ธุรกิจ

TNR ถุงยางก็ลงทุนได้

TNR

TNR หรือ บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น โดยสามารถจำแนกประเภทธุรกิจได้เป็น 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้ 1) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทฯ 2) ธุรกิจรับจ้างผลิตถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น (OEM) ตามความต้องการของลูกค้า 3) ธุรกิจงานประมูล (Tender)

 

เรียกว่า ถ้าอยากจะลงทุนในถุงยางอนามัย ตลาดหุ้นไทยก็มีหุ้นให้ลงทุนได้ นั่นก็คือ หุ้น TNR นั่นเอง

 

บริษัทมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ถุงยางอนามัยของตนเอง คือ ONETOUCH และ Niptex แต่มีสัดส่วนการขาย เทียบกับรายได้รวมไม่มากนัก โดยสัดส่วนการขายสินค้าแบรนด์ตนเอง ในประเทศ อยู่ที่ 109.0 ล้านบาท นอกประเทศ อยู่ที่ 23.5 ล้านบาท ณ ปี 2560 คิดรวมเป็น 8.4 และ 1.8 เปอร์เซ็นต์จากรายได้รวม ตามลำดับ

 

รายได้หลักของบริษัทมาจากการรับจ้างผลิตถุงยางอนามัย และเจลหล่อลื่น (OEM)

 

รายได้จากธุรกิจ OEM ณ ปี 2560 ของบริษัทมีสัดส่วนสูงถึง 68.0 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม หรือเทียบเท่ายอดขาย 880.2 ล้านบาท ในขณะที่สัดส่วนรายได้จากธุรกิจงานประมูล (Tender) ก็สูงเช่นกัน โดยมีรายได้ 280.8 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 21.7 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม

 

TNR

 

ผลิตภัณฑ์ของบริษัทก็มีความหลากหลาย ทั้งในแง่สินค้าของตนเอง และสินค้ารับจ้างผลิต

 

TNR

 

TNR

 

ถุงยางอนามัยที่จำหน่ายในตลาดโลก มี 2 ประเภท คือ ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ และผลิตจากยางสังเคราะห์ โดยตลาดแบ่งสัดส่วนประมาณ 80 ต่อ 20 ตามลำดับ โดยถุงยางอนามัยมีสัดส่วน 92 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรวม ในขณะที่ถุงยางอนามัยของผู้หญิงมีการใช้อยู่แค่ 8 เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนรวมเท่านั้น

 

ONETOUCH ถือเป็นแบรนด์ผู้ครองตลาดถุงยางอนามัยอันดับ 2 ในประเทศไทย

 

ผู้ครองตลาดอันดับ 1 ในประเทศไทย ได้แก่ Durex อันดับ 2 คือ ONETOUCH หลังจากนั้น ได้แก่ Okamoto, PLAYBOY, และอื่นๆ ตามลำดับ

 

ในขณะที่ถุงยางรุ่น 44 mm ถือว่าครองตลาดในประเทศไทย รองมา คือ รุ่น Texture ที่ตามกันมาอย่างสูสี ส่วนรุ่นที่มีการเติบโตดีมาก คือ รุ่น 003

 

TNR

 

ส่วนเรื่องข้อมูลการผลิต ณ สิ้นปี 2560 บริษัทมีกำลังการผลิตรวม 1,959.4 ล้านชิ้นต่อปี กำลังการผลิตเต็มที่ 1,532.2 ล้านชิ้นต่อปี ปริมาณการผลิตจริงอยู่ที่ 988.0 ล้านชิ้นต่อปี หรือคิดเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิต 64.5 เปอร์เซ็นต์

 

ความน่าสนใจของต้นทุนของถุงยางอนามัย คือ ค่าใช้จ่ายหลักของบริษัทอันดับ 1 มาจากค่าซื้อวัตถุดิบและวัสดุหีบห่อ โดยคิดเป็นค่าใช้จ่ายสูงถึง 481 ล้านบาทในปี 2560 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายพนักงานมาเป็นอันดับ 2 ที่ 333 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นไม่ถึง 100 ล้าน

 

วัตถุดิบที่สำคัญในการทำสินค้าถุงยางอนามัย และสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้อง คือ น้ำยางธรรมชาติเข้มข้น 60 เปอร์เซ็นต์ , ซิลิโคน (ออยล์) , ฟอยล์ และ บรรจุภัณฑ์ โดยวัตถุดิบทั้งหมดซื้อจากผู้ผลิตในประเทศ ยกเว้น ซิลิโคนบางส่วนที่มีการนำเข้า ดังนั้น วัตถุดิบของบริษัทจะกังวลจากความผันผวนเรื่องค่าเงินไม่มากนัก (แต่อาจจะไปกังวลขาขายแทน เพราะส่งออกเยอะ) แต่จุดที่น่าสนใจมาก คือ น้ำยางธรรมชาติเข้มข้น 60 เปอร์เซ็นต์ ที่มีลักษณะเป็นโภคภัณฑ์ที่ชัดเจน ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้กำไรของบริษัทมีความผันผวนได้

 

TNR

 

รายได้ และ กำไรสุทธิ ของบริษัท

 

ปี 2016

รายได้ 1,227.02 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 194.15 ล้านบาท

 

ปี 2017

รายได้ 1,311.73 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 121.19 ล้านบาท

 

ทั้งหมดทั้งมวลที่นำมาสรุปให้ฟัง ก็เพื่อให้เห็นภาพว่า สินค้าหลายอย่างที่เราอาจจะคิดว่าลงทุนไม่ได้ แต่ก็สามารถที่จะหาลงทุนในตลาดหุ้นได้ ตลาดหุ้นนั้นอยู่รอบตัวเรามากกว่าที่คิด เข้าร้านสะดวกซื้อครั้งหน้า อย่าลืมหยิบถุงยางอนามัยมาพลิกดูว่าใครผลิต ใช่บริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นหรือเปล่านะ!

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน