สังคมศาสตร์

เศรษฐศาสตร์ของการแต่งงาน : เมื่อการแต่งงานทำให้เรารวยขึ้น และการหย่าร้างทำให้เราจนลง

เศรษฐศาสตร์ของการแต่งงาน

การแต่งงาน ดูจะเป็นหมุดหมายสำคัญของชีวิต เป็นจุดมุ่งหมายของบั้นปลายแห่งชีวิตคู่ นั่นเป็นเรื่องของความโรแมนติก เป็นเรื่องของนวนิยายชวนฝัน แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้ว การแต่งงานเป็นอะไรมากกว่าพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ งานวิจัยมากมายชี้ให้เห็นว่าการแต่งงานส่งผลต่อความมั่งคั่ง เศรษฐศาสตร์ของการแต่งงาน เป็นหัวข้อด้านสังคมศาสตร์ที่ถูกพูดถึงอยู่ทั่วไป

 

งานวิจัยเรื่อง Marriage and Divorce’s Impact on Wealth ของ Jay Zagorsky แสดงความเห็นว่า การแต่งงานทำให้เรารวยขึ้น และการหย่าร้างทำให้เราจนลง อ้างอิงข้อมูลจาก The National Longitudinal Survey of Youth ซึ่งเป็นงานเก็บข้อมูลด้านความมั่งคั่งและสถานะทางสังคมของชาวสหรัฐอเมริกา

 

งานวิจัยชี้ว่าการแต่งงานจะทำให้ความมั่งคั่งเราลดลงในช่วงแรก เพราะมีต้นทุนเริ่มต้นในการใช้ชีวิตคู่ แต่ในระยะยาว คู่สมรสจะมีความมั่งคั่งเติบโตดีกว่าคนโสดสูงถึง 77% โดยความมั่งคั่งจะเพิ่มสูงกว่าคนโสดเฉลี่ยปีละ 16% ในทุกปีที่แต่งงาน ในทางตรงกันข้าม การหย่าร้างก็ทำให้ความมั่งคั่งลดต่ำลง โดยความมั่นคั่งจะเริ่มลดลงตั้งแต่ 4 ปีก่อนที่จะเกิดการหย่าร้าง และในระยะยาว ค่าเฉลี่ยของความมั่งคั่งรวมของผู้ที่หย่าร้างจะลดลงถึง 77% เลยทีเดียว

 

ทำไมการแต่งงานถึงทำให้เราร่ำรวย?

 

ตัดประเด็นเรื่องการตกถังข้าวสารจากการมีสามีรวยหรือภรรยารวยไปเสียก่อน Elizabeth Matsangou นักเขียนจาก World Finance เจ้าของงานเขียนเรื่อง For Richer For Poorer: The Economics of Marriage ให้เหตุผลถึงความร่ำรวยหลังการแต่งงานไว้ได้อย่างน่าสนใจ เธอกล่าวไว้ว่าความมั่งคั่งส่วนเพิ่มที่คู่สมรสได้มาเหนือคนโสดเกิดจากเหตุผล 3 ประการ

 

1 การแต่งงานทำให้เรามีแนวโน้มที่จะเก็บเงินมากขึ้นและวางแผนการเงินมากขึ้น

 

จากข้อมูลเชิงสถิติของ Family Finances Report ของ Aviva ที่เก็บข้อมูลจากประชาชนชาวสหราชอาณาจักรพบว่า คู่สมรสมีแนวโน้มที่จะวางแผนการเงิน เก็บเงินซื้อบ้าน และสนใจเรื่องความมั่งคั่งในระยะยาวสูงถึง 74% มากกว่าคู่รักที่อยู่ด้วยกันแต่ไม่สมรสที่วางแผนการเงินร่วมกันในระยะยาวแค่ 54% สรุปง่ายๆ คือความสัมพันธ์แบบการสมรสทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจในการวางแผนและสร้างความมั่งคั่งเพิ่มกันขึ้นนั่นเอง

 

2 การแต่งงานทำให้ค่าใช้จ่ายในระยะสั้นและระยะยาวลดลง

 

การแต่งงานทำให้คู่สมรสสามารถร่วมกันแบ่งค่าใช้จ่าย ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อหัวประชากรลดลง ยกตัวอย่างเช่น ค่าอาหารประจำวันที่การทำอาหารกินร่วมกันให้ต้นทุนถูกกว่าทำกินคนเดียว ค่าทำความสะอาดบ้าน ค่าเช่าบ้าน ค่าประกันภัยบ้าน ที่ไม่ว่าจะอยู่หนึ่งคนหรือสองคนก็ให้ค่าใช้จ่ายรวมไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก (แต่ถ้าเทียบต่อหัวแล้ว การแบ่งค่าใช้จ่ายกันประหยัดได้ครึ่งๆ) การเกิดค่าใช้จ่ายที่ลดลงแบบนี้ทำให้ในระยะยาวเกิดความสะสมความมั่งคั่งได้มากกว่าคนโสดโดยค่าเฉลี่ยนั่นเอง

 

3 การแต่งงานทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

คนโสดไม่สามารถแบ่งงานกันทำได้ เพราะว่ามีอยู่คนเดียว ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะทำงานนอกบ้านเก่งมาก แต่สุดท้าย เราก็ต้องกลับมานั่งทำความสะอาดบ้านอยู่ดี เพราะเราไม่สามารถกระจายแรงงานให้เหมาะสมได้ เนื่องจากตัวเราแยกร่างไม่ได้ (ยกเว้นว่าเราจะหาเงินได้คุ้มกว่าการจ้างแม่บ้านมาทำแทน) ในขณะที่การแต่งงานจะทำให้เกิดแรงงานขึ้นสองแรงในหน่วยความมั่งคั่งหนึ่ง คนทำงานนอกบ้านเก่ง ออกไปทำงานนอกบ้านหาเงิน คนทำงานในบ้านเก่ง ทำงานในบ้านลดภาระค่าใช้จ่ายโดยรวม รูปแบบการแบ่งงานอาจจะไม่ต้องสัมบูรณ์ 100% แต่การแบ่งให้เหมาะสมมากขึ้นก็ช่วยให้ประหยัดต้นทุนและสร้างประสิทธิภาพของการหารายได้ได้ ความมั่งคั่งจึงเพิ่มขึ้นนั่นเอง

 

ขีดเส้นใต้ว่านี่คือข้อมูลเชิงสถิติ และการวิเคราะห์จากรูปแบบของการเก็บหลักฐานตัวเลขจำนวนมากเท่านั้น ในเชิงปัจเจก เราอาจจะสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่าถ้าเราโสด หรือเราอาจจะยากจนลงเมื่อเราแต่งงานก็เป็นได้ บทความนี้ชี้ให้เห็นการนำเรื่องเงินๆ ทองๆ มาประยุกต์ใช้ในเชิงสัมคมศาสตร์ ซึ่งเราอาจจะเห็นช่องว่างบางอย่างที่เราจะจับไปสร้างความมั่งคั่งให้เราต่อไป

 

เลือกดีดีหละ จะเอาใครมาเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิต เลือกไม่ดีอาจจะกลายเป็นว่า เรากลายเป็นข้อยกเว้นที่แต่งงานแล้วยากจนลงก็ได้

 

ใครจะรู้!

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy