ธุรกิจ

สรุปข้อมูลบริษัท WeWork : WeWork สตาร์ตอัปที่ยังไม่เสกกำไร

สรุปข้อมูลบริษัท WeWork

สรุปข้อมูลบริษัท WeWork : WeWork สตาร์ตอัปที่ยังไม่เสกกำไร

 

หากสังเกตจากธุรกิจรอบตัวในปัจจุบัน ธุรกิจสตาร์ทอัปนั้นมีความคล้ายคลึงกับตะเกียงวิเศษอยู่หนึ่งอย่าง คือมันหายาก แต่ถ้าหาเจอเมื่อไหร่ เราจะขอพรกี่ข้อก็ได้ดังที่ใจหวัง เปรียบได้กับสตาร์ทอัปที่มีโมเดลธุรกิจที่ใช่และลูกค้ามากพอ จะเสกเงินเท่าไหร่ก็ไม่ใช่ปัญหา

 

แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่ตะเกียงทุกอันที่จะถูแล้วมียักษ์จินนี่มาแจกเงิน และหนึ่งในนั้นคือตะเกียงของบริษัท WeWork

 

 

 

WeWork คือสตาร์ทอัป (อย่างน้อยหลาย ๆ คนก็เรียกว่าสตาร์ทอัป) ที่ทำธุรกิจให้เช่าพื้นที่สำนักงานในลักษณะของ Co-working Space

 

เรื่องราวของ WeWork เริ่มต้นขึ้นในปี 2010 บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นโดย Adam Neumann และ Muguel McKelvey

 

แรกเริ่มเดิมที ทั้งสองไม่ได้ตั้งใจปั้น WeWork ให้กลายเป็นบริษัทสายพันธุ์สตาร์ทอัป ในตอนแรกพวกเขาต้องการทำเสื้อผ้าเด็กขายเท่านั้น

 

แต่ระหว่างที่กำลังย้ายข้าวของและตกแต่งออฟฟิศใหม่ พวกเขากลับปิ๊งไอเดียอีกแบบที่ดูเหมือนจะเข้าท่ากว่าการขายเสื้อผ้าเด็กมาก นั่นคือการปล่อยเช่าออฟฟิศให้เป็นลักษณะของ Co-working Space

 

ซึ่งในช่วงปี 2010 กระแสของธุรกิจสตาร์ทอัปกำลังดังเป็นพลุแตก สิ่งที่เหมือนกันของสตาร์ทอัปเหล่านี้ก็คือไม่ได้มีออฟฟิศเป็นตัวเป็นตนนัก เพราะทีมงานสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ราวกับมีตะเกียงวิเศษวิเศษที่เสกงานออกมาได้อย่างใจนึก เพียงแต่ตะเกียงวิเศษในที่นี้ก็คือไวไฟ ปลั๊กไฟ และที่นั่งทำงานเก๋ ๆ เพียงเท่านี้ก็พร้อมจะผลักดันให้สตาร์ทอัปน้อยใหญ่ให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

 

และ WeWork ก็คือคนที่จะวางตัวเป็นเจ้าของตะเกียงวิเศษ โดยการปล่อยเช่าพื้นที่ให้กับเหล่าฟรีแลนซ์และบริษัทสตาร์ทอัป

 

หลังจากที่บริษัทเริ่มสร้างสาขาแรกที่นิวยอร์ก ชื่อเสียงของ WeWork ก็ดังเป็นพลุแตกจนมีการเพิ่มจำนวนสาขาอย่างรวดเร็ว จนช่วงพีคสุด ๆ นั้นบริษัทมี Co-working Space ให้เช่าทั่วโลกกว่า 623 สาขา (ในไทยมี 5 สาขา) มีรายได้ที่สูงถึงเกือบ 2.5 พันล้านเหรียญในรอบ 9 เดือนของปี 2019 และมีแผนที่จะพาตัวเองเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ตะเกียงวิเศษในนิทานจะทำให้คนเป็นเศรษฐีจริง ๆ ก็วันนี้

 

แต่น่าแปลกตรงที่ ตะเกียงวิเศษของ WeWork กลับไม่สามารถสร้างกำไรให้บริษัทได้เลยแม้แต่เหรียญเดียว

 

 

 

งบการเงิน WeWork

 

ปี 2017
รายได้ 886 ล้านเหรียญ
ค่าใช้จ่าย 1,776 ล้านเหรียญ
ขาดทุนสุทธิ 890 ล้านเหรียญ

 

ปี 2018
รายได้ 1,800 ล้านเหรียญ
ค่าใช้จ่าย 3,400 ล้านเหรียญ
ขาดทุนสุทธิ 1,600 ล้านเหรียญ

 

3 ไตรมาส ปี 2019
รายได้ 2,474 ล้านเหรียญ
ค่าใช้จ่าย 4,628 ล้านเหรียญ
ขาดทุนสุทธิ 2,154 ล้านเหรียญ

 

ตามปกติแล้ว สตาร์ทอัปหลาย ๆ แห่งจะสามารถทำกำไรได้บ้างเมื่อมีรายได้และลูกค้าเพิ่มขึ้นมากพอ แต่สำหรับ WeWork ที่แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น 3 เท่า แต่ผลขาดทุนก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แทบจะสูงพอ ๆ ดับรายได้ด้วยซ้ำ

 

แล้วอะไรเป็นเหตุให้บริษัทที่มีรายได้เพิ่มขึ้นกลับมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นได้?

 

ปัญหาส่วนใหญ่มันก็มาจากตัวธุรกิจของ WeWork เองนั่นแหละ บริษัทอาจได้ชื่อว่าสตาร์ทอัป แต่ถ้าเราดูดี ๆ มันก็คือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทก็คือฟรีแลนซ์หรือสตาร์ทอัปไฟแรงทั้งหลาย ซึ่งปัญหาของลูกค้ากลุ่มนี้คือ พวกเขาไม่ได้เป็นผู้เช่าระยะยาวนัก ใครที่ทำธุรกิจเองจะรู้ดีว่ามันมีขึ้นก็มีลง ลูกค้าที่เป็นกลุ่มสตาร์ทอัปเหล่านี้จึงสามารถล้มหายตายจากได้ทุกเมื่อ และเมื่อสตาร์ทอัปล้ม ออฟฟิศที่เคยเช่ากับ WeWork ไว้ก็ต้องว่างโดยปริยาย ง่าย ๆ ก็คือไม่ได้มีคนที่เช่าพื้นที่ของ WeWork ต่อเนื่องและเยอะพอ

 

และนั่นนำมาสู่ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกัน คือเรื่องของค่าเช่า พื้นที่ของ WeWork ที่เปิดให้คนมาใช้บริการนั้นจะเป็นการเช่าสำนักงานแล้วมาดัดแปลงอีกทีหนึ่ง ประเด็นอยู่ตรงที่การเช่าสำนักงานมันเป็นลักษณะของสัญญาเช่าระยะยาวนับสิบปี นั่นแปลว่า WeWork มีต้นทุนคงที่แล้วแน่ ๆ แบบต่อเนื่อง โดยที่ไม่รู้ว่าสาขานั้นจะมีคนเช่าได้ตลอดรอดฝั่งแค่ไหนด้วยซ้ำ จึงไม่แปลกที่จะทำให้บริษัทขาดทุนสม่ำเสมอแทนที่จะมีลูกค้าสม่ำเสมอ

 

และสุดท้าย คือนิสัยส่วนตัวของผู้บริหารที่ใช้เงินค่อนข้างฟุ่มเฟือย รวมถึงพฤติกรรมบางอย่างที่น่าสงสัย ทั้งเรื่องของการใช้กัญชา การขายเครื่องหมายการค้า WE ให้กับบริษัทของตัวเองและรับเงินเข้ากระเป๋าเหนาะ ๆ 5.9 ล้านเหรียญ หรือกระทั่งซื้อเครื่องบินส่วนตัว ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงไม่แปลกที่บริษัทจะไม่ได้เข้าตลาดหุ้นดังที่หวังไว้ รวมถึงทำให้เหล่าบรรดาผู้ร่วมลงทุนที่ทุ่มเงินไปกับบริษัทเหล่านี้ต้องผิดหวังไปตาม ๆ กัน โดยเฉพาะ SoftBank ธนาคารยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นที่ลงเงินกับ WeWork ไปถึง 10,000 ล้านเหรียญ

 

แต่จากข่าวล่าสุด ดูเหมือนว่าผู้ก่อตั้งได้ถอนตัวจากการบริหารพร้อมกับให้คนอื่นที่มีความสามารถเข้ามาบริหารแทนแล้ว (มีข่าวลือว่า SoftBank อาจส่งคนเข้ามาเป็นซีอีโอ) น่าติดตามต่อว่าภายใต้การบริหารของทีมงานชุดใหม่จะนำพาบริษัทไปได้ไกลแค่ไหน เพราะต้องไม่ลืมว่า อย่างไรเสียบริษัทก็ยังมีลูกค้า เมื่อใดก็ตามที่มีลูกค้า ที่นั่นก็ย่อมมีโอกาสทำเงิน

 

WeWork จะกลับมาเป็นตะเกียงวิเศษที่ถูเงินออกมาได้ไหม ยักษ์จินนี่จะพา WeWork ไปสู่นิพพานของสตาร์ทอัปคือการเข้าตลาดหุ้นได้หรือไม่ งานนี้ไม่ได้อยู่ที่ฝีมือการถูของอะลาดิน แต่อยู่ที่ฝีมือของผู้บริหารชุดใหม่นั่นเอง

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

SOURCE:

ถอดบทเรียน WeWork ที่ไม่เวิร์ก จากสตาร์ทอัปยูนิคอร์นสู่คำถามเรื่องล้มละลาย : thestandard.co/

ถอดรหัสความสำเร็จ WeWork โคเวิร์กกิ้งสเปซที่มีมูลค่าสูงกว่าทวิตเตอร์ : thestandard.co
WeWork tells investors it lost $1.25 billion in the third quarter : cnbc.com

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน