ทัศนคติ

เหตุและผลของคนเชื่อใจ (ในมุมมองเศรษฐศาสตร์)

เหตุและผลของคนเชื่อใจ (ในมุมมองเศรษฐศาสตร์)

เหตุและผลของคนเชื่อใจ (ในมุมมองเศรษฐศาสตร์)

 

ความเชื่อใจหรือไว้วางใจ (Trust) เป็นสิ่งที่จับต้องได้ยาก แต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งในเชิงความสัมพันธ์ และการแลกเปลี่ยนซื้อขายรวมไปถึงการลงทุน เพราะหากเราไม่เชื่อใจหรือไว้วางใจ เราอาจไม่ให้เงินของเรากับใครหรือบริษัทใด ๆ การพัฒนาและขยายตัวของธุรกิจต่าง ๆ คงไม่สามารถเติบโตมาได้อย่างที่เราเห็น แล้วความเชื่อใจหรือไว้วางใจคืออะไรกันแน่ เหตุและผลของคนเชื่อใจ (ในมุมมองเศรษฐศาสตร์)

 

ความเชื่อใจและไว้วางใจ

 

ความเชื่อใจและไว้วางใจ (Trust) คือ สถานะที่ผสมระหว่างตรรกะและเหตุผลที่คิด (cognition) และอารมณ์ที่รู้สึก (emotion) กับความเชื่อที่ว่า “คนอีกคนจะให้ประโยชน์กับเรามากกว่าให้โทษ” หรือ การที่เราเต็มใจยอมรับที่จะพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้อง “พึ่งพิงและพึ่งพาคนอื่น” ซึ่งความเชื่อใจนั้น หากคิดด้วยตรรกะและเหตุผลโดยไม่มีส่วนผสมของอารมณ์ ก็อาจจะเรียกได้ว่า “การคาดการณ์” (prediction) แต่หากมีแต่อารมณ์ที่เชื่อใจ โดยปราศจากความคิดหรือเหตุผลใด ๆ สนับสนุนก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ศรัทธา” (faith)

 

โดยความเชื่อใจและไว้วางใจนี้ มี 2 องค์ประกอบสำคัญ คือ หนึ่ง การยอมที่จะอ่อนแอหรือเปราะบางลงไป เช่น ยอมรับได้ที่อาจจะสูญเสีย หรือ อาจจะเสียใจ และ สอง ความคาดหวังในทางบวก ว่าการยอมเปราะบางนั้นจะนำพาประโยชน์หรือการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นมาให้ ยกตัวอย่างเช่น เราเลือกที่จะไว้ใจคนที่เราคบอยู่ นั่นคือเรายอมที่เสี่ยงว่าอาจจะเสียใจ แต่เพื่อที่จะมีคนที่รักและดูแลชีวิตเรา เราก็เลือกที่จะ “ไว้ใจ” ให้ผลลัพธ์ไปขึ้นอยู่กับคนอีกคนที่เราควบคุมไม่ได้

 

ความเชื่อใจและไว้วางใจทำให้เรามีสังคม

 

ในทางทฤษฎี ความเชื่อใจและไว้วางใจนี้เป็นรากฐานที่สำคัญที่จะนำไปสู่ “ความสัมพันธ์” และการอยู่ร่วมกันเป็น “สังคม” เพราะมันคือความสามารถตั้งต้นว่าคนคนหนึ่งจะรับมือกับความไม่แน่นอนพื้นฐานเหล่านี้ได้ไหม เราจะใช้ชีวิตในแต่ละวันกับคนอื่น ๆ โดยเชื่อได้บ้างไหมว่า “เขาจะไม่ทำร้าย” และ “ร่วมมือไปกับเรา”

 

ความเชื่อใจกับเศรษฐกิจ

 

ความเชื่อใจเหล่านี้หากมีได้มาก ก็จะทำให้คนคนนั้นรู้สึกวิตกกังวลน้อย รู้สึกปลอดภัย เมื่อใช้ชีวิตในระบบเศรษฐกิจก็จะทำให้เรามีความกล้าที่จะเอาเงินไปฝาก ลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ โดยอาศัยความเชื่อว่าสุดท้ายแล้วมันจะเกิดประโยชน์ที่ดีกว่า ซึ่งไม่ใช่จากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน แต่เป็นการไว้เนื้อเชื่อใจในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งนั่นทำให้เศรษฐกิจและสังคมขยายตัว เติบโต ขับเคลื่อนไป

 

ความเชื่อใจในทางเศรษฐศาสตร์

 

การศึกษาเรื่องความเชื่อใจเป็นอะไรที่ค่อนข้างแหวกไปจากเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม เพราะหากมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผลและมองประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าการตัดสินใจใด ๆ จะไม่มีทางเอาผลลัพธ์ไปพึ่งพิงผูกโยงกับคนอื่น หรือ ไม่มีทางที่จะเสียสละประโยชน์ที่ตนเองจะได้ แล้วให้ใครก่อน

 

แต่การศึกษาทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมพบว่าความเชื่อใจนี้ ผูกโยงกับการไม่เห็นแก่ตัว พฤติกรรมต่างตอบแทนหรือการให้มาให้กลับ (reciprocity) และการยอมเสียสละประโยชน์ ณ ปัจจุบัน เพื่อที่จะได้รับประโยชน์ที่มากกว่าหากอีกฝ่ายยอมร่วมมือ

 

เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมกับความเชื่อใจ

 

นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้มีการออกแบบเกมการทดลอง เพื่อต้องการที่จะวัดระดับของความเชื่อใจเพื่อนำไปอธิบายปรากฎการต่าง ๆ เช่น เกมของความไว้ใจ (Trust game) ที่ผู้เล่นที่ 1 จะได้รับเงินจำนวนหนึ่ง โดยให้ตัดสินใจว่าจะเก็บเงินนี้ไว้ทั้งหมด หรือ จะแบ่งเงินนี้ให้กับผู้เล่นที่ 2 ซึ่งเงินที่ได้รับการแบ่งมาจะถูกนำไปทวีคูณเป็น 3 เท่า จากนั้นผู้เล่นที่ 2 เมื่อได้รับเงินก็จะได้โอกาสในการตัดสินใจว่าจะส่งเงินคืนกลับไปให้เท่าไหร่

 

จากการทดลองก็พบว่า ผลตอบแทนที่ผู้เล่นคนที่ 1 จะได้รับคืนกลับจะมากขึ้น หากจำนวนเงินที่ส่งให้ผู้เล่น 2 มาก ความหมายก็คือ ยิ่งความเชื่อใจในตอนต้นมีมาก โอกาสที่จะได้รับคืนกลับก็สูงขึ้น และหากผู้เล่นที่ 1 คนไหนทุ่มให้หมดหน้าตัก ส่วนใหญ่ก็มักจะได้ทุนคืน และมีบางส่วนที่ได้กำไรจากการตัดสินใจนี้

 

เราควรไว้ใจให้มาก เพื่อที่จะได้รับผลคืนกลับมาก ?

 

การหักหลัง (betrayal) คือ เมื่อผู้เล่นที่ 1 ไว้ใจ แล้วส่งเงินไป แต่อีกฝ่ายไม่ส่งคืนกลับมา ซึ่งพบว่าปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการหักหลัง คือ “เมื่อหักหลังแล้ว ได้ผลตอบแทนมากน้อยแค่ไหน”

 

ดังนั้นแล้วคำตอบจึงไม่ใช่ว่าควรไว้ใจให้มากหรือน้อย แต่ให้พิจารณา “ราคาที่ต้องจ่าย” และ “ประโยชน์ที่เขาจะได้” เมื่อเขาหักหลัง หากพบว่าเขาไม่ต้องสูญเสียอะไรมากและได้ประโยชน์สูง ก็จงเตรียมใจไว้ว่าโอกาสที่คุณจะถูกหักหลังก็มีได้มาก

 

ต่างคนต่างก็ดูประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับ

 

งานวิจัยได้พบต่อไปอีกว่า คนเรามักจะเชื่อใจมากเกินไป (over trust) เพราะมีอคติทางความคิดบังตา ที่มักจะมองที่ประโยชน์ที่จะได้ของตัวเอง มากกว่าจะไปคิดมุมกลับจากอีกฝั่งด้วยว่าเขามีประโยชน์ที่จะได้รับมากหรือน้อยอย่างไร เพราะเขาก็เป็นคนเหมือนเรา เขาก็คิดถึงประโยชน์ที่เขาจะได้ ไม่ต่างจากเรา

 

สุดท้ายแล้วความเชื่อใจก็ยังคงเป็นสิ่งดีที่จะทำให้เราได้ประโยชน์ที่มากกว่าและก้าวไปข้างหน้า แต่การเชื่อใจใครหรืออะไรบางทีก็อาจจะนำพาความเจ็บปวดหรือการสูญเสียมาให้เราได้ สิ่งที่สำคัญคือการวิเคราะห์ให้ดี และออกแบบ “สิ่งที่เราจะแลก” อย่างพอเหมาะ อย่าแลกอะไรที่มากเกินตัว ยอมเสียอะไรที่มากเกินไป เพราะนั่นหมายความว่าคนที่เราไว้ใจ เขามีโอกาสและแรงจูงใจที่จะ “ได้” มากเกินและเขาก็จะ “หักหลัง”

 

ค่อย ๆ แลก ค่อย ๆ เชื่อใจ จากเรื่องเล็ก ๆ เรื่องนิด ๆ แล้วค่อย ๆ ขยับขยายไป ไม่เช่นนั้นแล้วความเชื่อใจจะเป็นเพียง “ความศรัทธา” หรือ “การพนัน” หากไม่ได้วิเคราะห์หรือมีหลักการสนับสนุน ขอให้นักลงทุนใช้ความเชื่อใจแต่พอดี

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อ้างอิง

Evans AM, Krueher JI. The Psychology (and Economics) of Trust. Social and Personality Psychology Compass (2009): 1003-1014.

Ainswoth SE, Baumeister RF, Ariely D. Ego Depletion decreases trust in economic decision making. J Exp Soc Psychol. 2014 September 1; 54: 40–49.

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน