ทัศนคติ

ดูแลตัวเองให้ไหว แล้วค่อยไปดูแลพอร์ต

ดูแลตัวเองให้ไหว แล้วค่อยไปดูแลพอร์ต

ดูแลตัวเองให้ไหว แล้วค่อยไปดูแลพอร์ต

 

ท่ามกลางกระแสที่มีเรื่องใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายในวงการการเงิน การเปลี่ยนแปลงที่ขึ้นลงผันผวนได้รวดเร็วเป็นระดับวินาที คงจะมีอยู่บ้างบางวันที่เรารู้สึกเหนื่อยและล้า แต่คนรอบตัวก็ยังกดดันแล้วบอกเราว่าต้องไปอีก ยังจำเป็นต้องไปต่อ เราจะดูแลใจ ดูแลตัวเองอย่างไรดี เพราะบางทีก็เหนื่อยเกินไป ดูแลตัวเองให้ไหว แล้วค่อยไปดูแลพอร์ต

 

เวลาที่มีคนถามว่า “เราได้ดูแลตัวเองบ้างไหม” คนส่วนใหญ่ก็มักจะตอบว่า “แน่นอน” เพราะเราทุกคนก็คิดว่าเราต่างก็ดูแลตัวเอง แต่การดูแลตัวเองของแต่ละคนอาจจะเป็นการ “ดูแลที่ไม่ได้ดูแล” อยู่ก็เป็นได้ ถ้าหากการ “ดูแลพอร์ต” คือการทำความเข้าใจพื้นฐานธุรกิจ การวิเคราะห์สถานการณ์ของสังคม ติดตามการตอบสนองของตลาดต่อข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตัดสินใจบนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นไป แล้วจึงจัดสมดุลของสัดส่วนหุ้นที่เราจะเก็บไว้หรือขายทิ้ง เรากำลังดูแลตัวเองได้ดีและใส่ใจอย่างที่กำลังใช้กับการดูแลพอร์ตอยู่หรือไม่

 

การดูแลตัวเองคืออะไร?

 

การดูแลตัวเอง หรือ self-care คือ กิจกรรมหรือพฤติกรรมที่เราทำไปด้วยความจงใจตั้งใจที่จะดูแลรักษาเยียวยาสุขภาพร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ซึ่งการดูแลที่ดีนี้จะช่วยทำให้เราอยู่ในอารมณ์ที่ดี ไม่มีความวิตกกังวล สบายใจในการที่จะใช้ชีวิตและพบปะปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ

 

การดูแลตัวเองที่เหมือนคล้ายแต่ไม่ใช่

 

การดูแลตัวเองนั้นควรจะเป็นอะไรที่ “เติมพลัง” มากกว่า “ดูดพลัง” ดังนั้นควรจะเป็นอะไรที่เราสบายใจที่จะทำ ไม่ใช่การฝืนใจบังคับหรือยิ่งทำยิ่งเหนื่อยใจ การดูแลตัวเองบางครั้งคนอาจจะตีความว่ามันเป็นการ “เห็นแก่ตัว” ที่เราจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่จริง ๆ แล้ว การดูแลตัวเองที่ดี คือ การที่เราดูแลตัวเองได้ดีเพื่อที่จะสามารถไปดูแลคนอื่นได้ต่อ หรือ ทำอะไรให้คนอื่นได้มากขึ้น

 

การพัฒนาตัวเอง ไม่เท่ากับ การดูแลตัวเอง

 

หลาย ๆ คนชอบคิดว่าการดูแลตัวเอง คือ “เราจะทำอย่างไรให้ตัวเองดีขึ้น” ซึ่งแนวคิดเช่นนี้อาจจะเป็น “การพัฒนาตัวเอง (self-improvement)” มากกว่า “การดูแลตัวเอง (self-care)” เพราะการทำให้ตัวเองดีขึ้น เก่งขึ้น หลาย ๆ ครั้งคือการมองตัวเองในมุมมองว่าต้องสมบูรณ์แบบ (perfectionist mindset) แล้วก็พาตัวเองไปสู่วังวนของความรู้สึกผิดที่ผัดวันประกันพรุ่ง ที่เรายังบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ยังไม่ได้ การดูแลตัวเองจึงกลายเป็นการต้องบรรลุเป้าหมาย ต้องบังคับกำกับตัวเองให้ทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ซึ่งนั่นอาจจะยิ่งเป็นสิ่งที่ดูดพลัง ฉุดรั้งทำให้เราไม่ได้เติมพลังหรือพอใจในสิ่งที่เรามีเราเป็นได้เลย

 

การวิ่งหนีหรือเพิกเฉยต่อปัญหา ไม่ใช่การดูแลตัวเอง

 

คนบางกลุ่มก็อาจคิดไปว่าการดูแลตัวเองคือ “การทำให้ตัวเองรู้สึกดี” จึงเลือกที่จะดูแลตัวเองด้วยการไปกินดื่มเที่ยวเล่น ไถโทรศัพท์ฆ่าเวลาหนีจากปัญหา ซึ่งนั่นก็ไม่นับว่าเป็นการดูแลตัวเอง การลืมมันไปชั่วขณะ (numbing) ก็อาจจะทำให้เรารู้สึกดีได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาในระยะยาว ต่างจากการดูแลตัวเอง ที่จะมีส่วนช่วยทำให้เราเผชิญกับปัญหาได้ดีขึ้นและจัดการที่ต้นเหตุของปัญหา การจะบอกได้ว่าอะไรคือการดูแลตัวเองและอะไรคือการแค่หนีปัญหา อาจจะเป็นการพิจารณาว่าทำสิ่งนั้นไปแล้ว “วันรุ่งขึ้นเราจะรู้สึกดี” หรือ จะย้อนกลับมามองแล้วคิดไปว่า “ไม่น่าทำลงไปเลย”

 

5 มิติของการดูแลตัวเอง

 

1. ดูแลร่างกาย (physical self-care) อาจจะเป็นการดูแลเรื่องอาหารการกิน การนอน การออกกำลัง การรับประทานยาให้ครบถ้วน เพราะร่างกายส่งผลต่ออารมณ์

 

2. ดูแลความคิดและจิตใจ (mental self-care) ทำอะไรที่ช่วยทำให้จิตใจได้หย่อนผ่อนบ้าง การลับคมความคิดด้วยปริศนาเล็ก ๆ การเล่นเกมที่ฝึกสมอง ที่เพลินๆ และ สนุก ก็อาจพอช่วยได้

 

3. ดูแลอารมณ์ (emotional self-care) การมีโอกาสที่จะได้ระบาย แสดงออกอารมณ์และความรู้สึกในพื้นที่ที่ปลอดภัย การได้จัดการกับอารมณ์ที่ไม่สบายใจ เช่น โกรธ กังวล เศร้า หรืออาจเป็นการได้คุยกับใครสักคนให้ได้รับรู้หรือสะท้อนว่าเรากำลังรู้สึกอะไร หรืออาจเป็นการละเลงสีระบายเพื่อให้อารมณ์ที่ซึมลึกซ่อนไว้ในใจได้ปลดปล่อยออกมา

 

4. ดูแลความสัมพันธ์ (social self-care) การดูแลความสัมพันธ์กับเพื่อน กับ คนในครอบครัว กับคนที่เราแคร์ก็เป็นการเติมพลังใจ เยียวยาความเหนื่อยล้าได้

 

5. ดูแลจิตวิญญาณ (spiritual self-care) การดูแลจัดการให้เราได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น ได้ค้นพบกับความเข้าใจที่ลึกขึ้นเกี่ยวกับความธรรมดา อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติหรือพลังอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าตัวเรา

 

อย่ามองว่า Self-care เป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต

 

จากการสำรวจของ Harris Poll พบว่าคนไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองนัก โดย 44% เชื่อว่าต้องมีเวลาเหลือจึงจะดูแลตัวเองได้ และอีก 35% เชื่อว่าการจะดูแลตัวเองต้องเป็นคนที่มีเงินหรือรายได้สูงเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่มองการดูแลตัวเองเป็นกิจกรรมที่แยกออกไปต่างหากจากวิถีชีวิต ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการดูแลตัวเองสามารถสอดแทรกเข้าไปในวิถีชีวิตในทุก ๆ เรื่อง แค่เพียงตัดสินใจหรือเลือกอะไรที่จะดีต่อใจ ทำให้ชีวิตผ่อนคลายขึ้นก็เพียงพอ

 

มองผลลัพธ์ออกไปให้ไกลกว่าตรงหน้า

 

ด้วยค่านิยมบางอย่างทำให้การแบ่งเวลาหรือการเลือกทำอะไรบางอย่างให้กับตัวเองกลายเป็นความรู้สึกผิด เพราะการถูกปลูกฝังว่าเราควรจะนึงถึงคนอื่น หรือ เสียสละให้ผู้อื่นก่อน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เห็นแก่ตัวเลยที่เราจะเว้นวรรคมาใส่ใจกับการดูแลตัวเองเพื่อให้สามารถทำสิ่งต่าง ๆ กับคนอื่นได้ดี มีพลังและสดใสในโอกาสต่อไปที่พบเจอ หรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากการเลือกซื้อหรือปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็อาจจะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่แพงจนเกินไป หากมองว่าอนาคตต่อไปเราจะประหยัดค่าใช้จ่ายจากความเจ็บป่วยได้ บางครั้งก็ต้องลงทุนไว้ในวันนี้เพื่อดอกผลในอนาคตข้างหน้า

 

หากมองการดูแลตัวเองผ่านสายตาของการลงทุน นี่คือการลงทุนที่เน้นคุณค่า ลงทุนในการกระทำ นิสัย หรือ พฤติกรรมที่จะเป็นปัจจัยพื้นฐานให้หลาย ๆ สิ่งเติบโต งอกเงย และงอกงามได้ต่อไปในอนาคต การไม่พิจารณาหรือใส่ใจกับพื้นฐานให้ดี ก็แปลว่าเรากำลังเลือกที่จะเสี่ยงดวง เสี่ยงดวงไม่ใช่แค่กับหุ้น ชีวิตคุณก็เช่นกัน

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน