ฝนที่ตกลงมาตลอดเวลาก็ไม่ทำให้ความรู้สึกมันดูสายขึ้นเท่าไหร่เลย วันนี้พวกผมจะไปวิ่งมินิมาราธอนที่ชื่อว่า Berkshire Hathaway “Invest in Yourself” ระยะทาง 5 กิโลเมตรกัน นี่เป็นการวิ่งมินิมาราธอนครั้งแรกของผม สารภาพว่าผมไม่ชอบการวิ่งเลย ให้ไปยกเวทหนักๆ เสียยังจะดีกว่า

 

ฝนที่พรำลงมาตลอดเวลาทำให้อากาศที่หนาวเลวร้ายลงไปอีก อากาศหนาวบวกกับฝนปรอยแบนี้ไม่ค่อยเป็นมิตรกับนักวิ่งหลายพันชีวิตที่ตื่นขึ้นมาในเช้านี้สักเท่าไหร่เลย ผมยืนตัวสั่นอยู่ข้างสนาม ความไม่เคยบวกกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ทำให้ผมอยากถอดใจหลายแต่หลายครั้ง แต่ภาพเหรียญรางวัลที่มีรูปปู่ก็ทำเอาผมไม่ยอมแพ้ทุกครั้งไป สัญญาณปล่อยตัวดังขึ้นแล้ว และขาของผมกำลังเริ่มต้นเคลื่อนที่ออกไป

 

เหนื่อย – ฉิบ – หาย

 

ผมตะโกนกับตัวเองในใจเป็นรอบที่ล้านแล้วเห็นจะได้ น่องของผมสั่นเป็นจังหวะชะชะช่าอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด ใจผมอยากจะเปลี่ยนมาเดินมาราธอนแทนแต่ก็เกรงใจพี่ที่มาด้วย พี่เขาฟิตกว่าผมเยอะและนี่ก็ผ่อนฝีเท้ารออยู่มากแล้ว ผมกัดฟันฝืนวิ่งต่อไป แม้จะมีสลับมาเดินบ้างในบางที ผ่านไปสักพักจะเรียกว่าเหนื่อยจนชินหรือพละกำลังเริ่มอยู่ตัวขึ้นก็ได้ ขาของผมก็เหวี่ยงฉับๆ ไปแบบผมไม่ค่อยจะรู้สึกรู้สาอะไรเสียแล้ว ความจริงการวิ่งนี่ก็ให้บรรยากาศที่แปลกใหม่ดี ผมมองวิวทิวทัศน์รอบตัวเมืองไปเรื่อยเปื่อย โอมาฮ่าในเช้าวันหยุดที่ฝนตกแบบนี้ก็ให้อารมณ์เหมือนเมืองร้างอยู่ไม่น้อย ยังไม่ทันที่แกลสต๊อคนีเมียสผมจะแหลกสลายไปอย่างไม่มีชิ้นดี ผมก็พาตัวเองเข้ามารับเหรียญรูปปู่บัฟเฟตได้โดยสวัสดิภาพ

 

ผมกำเหรียญในมือด้วยความดีใจ ความดีใจที่ได้เหรียญในตอนนี้น้อยไปกว่าความดีใจที่ได้เอาชนะตัวเองโดยการออกมาวิ่งในครั้งนี้ได้แล้ว การวิ่งมันเป็นแบบนี้นี่เอง ความรู้สึกที่ได้เอาชนะความขี้แพ้ของตัวเองมันให้อะไรกว่าที่คิดเยอะ ผมคิดถึงหนังเกี่ยวกับมาราธอนเรื่องหนึ่งขึ้นมาในตอนนั้น บางทีนะบางที ผมอาจจะกลับมาวิ่งอะไรแบบนี้อีกก็ได้นะ แต่คงจะต้องรอให้ผมลืมความรวดร้าวของขาทั้งสองสองข้างในวันนี้ของผมไปได้สักพอสมควร

 

78

79

80

81

 

Gorat’s Steakhouse

 

หลังจากที่กลับมานอนตายเอาแรงที่โรงแรมพอเป็นพิธี ผมก็มุ่งหน้าออกไปยังเป้าหมายสุดท้ายสำหรับการติดตามปู่ในครั้งนี้ซึ่งก็คือร้านสเต๊กร้านโปรดของปู่นั่นเอง ฝนยังคงพรำลงมาไม่ขาดสายในขณะที่พวกเราไปถึงร้านสเต๊คเล็กๆ แห่งนั้น

 

ร้าน Gorat’s Steakhouse เป็นร้านสเต๊คที่ปู่บัฟเฟตจะไปหม่ำเป็นประจำในทุกบ่ายวันจันทร์ มาบ่อยจนทางร้านสร้างห้องส่วนตัวไว้ให้เฉพาะปู่เลยทีเดียว ผมเลือกสเต็กกุ้ง ในขณะที่พี่ที่มาด้วยกันเลือกสเต็กเนื้อแบบที่ปู่ชอบกินเป็นประจำ โดยเลือกให้ทั้งสองเสิร์ฟมากับของหวานที่เป็นไอติมรสวนิลาราดน้ำรูทเบียร์ ผมกินไปได้ไม่ถึงครึ่งจานก็อดเอ่ยปากถามรสชาติจานโปรดของปู่บัฟเฟตด้วยความอยากรู้ไม่ได้ รุ่นพี่ของผมก็ได้แต่ตอบแบบติดตลกกลับมา

 

“บางทีเราก็เชื่อปู่ไปทุกเรื่องไม่ได้หรอก”

 

82

83

86

84

85

 

Omaha’s Henry Doorly Zoo

 

วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันสุดท้ายของพวกเราในโอมาฮ่า พวกเราตัดสินใจมาส่งท้ายกันสวนสัตว์โอมาฮ่าที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายของพวกเรา ระยะทางก็ไม่ได้ห่างจากบริเวณที่พวกเราอยู่กันมากนัก ระยะประมาณนี้พยาธิในท้อง (ถ้ามี) ยังไม่ทันร้องอุทธรณ์ดีก็ถึงแล้ว

 

จุดโดดเด่นของสวนสัตว์โอมาฮ่าที่ผมประทับใจมีอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือโดมสวนสัตว์ทะเลทรายที่เคลมว่าใหญ่ที่สุดในโลก ตรงนี้ผมชอบเพราะว่าโดมมันสวยดี ผมเที่ยวสวนสัตว์มาหลายที่ก็ไม่เคยเห็นมีที่ไหนทำโดมแบบนี้เลย ส่วนที่สองคือโซนสวนสัตว์ป่าร้อนชื้น ซึ่งที่นี่ก็ทำไว้ได้ดีมาก ดูข้างนอกเหมือนเป็นห้องเล็กๆ แต่พอเข้าไปข้างในแล้วใหญ่กว่าที่คิดมากทีเดียว ทั้งรูปแบบป่า อากาศ สัตว์ที่อยู่ภายในทำเอาผมรู้สึกเหมือนเป็นภาพของป่าร้อนชื้นแถบอินโดนีเซียอย่างใดอย่างนั้น สุดท้ายคือโดมจัดแสดงผีเสื้อ ส่วนนี้เป็นห้องกระจกขนาดไม่ใหญ่มากที่มีผีเสื้อนานาพันธุ์บินอยู่เต็มไปหมด ผมว่ามันสวยดี ผมไม่เคยเห็นผีเสื้อจำนวนมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย

 

89

91

87

90

 

ลาแล้วคุณปู่สุดที่รัก

 

ถึงเวลาที่ผมต้องกล่าวคำอำลาจากเมืองเงียบๆ ที่แสนน่ารักอย่างโอมาฮ่าสักที ผมเก็บกระเป๋าเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมที่ผมอาศัยซุกหัวนอนอยู่ที่นี่เป็นเวลาหลายต่อหลายคืน ผมขึ้นเครื่องกลับจากโอมาฮ่ามายังชิคาโก้ ก่อนจะต่อจากชิคาโก้ไปยังนิวยอร์ค บินต่อจากนิวยอร์คไปโดฮา และต่อจากโดฮาไปยังกรุงเทพมหานครในที่สุด ความจริงเรื่องราวการเดินทางของผมน่าจะจบลงตรงนี้ แต่ในความเป็นจริงคือผมต้องขึ้นเครื่องบินไปงาน company visit หุ้นเวียดนามต่อที่โฮจิมินห์เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งมันดูไม่เกี่ยวกับปู่เท่าไหร่ ผมจึงควรจะจบรีวิวติ่งตามปู่ไว้เพียงแถวๆ นี้

 

ตลอดเวลาหลายต่อหลายวันที่ผมเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยในทริปนี้ ผมถามตัวเองตลอดว่าการเดินทางในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องไหม มันเป็นการเดินทางที่ผิดพลาดหรือเปล่า ผมขึ้นเครื่องบินเกือบสิบไฟลท์ ใช้เวลาอยู่บนเครื่องเกือบ 60 ชั่วโมง ถ้านับเวลานั่งรอที่สนามบินด้วยก็คงจะเกือบ 4 วัน 4 คืนเห็นจะได้

 

“คุ้มค่านะ คุ้มค่าแบบที่เรียกว่าอาจจะเป็นการเดินทางที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลย”

 

ผมเป็นนักลงทุนในหุ้นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าอย่างเต็มเปี่ยม ผมเชื่อมั่นว่าเราลงทุนในหุ้นไม่ใช่เพื่อเฝ้าดูสัญลักษณ์ภาษาอังกฤษขึ้นๆ ลงๆ ในแต่ละวัน แต่ผมลงทุนโดยมองจากกิจการที่ยอดเยี่ยม หลายครั้งผมสับสนว่าผมควรจะขายหุ้นออกไปดีไหม ผมควรขายตัวที่แพงแล้วไปซื้อตัวที่ยังถูกหรือเปล่า แน่นอนผมรู้ว่าไม่มีแนวคิดไหนถูกหรือผิด แต่ตัวตนของผมเองอยากจะร่วมหัวจมท้ายไปกับธุรกิจจนกว่าพื้นฐานมันจะเปลี่ยนเหมือนกัน และผมเฝ้าตามหาคนที่มีความคิดแบบผม แนวทางแบบผม คนที่ประสบความสำเร็จที่มีแนวทางให้ผมเรียนรู้และเดินตาม

 

Warren Buffett คือคนนั้น มหาเศรษฐีนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นใช้ได้จริง ระยะเวลาของการถือหุ้นที่ “forever” นั้นใช้ได้จริง ผมเดินทางมากว่าครึ่งโลกเพื่อมาพบกับแรงบันดาลใจที่ยังมีลมหายใจของผมคนนี้

 

ยิ่งได้มาประชุมในงานนี้ผมยิ่งรู้เลยว่าผมนั้นรู้น้อยเหลือเกิน มีเรื่องราวบนโลกใบนี้มากมายให้ผมเรียนรู้อย่างไม่จบไม่สิ้น ผมตั้งใจอย่างยิ่งยวดว่ากลับมาครั้งนี้คงได้ฤกษ์ตั้งใจศึกษาหาความรู้ด้านการเงินการลงทุนอย่างจริงจังเสียที ให้คุ้มค่ากับที่ได้พบกับสุดยอดนักลงทุนอันดับหนึ่งคนนี้ ให้คุ้มค่าที่ครั้งในชีวิตได้มาร่วมงานการลงทุนระดับโลกแบบนี้

 

Berkshire Hathaway Annual Meeting 2016 by Warren Buffett

 

92

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy