ธุรกิจ

บริษัท PVH ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ CALVIN KLINE สปอร์ตบรากระตุกจิตกระชากใจ

บริษัท PVH ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ CALVIN KLINE สปอร์ตบรากระตุกจิตกระชากใจ

บริษัท PVH ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ CALVIN KLINE สปอร์ตบรากระตุกจิตกระชากใจ

 

PVH เป็นบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายระดับโลก ซึ่งมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยบริษัทมีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเองอันได้แก่ TOMMY HILFIGER, Calvin Klein, Warner’s, Olga และ True&Co. โดยมีแบรนด์เรือธงของบริษัทคือ TOMMY HILFIGER, Calvin Klein

 

ทั้งนี้บริษัทได้ออกแบบเครื่องแต่งกายตั้งแต่ กีฬา กางเกงยีน ชุดว่ายน้ำ ชุดชั้นใน รองเท้า จนถึงเครื่องประดับ

โดยหลัก ๆ แล้ว รายได้กว่า 45% ของยอดรายได้รวม มาจากทางฝั่งของแบรนด์  TOMMY HILFIGER , 37% ของยอดรายได้รวมมาจากทางฝั่งของแบรนด์ Calvin Klein กล่าวได้ว่า 80% ของรายได้บริษัทนี้มาจาก 2 แบรนด์หลักนี้

นอกจากนี้เมื่อแยกรายได้ตามภูมิภาคแล้ว รายได้หลัก ๆ ของบริษัทจะมาจากทางฝั่งอเมริกาในสัดส่วนราว ๆ 42% รองต่อมาคือฟากยุโรปที่ 37%

จากรูปด้านล่างนี้ตรงส่วนยอด EBIT หรือกำไรหลังจากตัดค่าเสื่อมราคาแล้ว ที่ขึ้นมาในสัดส่วนมากกว่าของทางฝั่งยุโรปนี้มาจากกำไรพิเศษด้วยส่วนหนึ่ง

 

บริษัทมีตัวเลขการเงินย้อนหลังดังต่อไปนี้
ปี 2016
บริษัทมีรายได้ 8.20 พันล้านเหรียญ
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 4.07 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 53.11%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ  549 ล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 6.69%)
คิดเป็นอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) 11.43

 

ปี 2017
บริษัทมีรายได้ 8.91 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตราการเติบโต 8.68%)
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 4.91 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 55.05%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ  537.8 ล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 6.03%)
คิดเป็นอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) 10.40

 

ปี 2018
บริษัทมีรายได้ 9.66 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตราการเติบโต 8.32%)
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 5.32 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 55.11%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ  746.4 ล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 7.73%)
คิดเป็นอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) 13.14

 

ปี 2019
บริษัทมีรายได้ 9.91 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตราการเติบโต 2.61%)
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 5.37 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 54.15%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ  417.3 ล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 4.21%)
คิดเป็นอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) 7.17

 

ปี 2020
บริษัทมีรายได้ 7.13 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตราการหดตัว -28.02%)
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 3.76พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 52.78%)
บริษัทมีขาดทุนสุทธิ  – 1.14 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ -15.93%)
คิดเป็นอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) -21.55

 

ปี 2021
บริษัทมีรายได้ 9.15 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตราการเติบโต 28.35%)
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 5.33 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 58.18%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ  952.3 ล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 10.40%)
คิดเป็นอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) 19.01%

 

จากไตรมาสล่าสุดนี้ แม้บริษัทจะต้องเผชิญกับเรื่องค่าขนส่งที่ลากเลือด การแข่งขันที่ดุเดือด แต่บริษัทก็ปรับปรุงตัวเองได้ดี โดยการขายแบรนด์สินค้าบางอย่างที่ไม่ได้กำไร และปิดหน้าร้านที่ไม่ได้ยอดเท่าที่ควร การขยับขยายมาเน้น Focus ที่แบรนด์หลักของตัวเอง และการขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งลดค่าพนักงานหน้าร้านและค่าเช่าที่เป็นต้นรวมถึงการทำ Marketing ที่ตรงจุด ที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือสปอร์ตบราที่มีชื่อแบรนด์ติดอย่างชัดเจน

 

และเรื่องที่น่ายินดีน่าชื่นชมสำหรับบริษัทอีกเรื่องคือความสามารถในการดำรงซึ่ง Free Cash Flow ที่เป็นบวกตลอด 5 ปีล่าสุดมาด้วย

 

โดยส่วนตัวแล้ว ธุรกิจของ PVH นั้น มีตัวเลขในส่วนของ Gross Margin เป็นที่น่าพอใจ โดยมีระดับอยู่ที่ราว ๆ มากกว่า 50% และในปีล่าสุดนี้แม้บริษัทจะเผชิญกับช่วงเวลาที่น่าลำบากจากภาวะโรคระบาด แต่บริษัทกลับทำตัวเลข Margin ดีกว่าเดิมได้ ทั้งผ่านการปรับกระบวนการภายในก็ดี การเน้นการขายแบบ Online ก็ดี ทั้งนี้ล้วนน่าชื่นชมทั้งสิ้น

 

เมื่อมองลึกไปถึงตัวเลขที่ประเมิน Valuation อย่าง P/BV P/S ณ ตอนนี้บริษัทเทรดกันที่ Market Cap. = 4.87 พันล้านเหรียญ บริษัทเทรด P/BV ที่ 0.9x เท่า และเทรด P/S ที่  0.5x เท่า หากกล่าวแบบตรงไปตรงมา บริษัทกำลังเทรดในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี หากเราเข้าซื้อกิจการทั้งบริษัท ณ Market Cap นี้ได้ เราสามารถขายทอดกิจการแล้วได้เงินเหลือกลับมาเข้ากระเป๋าได้ราว ๆ  10 % เลยทีเดียว (เสมือน ซื้อแบงก์ 100 ในราคา 90 บาท) หรือมองอีกแง่หนึ่ง ในด้าน P/S ที่ต่ำกว่า 1 เท่านี้คือหากคุณนำมูลค่าตราสินค้าอย่าง TOMMY HILFIGER กับ Calvin Klein ไปขยายผลต่อโดยการจ่ายแบงก์ 50 บาท เพื่อเพิ่มยอดขายมาเติม Topline ของบริษัทได้ถึง 100 บาท แต่ทั้งนี้แล้วทุกสิ่งทุกอย่างเองก็เป็นไปตามสมมติฐานที่ว่างบกำไรขาดทุนที่แสดงทางบัญชีนี้เป็นไปตามความเป็นจริง และมีผู้รับซื้อแต่เพียงเท่านั้น แต่กระนั้นตัวเลขเหล่านี้ก็พอทำให้เรามองได้คร่าว ๆ ว่ากิจการ ณ ตอนนี้มันคุ้มค่าที่จะลงทุนต่อไปหรือไม่

 

[ตรงส่วนนี้แนะนำว่าให้ลองไปเทียบตัวเลขการเงินกับบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ดู เช่น RL: RALPH LAUREN , TPR :  TAPESTRY , VFC : V.F. CORPORATION (เจ้าของแบรนด์ Supreme , Vans) ]

 

ซึ่งว่ากันตามตรง ก็อาจกล่าวไม่ผิดว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจประเภทแฟชั่นจริง ๆ มีการขึ้นลงตามกระแสของหมู่ชนตามแต่บริบทห้วงเวลา ซึ่งตรงจุดนี้เองอาจทำให้กำไรของบริษัทถูกบดบังไปด้วยรายจ่ายของ SG&A ซึ่งมีรายจ่ายจำพวกการโฆษณา การทำโปรโมชันอัดฉีดเพื่อจูงใจลูกค้า เป็นต้น และแน่นอน ในอนาคตเองเราอาจเห็นแนวทางใหม่ ๆ ในการทำการตลาดก็ได้เช่นการนำสินค้ามาโปรโมทใน Metaverse ที่นอกจากจะสร้างความ Interactive แล้ว การต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการออกกล้องอาจมีการลงแรงรายจ่ายน้อยกว่าก็ได้ แต่ก็ยังเป็นความท้าทายในเรื่องของการที่ใคร ๆ ก็สามารถแข่งกันได้ แต่การได้ลองศึกษาบริษัทเหล่านี้เองก็ทำให้เราเข้าใจความเป็นคนและเข้าใจพลวัตรของผู้คนด้วย

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อ้างอิง
https://pvh.com/news/press-releases/PVH-Corp-Reports-2021-Fourth-Quarter-and-Full-Year-Results-and-Provides-2022-Outlook
https://www.pvh.com/investor-relations
https://www.tradingview.com/symbols/NYSE-PVH/financials-income-statement/

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน