ธุรกิจ

Philip Morris ธุรกิจสีเทาในยุคสมัยใหม่

Philip Morris ธุรกิจสีเทาในยุคสมัยใหม่

Philip Morris ธุรกิจสีเทาในยุคสมัยใหม่

 

บริษัท Philip Morris เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากนิโคติน บุหรี่บรรจุซอง และผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ากับบุหรี่ไร้ควัน โดยมีแบรนด์บุหรี่ที่เป็นที่รู้จักภายใต้ชื่อแบรนด์ Marlboro และ iQos ซึ่งเป็นบุหรี่ไฟฟ้า

 

ยอดขายจากธุรกิจบุหรี่ของ Philip Morris หลัก ๆ แล้วจะมาจากผลิตภัณฑ์ 2  ชนิดครับ ได้แก่ Combustible Product หรือก็คือบุหรี่เผาไหม้แบบมวนตามที่เรารู้จักกัน) กับ RRP (Reduced-risk products หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ Smoked-Free เป็นบุหรี่แบบไร้ควัน ปล่อยสารพิษน้อยกว่าบุหรี่แบบมวนจริง)

ต่อมาในมิติด้านโครงสร้างต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) บริษัทมีค่าใช้จ่ายหลักจะเป็นเรื่องของต้นทุน Raw Material 42% แบ่งเป็นยาสูบ 19% และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องอื่น 23% ต่อมาคือค่าขนส่งและจำหน่าย 11% ส่วนรายจ่ายอื่น ๆ 47% นี้หมดไปกับรายจ่ายจากการแปลงค่าสกุลเงินตรา ค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องจักรอุปกรณ์ และอื่น ๆ รวมกัน

บริษัทมีงบการเงินย้อนหลังดังต่อไปนี้

ปี 2017

บริษัทมีรายได้ 28.69 พันล้านเหรียญ

บริษัทมีกำไรขั้นต้น 18.17 พันล้านเหรียญ (คิดเป็น Gross Margin ที่ 63.33%)

บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 6.02 พันล้านเหรียญ (คิดเป็น Net Margin ที่ 20.99%)

 

ปี 2018

บริษัทมีรายได้ 29.61 พันล้านเหรียญ

บริษัทมีกำไรขั้นต้น 18.77 พันล้านเหรียญ (คิดเป็น Gross Margin ที่ 63.39%)

บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 7.89 พันล้านเหรียญ (คิดเป็น Net Margin ที่ 26.67%)

 

ปี 2019

บริษัทมีรายได้ 29.78 พันล้านเหรียญ

บริษัทมีกำไรขั้นต้น 19.20 พันล้านเหรียญ (คิดเป็น Gross Margin ที่ 64.48%)

บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 7.17 พันล้านเหรียญ (คิดเป็น Net Margin ที่ 24.07%)

 

ปี 2020

บริษัทมีรายได้ 28.70 พันล้านเหรียญ

บริษัทมีกำไรขั้นต้น 19.05 พันล้านเหรียญ (คิดเป็น Gross Margin ที่ 66.38%)

บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 8.04 พันล้านเหรียญ (คิดเป็น Net Margin ที่ 28.00%)

 

ปี 2021

บริษัทมีรายได้ 31.35 พันล้านเหรียญ

บริษัทมีกำไรขั้นต้น 21.22 พันล้านเหรียญ (คิดเป็น Gross Margin ที่ 67.70%)

บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 9.08 พันล้านเหรียญ (คิดเป็น Net Margin ที่ 28.98%)

 

[ข้อมูลเพิ่มเติม บริษัท Philip Morris เป็นบริษัทที่มีตัวเลขการเงินในส่วน PBV และ ROE ติดลบทั้งคู่ เนื่องจากในงบดุลส่วนของทุนบริษัทนั้นติดลบ จากการบริษัทซื้อหุ้นคืน ถึงอย่างนั้นแล้วบริษัทเองก็สามารถดำเนินกิจการได้อย่างดี จากการมีเงินทุนสำรองแข็งแกร่งเพียงพอจนไม่ถูกเลิกกิจการนั่นเอง จริง ๆ แล้วบริษัทหลายบริษัทที่มีการซื้อหุ้นคืน (โดยเฉพาะในฝั่งอเมริกา) ที่มีลักษณะแบบนี้ ดังนั้นหากจะกรองหุ้นโดยใช้ ROE อาจต้องปรับไปใช้ ROA หรือ ROIC แทน]

 

ในมิติของตำแหน่งการแข่งขันของ Philip Morris นั้น หากเทียบกับทั่วโลกแล้ว ถือได้ว่าบริษัทนี้เป็นอันดับ 1 อยู่ ตามมาด้วยบริษัท British American Tobaccos ซึ่งเป็นบริษัทยาสูบเช่นกัน ซึ่งกลยุทธ์การขายหลัก ๆ ของ Philip Morris เองคือเน้นไปที่แบรนด์บุหรี่สายพรีเมียมอย่าง Marlboro เป็นเรือธงในการกวาดยอดขายเข้าบริษัทมากกว่า

ภายในอนาคตอันใกล้นี้บริษัทได้คาดหวังว่าจะเพิ่มขนาดสัดส่วนยอดขายบุหรี่ไร้ควันให้มากกว่า 50 % ให้ได้เพื่อมาทดแทน

 

 

ด้านการเติบโตแบบเป็นธรรมชาติ บริษัทจะจัด Product Mix 3.1% ตามมาด้วย การปรับราคาผลิตภัณฑ์อันได้แก่บุหรี่แบบมวน 2.4% และราคาบุหรี่แบบ HTU ในสัดส่วน 0.3%

และสิ่งที่เป็นคู่แข่งที่บริษัทนี้ต้องเผชิญคือ “ยุคสมัย” นั่นเอง จากข้อมูลนำเสนอของบริษัทแสดงให้เราเห็นว่าแนวโน้มของอุตสาหกรรมบุหรี่นั้นมีแต่จะไปทางหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าบริษัทเองก็พยายามให้วิธีเพิ่มรายได้ผ่านทางการขึ้นราคาผลิตภัณฑ์และการร่วมลงทุนในหมวดหมู่ของผลิตภัณฑ์กัญชาที่จะมาเป็นว่าที่พืชเศรษฐกิจใหม่มากขึ้นนั่นเอง

และอีกสิ่งหนึ่งที่บริษัทที่ทำบุหรี่ทั่วโลกต้องพบเจอก็คงหนีไม่พ้นภาษีสรรพสามิตจากทางรัฐบาล โดยบริษัท Phillip Morris นั้นได้รับผลกระทบจากภาษีในส่วนนี้ในสัดส่วนประมาณ 62% ซึ่งส่วนนี้ทำให้ “รายได้ที่แท้จริง” ถูกลบหายไป 62% เลยทีเดียว

 

[ถึงอย่างนั้นแล้วมองในนแง่ดีที่สุด ภาษีส่วนนี้ก็จะย้อนกลับเข้าไปสู่ประชาชนทุกคนในท้ายที่สุดอยู่ดี ไม่ว่าจะในรูปสวัสดิการที่เพียบพร้อม รวมถึงถนนหนทางที่ดีขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบทบาทหน้าที่ของกระบวนการรัฐสภาและการบริหารจัดการแผ่นดินว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศจะใช้ทรัพยากรนี้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้ถึงที่สุดหรือไม่]

 

นอกจากด้านภาษีแล้วก็มีเรื่องของมาตรการกฎหมายตามแต่ละประเทศ เช่นผลิตภัณฑ์ต้องมีการแสดง Health Warning ตามที่กำหนด, ผลิตภัณฑ์ห้ามออกสื่อโฆษณาในที่สาธารณะ , ผลิตภัณฑ์ต้องมีขนาดเกิดกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น

หน้าที่สำหรับผู้นำของ Philip Morris คือบริษัทได้นำงบประมาณ R&D กว่า 99% ทุ่มให้กับการวิจัยและพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์บุหรี่รูปแบบ Smoke-Free รวมถึงดำเนินการส่งเสริมอัตลักษณ์องค์กรแบบ ESG อย่างสม่ำเสมอ เช่นการจ้างงานบุคลากรสร้างงานสร้างอาชีพ กว่า 70,000 อัตราทั่วโลก  ในสัดส่วนเพศสภาพที่เท่า ๆ กัน เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ, การ Lean ระบบ Supply Chain ให้เกิดการลด CO2 และใช้พลังงานไฟฟ้าลดน้อยลง เป็นต้น

 

นับเป็นอีก 1 ในบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเก่าที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงมากในประเทศไทย (น่าจะเป็นสาเหตุมาจากไม่มีบริษัทในไทยประกอบกิจการนี้แบบชัด ๆ ในตลาด) แต่อุตสาหกรรมยาสูบเองก็นับว่าเป็น Case Study ที่เราในฐานะนักลงทุนเพื่อเท่าทันการลงทุนในหุ้นต่างประเทศไม่มากก็น้อย และได้เห็นแง่มุมของบริษัทยาสูบเบอร์ 1 ของโลก ว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่ในช่วงที่โลกของเราใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ลดลง

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อ้างอิง
https://www.pmi.com/investor-relations/overview
https://www.tradingview.com/symbols/NYSE-PM/financials-income-statement/

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน