ธุรกิจ

CBG …เหนื่อยไหมบาว

CBG

CBG หรือบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมอีกตัวหนึ่งในปี 2017 โดยในช่วงระหว่างปี ราคาหุ้นลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 50.5 บาท ก่อนที่จะทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ทิ้งไว้ที่ 108.5 บาทจนได้ชื่อว่ากลายเป็นบริษัทขนาดแสนล้านไปเป็นที่เรียบร้อย แต่ถ้าใครถือมาเต็มปีก็อาจจะให้ผลตอบแทนไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากราคาขยับจาก 76.25 บาทขึ้นไปเพียง 80.75 บาท หรือเทียบเท่ากับผลตอบแทน 5.9% รวมกับเงินปันผลอีก 1.24% เป็น 7.14% ก็เรียกได้ว่าไม่น่าพอใจนักหากเทียบกับผลตอบแทนตลาด

 

แต่หากใครถือตั้งแต่จุดสูงสุดมาจนถึงตอนนี้คงแย่กว่า

 

เพราะราคาคาราบาวไหลลงมาตั้งแต่ 108.5 บาท จนมาทำจุดต่ำสุดที่เดือนกุมภาพันธ์ที่ราคา 59.5 บาท หรือเทียบเท่ากับการขาดทุน 45.16% ซึ่งถือว่าเยอะมากหากเทียบกับตลาดที่มุ่งหน้าทะลุ 1,800 ไปอย่างปลอดภัย

 

เกิดอะไรขึ้นกับ CBG คาราบาว?

 

คาราบาวถูกคาดหวังว่าจะให้หุ้นเติบโตแห่งยุคอีกตัวหนึ่งของทศวรรษนี้ ด้วยแผนกลยุทธ์การเติบโตที่มุ่งหน้าจะก้าวขึ้นไปเป็นแบรนด์ระดับโลก ซึ่งเรียกได้ว่าน้อยบริษัทนักในประเทศไทยที่จะกล้าบุกตลาดที่กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ หลังจากตีตลาดไทยจนสำเร็จและขึ้นแท่นเป็นเครื่องดื่มชูกำลังอันดับท๊อปของประเทศเป็นที่เรียบร้อย คาราบาวก็ปักธงศึกไปที่ 2 ทำเลยุทธศาสตร์สำคัญของโลกด้วยกันคือ “อังกฤษ” และ “จีน”

 

การแข่งขันในตลาดโลกไม่ง่ายนัก

 

คาราบาวประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในไทยเพราะได้แรงหนุนจากชื่อ “คาราบาว” ช่วยให้คนจดจำได้อย่างรวดเร็วและกินใจแฟนคลับคาราบาวซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของบริษัทได้โดยง่าย แต่เมื่อออกสู่ตลาดโลกแล้ว ชื่อคาราบาวกลับกลายเป็นชื่อแบรนด์ปรกติธรรมดาทั่วไปที่ทำให้บริษัทต้องเริ่มใหม่หมด บริษัทต้องทุ่มเม็ดเงินจำนวนมากในการลงโฆษณากับสโมสรฟุตบอล สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และกระจายสินค้าไปให้ได้มากที่สุดในจุดจำหน่ายในประเทศอังกฤษและจีน

 

ปี 2017 เป็นปีที่เหน็ดเหนื่อยของคาราบาว

 

กำไรสุทธิของคาราบาวอยู่ที่ 1,245.81 ล้านบาท ลดลง 16.39% จากปีก่อนหน้า อัตรากำไรสุทธิตกลงจาก 14.73% เหลือเพียง 9.53% และสถิติการเติบโตของกำไรที่สวยงามของบริษัทก็ต้องสะดุดลง

 

คาราบาวเจอศึกทั้ง 3 ด้าน

 

1 ศึกในประเทศก็เกือบเพลี้ยงพล้ำ

 

ยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่มเกลือแร่ของคาราบาวลดลง 58 ล้านบาท จาก 6,141 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เหลืออยู่ที่ 6,083 ล้านบาท ลดลง 0.9% แต่ก็ได้ยอดขายจากกาแฟกระป๋องมาช่วยชดเชยได้ โดยยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 238 ล้านบาทเป็น 936 ล้าน ทำให้ยอดขายสินค้าแบรนด์ในประเทศกลับมาเติบโตได้อ่อนๆ

 

2 ศึกที่อังกฤษยังไม่คุ้มทุน

 

บริษัท ICUK ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของคาราบาวที่เป็นเรือธงในการบุกตลาดอังกฤษยังไม่ปรากฎผลกำไรให้เห็น จากข้อมูลของบทวิเคราะห์ของ AWS กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีของ ICUK  ยังมีผลดำเนินงานขาดทุนอยู่ที่ 862 ล้านบาท โดย CBG ยังจำเป็นต้องถือหุ้น ICUK เพิ่มเป็น 84.3% เนื่องจากพาทเนอร์เดิมไม่มีความประสงค์จะลงทุนเพิ่ม ผลการรับรู้สัดส่วนขาดทุนที่ต้องรับรู้จึงเพิ่มสูงขึ้นตามสัดส่วน

 

3 ศึกที่จีนยังไม่ไหวติง

 

ความตระหนกสำคัญของตลาดในรอบนี้น่าจะมาจากยอดขายในประเทศจีน เนื่องจากหมายเหตุประกอบงบการเงินระบุยอดขายในจีนเต็มปีของ 2560 ไม่เพิ่มขึ้นจากยอดขาย 9 เดือนแรกของปีเลย หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่ายอดขายไปจีนของคาราบาวยังไม่เข้ามาในไตรมาสสี่นั่นเอง ประเด็นตรงนี้จึงทำให้นักลงทุนวิตกได้มาก เพราะราคาหุ้นที่ถูกไล่ซื้อกันขึ้นไปในรอบนี้ก็เป็นเพราะมุมมองตลาดจีนที่สดใสกว่าตลาดอังกฤษที่เริ่มทำไปก่อนหน้านี้ (แนะนำอ่านเพิ่มเติม : ความเสี่ยงของหุ้นขายของคนจีน)

 

ความจริงในงบการเงินของคาราบาวยังมีเรื่องน่าสนใจอีกมาก แต่ถ้าจะพูดถึงความเหน็ดเหนื่อยของคาราบาวก็คงจะมาจาก 3 ศึกใหญ่นี้เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคาราบาวได้มีงานวิจัยตลาดว่ามีส่วนแบ่งตลาดโลกอยู่ที่ 0.4% ของตลาดโลกแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกจัดไว้ในแบรนด์อื่นๆ มาโดยตลอด

 

เราคงต้องถามไถ่สารทุกข์สุขดิบและเป็นกำลังใจบริษัทว่า “เหนื่อยไหมบาว”

 

โดยส่วนลึก ผมยังคงเอาใจช่วยคาราบาวเสมอ เพราะยังมีความหวังโดยตลอดว่าอยากให้มีสินค้าแบรนด์ไทยที่มีที่ยืนอยู่ในตลาดโลกบ้าง ถ้าคาราบาวสำเร็จ เงินที่ไหลเข้าประเทศก็จะเป็นผลดีกับทุกคนในทางอ้อมนั่นเอง

 

คาราบาว สู้ สู้ !

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน