ธุรกิจ

EDF:Electricité de France S.A. การไฟฟ้าแห่งประเทศฝรั่งเศส ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์และน้ำเป็นหลัก

EDF:Electricité de France S.A. การไฟฟ้าแห่งประเทศฝรั่งเศส ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์และน้ำเป็นหลัก

EDF:Electricité de France S.A.

การไฟฟ้าแห่งประเทศฝรั่งเศส ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์และน้ำเป็นหลัก กับความท้าทายใหม่เมื่อการใช้ไฟในประเทศหดตัวลง

 

EDF Group หรือ บริษัทการไฟฟ้าแห่งประเทศฝรั่งเศสเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการผลิตและจัดจำหน่ายไฟฟ้า รวมถึงลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างสายส่งไฟฟ้าอีกด้วย (เปรียบแบบไทย ๆ บริษัทนี้คือการรวมร่างของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตนั่นเอง) บริษัทมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่คือรัฐบาลของประเทศฝรั่งเศส โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นกว่า 83% มีพื้นที่ให้บริการหลักอยู่แถบประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี และมีการลงทุนในด้านพลังงานมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

 

ในมิติด้านการผลิตไฟฟ้า บริษัทมีกำลังการผลิตในมือกว่า 120.5 GW โดยมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ครองสัดส่วนการผลิตกว่า 71.2GW (59% ของกำลังการผลิตรวม) ตามมาด้วยพลังงานทดแทนและพลังงานน้ำ ที่ 29.7GW  (24.65% ของกำลังการผลิตรวม) เชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ 15.9GW (13.12% ของกำลังการผลิตรวม) และเชื้อเพลิงถ่านหิน 3.7GW  (3% ของกำลังการผลิตรวม)

โดยบริษัทได้ตั้งเป้าหมายว่าในอีก 10 ปี (นับจากปี 2019-2028)  บริษัทจะไม่เพิ่มกำลังการผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและถ่านหินอีกแล้ว (โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งสุดท้ายจะปิดตัวถาวรตอนท้ายปี 2022)

ในมิติด้านการจำหน่ายและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทนอกจากจะลงทุนในสายส่งแล้วยังให้บริการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูงพิเศษ (very-high-voltage electricity transmission networks) ให้แก่บริษัทที่ต้องการไฟฟ้าที่สูงเฉพาะทาง นอกจากนี้บริษัทยังใช้ความเชี่ยวชาญในด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้เป็นประโยชน์ ในการผลิตและวิจัยพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อเป็น Solution แก่โรงไฟฟ้าที่อื่นๆ ที่สนใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกด้วย

 

ปี 2017

บริษัทมีรายได้  64,892.00 ล้านยูโร

บริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 12,545.00 ล้านยูโร (คิดเป็น EBITDA Margin ที่ 19.33% )

บริษัทมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 3,173.00 ล้านยูโร (คิดเป็น Net Profit Margin ที่ 4.89% )

 

ปี 2018

บริษัทมีรายได้  68,546.00 ล้านยูโร

บริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 13,152.00 ล้านยูโร (คิดเป็น EBITDA Margin ที่ 19.19% )

บริษัทมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 1,177.00 ล้านยูโร (คิดเป็น Net Profit Margin ที่ 1.72% )

 

ปี 2019

บริษัทมีรายได้  71,347.00 ล้านยูโร

บริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 15,724.00 ล้านยูโร (คิดเป็น EBITDA Margin ที่ 22.04% )

บริษัทมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 5,155.00 ล้านยูโร (คิดเป็น Net Profit Margin ที่ 7.23% )

 

ปี 2020

บริษัทมีรายได้  69,031.00 ล้านยูโร

บริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 14,390.00 ล้านยูโร (คิดเป็น EBITDA Margin ที่ 20.85% )

บริษัทมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 650.00 ล้านยูโร (คิดเป็น Net Profit Margin ที่ 0.94% )

 

โดยหลัก ๆ แล้วสาเหตุที่บริษัทมีกำไรสุทธิที่ถูกกดทับลงมานี้มีสาเหตุมาจากค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายที่ราว 8,500-11,000 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งเป็นส่วนที่ลดทอนให้บริษัทมีกำไรสุทธิน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

ถึงอย่างนั้นแล้วแม้บริษัทจะมีค่าเสื่อมที่สูง บริษัทกลับมีดอกเบี้ยจ่ายต่อปีอยู่ที่ 1,000-1,400 ล้านยูโรต่อปีเท่านั้น เมื่อเทียบจากหนี้สินระยะยาวกว่า 50,000 ล้านยูโร นับเป็นอัตราดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ราวๆ 2% กว่าๆ เพียงเท่านั้น

จุดนี้เกิดจากข้อได้เปรียบหลัก 2(+1) ข้อของบริษัท ได้แก่

  • บริษัทสามารถออก Bond อย่าง Green Bond ที่เป็นเครื่องมือในการช่วยให้บริษัทสามารถลงทุนในด้านพลังงานสะอาดได้โดยมีต้นทุนที่แข่งขันได้ โดยอัตราดอกเบี้ยของ Green Bond นี้มีตั้งแต่ 4% จนถึง 0%
  • การที่เป็นบริษัทที่อยู่ในแถบทวีปยุโรปที่ทางธนาคารแห่งชาติมีนโยบายดอกเบี้ยติดลบ ซึ่งเป็นตัวช่วยให้สามารถระดมทุนผ่านตราสารหนี้ที่ถูกกว่าภูมิภาคอื่น ๆ

และอีกหนึ่งข้อที่น่าคิด คือการที่บริษัทมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีภาครัฐถือหุ้นใหญ่ด้วยครับ ซึ่งอาจเป็นตัวช่วยเล็ก ๆ ที่ทำให้บริษัทได้ Rating อยู่ในระดับต้น ๆ ไม่แพ้บริษัทคู่แข่งในเครือ

 

สิ่งที่ต้องคำนึงเสมอในการลงทุนบริษัทที่ทำโรงไฟฟ้าคือแนวโน้มของปริมาณการบริโภคไฟฟ้าในประเทศนั้นๆ ซึ่งโชคร้ายครับ สำหรับประเทศแถบยุโรปมีแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าลดลงเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ปี 2010 ดังนั้นแล้วสภาวการณ์นี้เองที่เป็นช่วงที่ท้าทายสำหรับบริษัทไม่น้อยเลย ว่าจะทำอย่างไรให้บริษัทสามารถเติบโตได้เทียบเท่ากับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

 

แต่บริษัทก็ไม่รีรอให้ตัวเองตกที่นั่งลำบากถึงจะปรับตัว อ้างอิงจากภาคส่วนธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนให้บริษัท อย่างการผลิตและขายไฟฟ้าในประเทศ ที่ครองสัดส่วน 46% ของ EBITDA บริษัท รองลงมาคือรายได้สัมปทานจากโครงข่ายไฟฟ้าที่ครองสัดส่วน 32% ของ EBITDA

 

บริษัทได้ประยุกต์การใช้สิทธิจากสัมปทานนี้ ให้เป็นประโยชน์และได้เตรียมตัวลงหลักสร้าง New S Curve ใหม่ให้กับตัวเองผ่านใช้ประโยชน์จากโครงข่ายโดยการมอบบริการเสริมผ่าน LINKY  PROGRAMME อุปกรณ์ Smart Meter ที่บริษัทได้คิดค้นขึ้นเองผ่านบริษัทลูกอย่าง ENEDIS ซึ่งจะเป็น Growth Driver ที่จะมาสอดรับเทรนด์พลังงานไฟฟ้าอีกอย่างน้อย 2-3 เรื่อง อันได้แก่ Net Zero Carbon , Stand Alone Grid และ Vehicle to Grid ในอนาคต
(การลงทุน Smart Meter บริษัทจะได้รับค่าตอบแทนจากทางรัฐบาลด้วยครับ โดยอัตราผลตอบแทนนี้ขึ้นอยู่กับทาง Regulator ของแต่ละประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนมิเตอร์นี้แล้วในประเทศฝรั่งเศส จักรภพอังกฤษ และอิตาลี)

เบื้องต้น Smart Meter จะใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้ไฟตระหนักรู้ถึงการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ อันนำมาสู่การลด Carbon Footprint ที่จะเป็นตัวขับให้บริษัทบรรลุเป้าประสงค์ที่มีไว้ใน Green Bond ในระยะยาว  จากนั้นบริษัทก็จะนำข้อมูลการใช้ไฟไปวิเคราะห์และให้บริการพลังงานทดแทนอนาคตผ่านบริษัทย่อย EDF Energy เพื่อเป็นหมุดหมายในการสร้าง Net Zero Carbon Household ในอนาคต รวมถึงเป็นแกนกลางในการให้บริการด้านอื่น ๆ อีกกว่า 20 บริการที่จะมีพัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์ของบริษัทอีกครับ กล่าวตามตรง นอกจากบริษัทจะมีรายได้จากการรับค่าสัมปทานจากภาครัฐแต่ละแห่งแล้ว บริษัทยังได้สร้างบริการเกี่ยวเนื่องเพื่อหารายได้เสริมในช่วงที่ภาพรวมการบริโภคไฟฟ้าต่ำ

 

ว่ากันตามตรงแล้ว ผมว่าการมาของเทรนด์ Net Zero Carbon นี้จะเป็นการต่อยอดเสริมอีกทบหนึ่งให้แก่บริษัทอีกรอบหนึ่ง ผ่านการแนะนำบริการให้ครัวเรือนของเรา Lean ขึ้น โดยขั้นแรกอาจเป็นการแนะนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากการต่อยอดแอปพลิเคชันในการดูการใช้ไฟฟ้าและจ่ายค่าไฟ โดยการนำเสนอเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ ๆ ที่กินไฟน้อยลงกว่าเดิม ปล่อยมลพิษน้อยลง และเก็บรายได้ผ่านค่าคอมมิชชั่นสินค้าในแอปของบริษัทก็ได้ ทั้งหลายนี้เป็นการเชื้อเชิญให้คนหันมาผลิตพลังงานและสร้างโมเดล Stand Alone Grid ในอนาคตได้อีกด้วย
(Stand Alone Grid เปรียบเทียบง่ายๆ คือการที่บ้านหรือชุมชนของเราสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้โดยไม่ต้องพึ่งการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่นั่นเองครับ)

 

นอกจากนี้ ENEDIS ยังเร่งลงทุนในส่วนของ Charging Station เพื่อรองรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ และ Vehicle to Grid ในอนาคตอีกทอดด้วย

(Vehicle to Grid หรือ V2G เป็นการที่เราใช้รถยนต์ของเราในการเป็นแบตเตอรี่ไฟฟ้าสำหรับจ่ายไฟให้กับ Grid ไฟฟ้า หรือชาร์จไฟจาก Grid ไฟฟ้าใดๆ ก็ได้ครับ การมาของ V2G นี้ จะทำให้อุตสาหกรรมแบตเตอร์รี่ไฟฟ้ามีการขยับตัวอย่างมีนัยยะสำคัญ และมีแนวโน้มสูง ที่เราอาจมีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Energy Bank สำหรับกักเก็บไฟฟ้าฝากจ่ายให้กับพื้นที่นั้น ๆ)

 

ท้ายสุดนี้ ก้าวต่อ ๆ ไป ของการไฟฟ้าแห่งฝรั่งเศสนี้น่าจับตาอย่างยิ่ง จากการมีรายได้ประจำผ่านการขายไฟฟ้าที่ตัวเองผลิตได้เองจากพลังงานสะอาด ต่อยอดด้วยบริการเสริมผ่านข้อมูลผู้ใช้ที่มีซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์อนาคตที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะขยับจาก Consumer สู่ Prosumer การกระทำทั้งหลายนี้ แม้จะทำให้บริษัทเสียรายได้จากการเก็บค่าไฟฟ้าจากการที่ผู้ใช้ไฟสามารถผลิตไฟฟ้าได้เอง แต่หากมองในภาพใหญ่ในฐานะผู้ถือหุ้นอย่างรัฐบาล ผมมองว่าเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างแท้จริง อย่างน้อยก็อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนอันเป็นการกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เสริมสร้างผลิตภาพภายในประเทศ รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาดให้แก่ภาคพื้นทวีปและประเทศของตน นับว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าศึกษาในมิติเรื่องการบูรณาการระหว่างภาคธุรกิจและสังคม/สิ่งแวดล้อม/ธรรมาภิบาล ไม่น้อยเลย

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อ้างอิง

Financial Results | EDF France

EDF Group’s Facts and Figures | EDF France

Présentation PowerPoint

Description – Electricité de France S.A. (koyfin.com)

Vehicle to Grid (V2G): Generate savings from your Electric Vehicles (edfenergy.com)

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน