ทัศนคติ

ลงทุนไปกับความสุข… ความรวย = ความสุขหรือเปล่า? โดยนายมานะ

เราทุกคนมีความฝัน

ความฝันสะท้อนความเป็นตัวเรา

ความฝันทำให้เรารู้สึกเป็นอิสระ

ความฝันคือการได้ทำในสิ่งที่เรารัก

การได้ทำในสิ่งที่เรารักทำให้เรามีความสุข

ความฝันมักเป็นเรื่องของความสุขในอนาคต

ถ้าเราจะสร้าง “ตัวเราที่มีความสุขที่สุดในอีก 20 ปีข้างหน้า”

ในวันนี้เราควรนำแรง เงินทอง หรือเวลาไปลงทุนกับเรื่องอะไร

คำถามเดียวกันนี้ถูกถามในกลุ่มคนยุค Millenials หรือ Gen Me คือคนที่เกิดระหว่างปี 2523 ถึงปี 2543

80% ของคน Gen Me บอกว่าเป้าหมายสูงสุดของชีวิตของพวกเขาคือการเป็นเศรษฐี

50% ของคน Gen Me บอกว่าอยากเป็นคนมีชื่อเสียง

แต่มีคนไม่มากที่ทำได้ตามเป้าหมาย 2 อย่างนี้

คนรวยที่สุด 10% แรกของไทย มีมูลค่าทรัพย์สินมากกว่าร้อยละ 50 ของประเทศ

ถ้าเราสุ่มเลือกคนไทยมา 10 คน คนที่รวยที่สุดจะรวยกว่า 9 คนที่เหลือรวมกัน

คน 80 จาก 100 คนที่อยากรวย จะมีแค่ 8 คนที่กลายเป็นเศรษฐีได้จริงๆ

ปัญหาแรกของ “การสร้างตัวเราที่มีความสุขในอีก 20 ปีข้างหน้า” คือมีน้อยคนที่จะทำได้จริง

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ..

เรารู้ได้อย่างไรว่าเศรษฐีทั้ง 8 มีความสุขมากกว่า 92 คนที่เหลือ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ความรวย = ความสุข

ถ้าคนรวยไม่ได้มีความสุขเสมอไปล่ะ?

เราอาจต้องลงทุนเวลาไป 20 ปี และเสี่ยงที่จะเป็น 92 คนที่ไม่รวย

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ความรวย = ความสุข

มี 2 วิธีศึกษาที่น่าสนใจในการศึกษาเรื่องนี้

วิธีแรกคือศึกษาตลอดช่วงชีวิตของคนหลากหลายคน เพื่อหาว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คนเรามีความสุขในบั้นปลายของชีวิต

มหาวิทยาลัย Harvard ศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 1930

ศึกษาชีวิตของคนถึง 724 คน ตั้งแต่อายุ 8-20 ปี โดยมีกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่นักศึกษา Harvard ฐานะดี ไปจนถึงกลุ่มเด็กที่ยากจนที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เวลาผ่านไปกว่า 75 ปี กลุ่มตัวอย่างที่ยังมีชีวิตอยู่เหลือเพียง 60 คน และมีอายุเฉลี่ยที่ 90 ปี

ผลลัพธ์ของงานวิจัยสรุปว่าปริมาณทรัพย์สินไม่ได้เป็นตัวแปรต้นของความสุข

ความรวยอาจทำให้คนเรามีชีวิตที่ดีขึ้น

แต่ความรวยไม่ได้เท่ากับความสุขเสมอไป

แล้วความสุข = อะไร?

Harvard ค้นพบว่า ความสุข = ความสัมพันธ์ดีๆ

ความสัมพันธ์ดีๆ ระหว่างเรากับครอบครัว เพื่อน หรือคนในสังคมรอบตัว

ความสัมพันธ์ดีๆ ไม่ได้หมายถึงปริมาณของเพื่อนหรือคนที่เรารู้จัก

แต่หมายถึงคุณภาพของความสัมพันธ์

ความรักและความอบอุ่น

ความสัมพันธ์ที่ไม่ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยู่ตัวคนเดียวบนโลก

.

วิธีที่สองไม่ได้ศึกษาจากช่วงชีวิตของคนเหมือน Harvard แต่ใช้วิธีศึกษาจากระบบการทำงานของสมองของมนุษย์

งานวิจัยนี้จัดทำโดยนักจิตวิทยาด้านสมองของมหาวิทยาลัย Santa Clara ซึ่งตั้งอยู่ในแทบ Silicon Valley ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดนอ้างอิงมาจากทฤษฎีที่เรียกว่า Happiness set point

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าคนเราทุกคนมี Happiness set point คือมี “กรอบ” หรือ “ระดับเฉลี่ย” ของความสุข

เช่น นาย A มีค่าเฉลี่ยของ Happiness set point ที่ระดับ 5 และมีช่วงค่าความสุขที่ระหว่างระดับ 3 ถึงระดับ 7

ในวันที่ถูกลอตเตอรี่ นาย A จะความสุขที่ระดับ 7

1 ปีถัดมา นาย A มีความสุขลดลงจนมาอยู่ที่ระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับ set point ของนาย A

ในวันถัดมานาย A ถูกหักอก..

ความสุขลดลงมาที่ระดับ 3

2 ปีถัดมา นาย A มีความสุขเพิ่มขึ้น กลับมาที่ระดับ 5

สรุปคือ ในระยะยาวแล้วแม้ความสุขของคนเราจะมีขึ้น มีลง แต่ท้ายที่สุดจะวิ่งเข้าสู่ระดับ set point เสมอ

ในกรณีของนาย A คือระดับ 5 ในขณะที่ ของนาย B อาจเป็น 2 ของนางสาว C อาจเป็น 9

Happiness set point เป็นเรื่องเฉพาะตัว ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

สมมติว่า Happiness set point ของนาย A = ระดับ 5 ตั้งแต่เกิด

เมื่ออายุได้ 40 ปี นาย A กลายเป็นดารา ที่มีทรัพย์สินมากกว่า 1,000 ล้านบาท

ในช่วงอายุ 41-60 ปี นาย A จะยังคงมี Happiness set point = 5

ความรวยไม่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงระดับ Happiness set point ของนาย A นาย B หรือนางสาว C ได้

ทฤษฎี Happiness set point บอกเราว่า ระดับความสุขเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เราเกิด ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยปริมาณของเงินหรือชื่อเสียง

วิธีการเดียวที่เปลี่ยนแปลง Happiness set point ได้คือการพัฒนาสมองส่วนที่เรียกว่า Prefrontal Cortex

สมองส่วนนี้คือส่วนที่รับรู้ความรู้สึก สุข-ทุกข์ ร่าเริง-หดหู่

แล้วเราสามารถพัฒนาสมองส่วนนี้ได้อย่างไร?

งานวิจัยจาก Santa Clara ของประเทศสหรัฐฯ ไม่ได้บอกให้เรากินสารอาหารที่มี Omega 3 หรือทำแบบทดสอบคณิตศาสตร์ให้มากๆ

แต่บอกว่ามนุษย์เราสามารถพัฒนาสมองส่วน Prefrontal Cortex ได้ด้วยการฝึกสมาธิ

การฝึกสมาธิช่วยให้เราพัฒนาค่า Happiness set point ให้เพิ่มจากระดับ 5 เป็นระดับ 8 หรือ 10 ได้

ข้อสรุปของงานวิจัยคือการฝึกสมาธิทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

.

เราควรนำแรง เงินทอง หรือเวลาไปลงทุนกับเรื่องอะไร?

นักวิจัยจาก Harvard น่าจะตอบว่า ลงทุนแรงและเวลาไปกับการพัฒนาความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว

นักวิจัยจาก Santa Clara อาจตอบว่า ลงทุนแรงและเวลาไปกับการฝึกสมาธิ

แต่ความสัมพันธ์หรือการฝึกสมาธิทำให้มีคนทุกคนบนโลกมีความสุขขึ้นได้จริงหรือเปล่า?

คำถามนี้คงไม่มีใครตอบได้

คงเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง

เราควรหยุดหาเงิน แล้วหันมาดูแลครอบครัวไปพร้อมกับฝึกสมาธิหรือเปล่า?

นายมานะช่วยตอบคำถามนี้แทนใครไม่ได้

แต่ที่ตอบได้คือ..

เราสามารถทำตามความฝันไปพร้อมกับดูแลคนที่เรารักได้

.

นายมานะ

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน