ธุรกิจ

ธนาคารหารายได้อย่างไร มาดูคำอธิบายจากอาจารย์ Aswath Damodaran กัน

ธนาคารหารายได้อย่างไร มาดูคำอธิบายจากอาจารย์ Aswath Damodaran กัน

ธนาคารหารายได้อย่างไร มาดูคำอธิบายจากอาจารย์ Aswath Damodaran กัน

 

เพียงเวลา 5 เดือน เกือบครึ่งแรกของปี ค.ศ. 2023 โลกของเราก็ได้เกิดเหตุการณ์ธนาคารล้มไม่ต่ำกว่า 5 แห่งไปที่เรียบร้อย โดยในอเมริกามีธนาคารที่ล้มหายตายจากไปคือ Silvergate Bank, Silicon Valley Bank, Signature Bank และ  First Republic bank  และอีกหนึ่งธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสวิสเซอร์แลนด์และของโลกอย่าง Credit Swiss ที่ต้องเข้าควบรวมกิจการกับ UBS Bank เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามไปมากกว่านี้

 

แม้ในสภาวการณ์จะดูโหดร้ายถึงระดับที่ กองทุน ETF หุ้นธนาคารระดับ Reginal อย่าง SPDR S&P Regional Banking ETF ได้ปรับตัวลดลงนับจากต้นปีแล้วมากกว่า 36% ก็นับเป็นช่วงเวลาที่ดีครับที่เราจะได้เรียนรู้เรื่องการทำงานของธนาคารกัน โดยอาจารย์  Aswath Damodaran ผู้สอนการประเมินมูลค่าแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์กที่คนในตลาดหุ้นและนักลงทุนสายหุ้นคุณค่าต่างให้การยอมรับ ได้ออกมาโพสคลิป “Breach of Trust: Decoding the 2023 Banking Crisis” ที่ได้ถอดรหัสว่าเกิดอะไรขึ้นกับธนาคารในปัจจุบัน

และมีส่วนหนึ่งที่อาจารย์ได้ปูพื้นให้กับนักลงทุนและนักเรียนได้เข้าใจถึงการทำงานของธนาคารและการหารายได้แบบคร่าว ๆ ด้วย เรามาเรียนรู้กัน

 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ธนาคารมี Business Model ที่แตกต่างจากธุรกิจอื่น ๆ คือการที่ธนาคารสามารถ “ระดมทุน” ผ่านผู้ฝากเงินได้นั่นเอง โดยธนาคารจะมอบสิ่งตอบแทนจากการฝากเงินเป็นดอกเบี้ยเงินฝากให้กับผู้ฝากเงิน โดยในไทยมีอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 0.10% ไปถึง 3% แล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคาร และเงินฝากของเรา เป็นกุญแจสำคัญในการหาเงินของธนาคาร

 

โดยหน้าที่ทางธนาคารที่ต้องทำถัดจากนั้นคือการนำเอาเงินฝากธนาคารของผู้ฝากไปใช้ในกิจกรรมการเงินอื่น ๆ โดยมีหลัก ๆ 3 รูปแบบ นั่นคือ

1) Banking Infrastructure Assets การลงทุนในสินทรัพย์เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของธนาคารเอง เช่นที่ดิน อาคาร เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกื้อหนุนการทำงานของธนาคาร

2) Loan to Customers การปล่อยกู้สินเชื่อให้แก่ที่ต้องการเงิน โดยธนาคารจะเก็บดอกเบี้ยแก่ผู้กู้เงินนั้น ๆ โดยหลัก ๆ ธนาคารจะได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ผู้กู้จ่ายให้กับธนาคาร กับดอกเบี้ยธนาคารที่จ่ายให้กับผู้ฝากเงิน (Interest Spread)

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ คุณภาพของผู้ให้กู้ว่าตัวผู้กู้มีความสามารถที่จะสามารถหาเงินมาคืนแก่ธนาคารผู้ปล่อยสินเชื่อได้หรือไม่ (Borrower Quality) และถ้าหากเกิดปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นธนาคารอาจใช้วิธีการติดตามหนี้ หรือมัดรวมหนี้เสียนี้เพื่อขายต่อให้กับบริษัท Asset Management เป็นลำดับถัดไป

3) Investment Security การที่ธนาคารนำเงินฝากไปลงทุนในตราสารการเงินอื่น ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าวธนาคารลงทุนแล้วอาจได้รับผลตอบแทนได้จากทั้งส่วนต่างของราคา (Capital Gain) หรือผลตอบแทนจากดอกเบี้ยก็ได้

 

ทั้งนี้ในสินทรัพย์หมวดหุ้นกู้และพันธบัตรจะมี 2(+1) ปัจจัยสำคัญที่เราต้องพิจารณาคือ
1) ช่วงเวลาคงเหลือของการถือหุ้นกู้และพันธบัตรนั้นๆ (Average Maturity) ว่าระยะเวลาไถ่ถอนนานไหมสามารถดึงเงินกลับมาทันที
2) คุณภาพของหุ้นกู้และพันธบัตร ว่ามีโอกาสผิดนัดชำระหรือไม่ ซึ่งหากเกิดการผิดนัดชำระอาจจะต้องตั้งสำรองค่าเสียหายนี้ และจะกดดันให้กำไรสุทธิรายไตรมาสลดน้อยถอยลง

 

และอีกหนึ่งปัจจัยไม่ได้ คือราคาหน้าพันธบัตร ถ้าหากราคาพันธบัตรที่เราถือราคาสูงกว่าราคาตลาดขณะนั้น เราอาจต้องบันทึกการขาดทุนทางบัญชีไป แต่ถ้าถือจนถึงวันหมดอายุโอกาสได้รับเงินต้นคืนโดยที่ไม่ขาดทุนก็ยังมีอยู่

 

จะเห็นได้ว่า 2 วิธีหลัง คือการที่ธนาคารหารายได้มาสู่ธนาคารได้นั่นเอง และทั้งหมดนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเสียเงินไปเช่นกันจากความเสี่ยงตามที่ได้กล่าวไว้ หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้ไอเดียเรื่องการหารายได้ของธนาคารไม่มากก็น้อย

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , และ WEBSITE

 

อ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=nNCXA2S1oeE&t=664
https://pages.stern.nyu.edu/~adamodar/pdfiles/blog/Banks2023.pdf

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน