เศรษฐกิจ

มาตรการควบคุมราคายา และการถล่มของราคาหุ้นโรงพยาบาล

มาตรการควบคุมราคายา

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หุ้นโรงพยาบาลกำลังถูกปัจจัยกดดันอย่างหนักจากเรื่อง มาตรการควบคุมราคายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ โดยหุ้นโรงพยาบาลตัวใหญ่ๆ พากันนำตลาดและกลุ่มอุตสาหกรรมลง

 

ตัวอย่างราคาปิดตลาดของราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล

 

เครือโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ BDMS -8.10%
เครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ BH -8.57%
เครือโรงพยาบาลสมิติเวช SVH -4.07%
เครือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ BCH -3.66%
เครือโรงพยาบาลจุฬารัตน์ CHG -3.14%

 

อ้างอิงข้อมูลจาก Finansia Research : กลุ่มการแพทย์ – กกร.ไฟเขียวขึ้นบัญชีควบคุม ยาและเวชภัณฑ์-บริการทางการแพทย์ โดยจะเสนอเข้าครม.เห็นชอบสัปดาห์หน้า และจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 1 ชุด เข้ามาศึกษาและพิจารณาหาข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการดูแล โดยรมว.พาณิชย์กล่าวว่ายังตอบไม่ได้ว่าจะทำให้ราคายาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ลดลงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อสรุปของคณะอนุกรรมการ

 

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการ

 

หากบัญชีควบคุม ยาและเวชภัณฑ์-บริการทางการแพทย์สามารถผลักดันออกมาโดยกระทรวงพาณิชย์ได้จริง กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนน่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากดูจากแนวโน้มแล้ว บัญชีดังกล่าวน่าจะควบคุมทั้งราคายาและอัตราค่าบริการด้วย การควบคุมราคาจะส่งผลลบต่ออุตสาหกรรมอย่างแน่นอน แต่จะมากน้อยอย่างไรขึ้นอยู่กับราคายาที่ตั้งขึ้นมาในบัญชี แต่ถ้าประกาศกฎหมายออกมาเป็นการควบคุมราคาจริงก็คงมีผลต่ออุตสาหกรรมในระดับกลางถึงมาก เป็นไปได้ยากที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมในระดับน้อย

 

ข้อดีจากมาตรการควบคุมราคายา

 

ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงสุดน่าจะอยู่กับกลุ่มคนที่เลือกใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนแบบจ่ายเอง บริษัทประกันสุขภาพที่ต้องแบกรับภาระค่าบริการจ่ายโรงพยาบาลเอกชน บริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับพนักงานที่เข้าโรงพยาบาลเอกชน

 

ผลประโยชน์ที่ได้รับน่าจะน้อยที่สุดในกลุ่มคนที่ใช้บริการสิทธิ์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) เพราะแทบจะไม่ได้ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเลย ส่วนกลุ่มผู้ประกันตนกับประกันสังคมอาจจะได้ประโยชน์ในระดับน้อยหรือปานกลาง เพราะโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งมีการรับประกันสังคม ผู้ประกันตนที่รักษาอาจจะต้องจ่ายค่าบริการบางส่วนเพิ่มเติมเอง ซึ่งค่าบริการส่วนเพิ่มตรงนี้อาจลดลงจากมาตรการได้

 

ข้อเสียจากมาตรการควบคุมราคายา

 

หากการควบคุมเป็นไปอย่างเข้มงวดและกดราคาต่ำมากจะส่งผลถึงอุตสาหกรรมแน่นอน อย่างแรกที่น่าจะเกิดขึ้นคือการลดต้นทุนของโรงพยาบาลเอกชนให้สอดคล้องกับเพดานราคาที่ตั้งไว้ คุณภาพการรักษาบริการย่อมลดต่ำลงตามธรรมชาติ หากรัฐบาลประกาศออกมาเป็นกฎหมายบังคับราคาจริง โรงพยาบาลจะไม่มีทางเลือกในการให้บริการการรักษาแบบพรีเมี่ยมได้เลย สุดท้ายจะต้องเกิดการลดลงของคุณภาพค่อนข้างแน่นอน

 

สิ่งที่สองที่น่าจะเกิดขึ้นคือ โรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กมีแนวโน้มขาดทุนและปิดตัวสูง โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่ไม่ได้กำไรสูงตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ถึงแม้อุตสาหกรรมโรงพยาบาลจะดูเป็นธุรกิจที่ดี แต่ก็ยังมีผู้เล่นอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้มีความสามารถในการแข่งขัน สุดท้าย กลุ่มผู้เล่นกลุ่มนี้จะได้รับผลสูงสุดจากมาตรการควบคุมราคายา

 

ผลอีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม Medical Tourism อย่างที่ทราบกันว่าประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีมาตรฐานในการรักษาพยาบาลสูง แต่ราคาไม่แพงมาก ผู้คนจำนวนมากนิยมมารักษาพยาบาลที่ไทย แต่ถ้าเกิดมาตรการนี้ขึ้น การควบคุมราคาสินค้าและบริการจะทำให้ประเทศไทยได้เม็ดเงินจากตลาดนี้ลดน้อยลง

 

มุมมองส่วนตัว (ย้ำว่าส่วนตัว)

 

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ การควบคุมเพดานราคาจะเป็นการลดมาตรฐานการรักษาพยาบาลในทางอ้อมหรือเปล่า เพราะถ้ารัฐบาลจำกัดราคา มาตรฐานทุกอย่างย่อมปรับตามราคาอยู่แล้ว ในความเป็นจริงมาตรฐานการรักษาพยาบาลของไทยแบ่งเป็นหลายระดับตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ทั้งระดับเริ่มต้น (สิทธิ์บัตรทอง) ระดับกลาง (สิทธิ์ประกันสังคมกับโรงพยาบาลเอกชน) และระดับพรีเมี่ยม (โรงพยาบาลเอกชนราคาแพง) หากรัฐบาลอยากควบคุม ควรไปมุ่งเน้นในเรื่องกรณีฉุกเฉินที่สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลดีกว่า ส่วนในเรื่องการรักษาที่เจ้าตัวเลือก น่าจะปล่อยให้เจ้าตัวตัดสินใจตามเศรษฐานะของตน

 

อีกอย่างที่ควรกังวลไม่แพ้กัน คือ เรื่องบุคลากรในระบบสาธารณสุข ปัจจุบันบุคลากรในระบบสาธารณสุขก็ถือว่าขาดแคลนมากอยู่แล้ว การมีระบบเอกชนรองรับก็ช่วยให้ระบบดำรงอยู่ต่อไปได้ เช่น หมออยู่โรงพยาบาลรัฐด้วยเอกชนด้วย หมออยู่โรงพยาบาลรัฐและเปิดคลินิกของตนเอง เภสัชกรอยู่โรงพยาบาลและเปิดร้านขายยาของตนเอง ทำให้ผลตอบแทนรวมจากระบบยังดูดีเพราะมีทั้งฝั่งรัฐและเอกชน หากควบคุมฝั่งเอกชนจนผลตอบแทนตกต่ำ คำถามคืออนาคตจะยังมีคนอยากทำงานในสายการแพทย์อยู่ไหม และถ้าเกิดความขาดแคลนในระบบจริง เราจะช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร

 

เราคงต้องติดตามมาตรการนี้อย่างใกล้ชิด ทั้งในฐานะนักลงทุน และฐานะผู้เลือกใช้บริการทางการแพทย์

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน