ธุรกิจ

Murphy USA บริษัทปั๊มน้ำมันผู้ครองรายได้กว่า 40% จากร้านสะดวกซื้อในเครือของตัวเอง

Murphy USA บริษัทปั๊มน้ำมันผู้ครองรายได้กว่า 40% จากร้านสะดวกซื้อในเครือของตัวเอง

Murphy USA บริษัทปั๊มน้ำมันผู้ครองรายได้กว่า 40% จากร้านสะดวกซื้อในเครือของตัวเอง

 

ประเทศอเมริกานับว่าเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับต้น ๆ หรือ TOP5 ของโลก และไม่มีรถไฟความเร็วสูงเหมือนกับประเทศอื่น ๆ อันเป็นเหตุให้อเมริกาเป็นประเทศที่มีการเดินทางโดยพึ่งรถโดยสารเป็นหลัก กอปรกับอเมริกาเองก็มีทรัพยากรอย่างน้ำมันในมือของตัวเองเป็นจำนวนมาก ทั้ง 2 อย่างนี้ ประกอบเข้ากับกระแสหุ้น IPO ไทยแห่งปีอย่างหุ้น OR

 

วันนี้จึงขอนำเสนอหุ้นที่เป็นเจ้าของน้ำมัน Murphy มาดูกันว่าบริษัทปั๊มน้ำมันในประเทศโลกที่หนึ่งนั้นเขามีแนวทางการทำธุรกิจอย่างไรกันบ้าง เผื่อเป็นไอเดียในการปรับใช้การหาเงื่อนงำเบาะแสแห่งการเติบโตหลัง IPO ของหุ้นค้าปลีกน้ำมันแห่งชาติของเรา

 

บริษัทมีกลยุทธ์ดังรูปนี้ จะอาศัยการโตแบบ Organic ขยายสาขาไปเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันมีสาขากว่า 1650 สาขา ครอบคลุม 27 รัฐ จากนั้นบริษัทเองก็มีการกระจายรายได้ไปในส่วนของร้านค้าสะดวกซื้อของทางปั๊มมากขึ้น กระบวนการถัดไปก็คือการคุมรายจ่ายลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นทั้งหมด รวมถึงการบริหารสต๊อกน้ำมันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

 

บริษัทมีงบการเงินย้อนหลังดังต่อไปนี้

ปี 2016

บริษัทมีรายได้ 9,633.1 ล้านเหรียญ

บริษัทมีกำไรสุทธิ 221.5 ล้านเหรียญ (คิดเป็นกำไรสุทธิ 2.3%)

 

ปี 2017

บริษัทมีรายได้ 10,853.5 ล้านเหรียญ

บริษัทมีกำไรสุทธิ 245.3 ล้านเหรียญ (คิดเป็นกำไรสุทธิ 2.26%)

 

ปี 2018

บริษัทมีรายได้ 12,524 ล้านเหรียญ

บริษัทมีกำไรสุทธิ 213.6 ล้านเหรียญ (คิดเป็นกำไรสุทธิ 1.71%)

 

ปี 2019

บริษัทมีรายได้ 12,101.3 ล้านเหรียญ

บริษัทมีกำไรสุทธิ 154.8 ล้านเหรียญ (คิดเป็นกำไรสุทธิ 1.28%)

 

ปี 2020

บริษัทมีรายได้ 9,504 ล้านเหรียญ

บริษัทมีกำไรสุทธิ 386.1 ล้านเหรียญ (คิดเป็นกำไรสุทธิ 4.06%)

 

สิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับ Murphy คือการบริหารกระแสเงินสดของบริษัทได้ดี จนทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดอิสระหรือ Free Cash Flow ตลอดทุกปี (Free Cash Flow คือกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่หักลบกับงบลงทุนต่อแล้ว ดังนั้นเงินสดที่หักลบหลังจากนี้ จะเป็นเงินสดที่ไร้พันธะนั่นเอง)

 

 

การที่บริษัทมี Free Cash Flow ตลอดแบบนี้ทำให้บริษัทสามารถนำเงินสดไปต่อยอดได้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินปันผลคืนแก่ผู้ถือหุ้น การเอาเงินไปจ่ายหนี้ การซื้อหุ้นคืน หรือการซื้อกิจการเพิ่มเติม

โดยสำหรับ Murphy เองนั้นได้เลือก 2 วิธีหลัง นั่นคือการซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น กับการขยายซื้อกิจการมาเสริมกำลังให้กับตัวเอง

 

โดยในปี 2015-2019 บริษัทใช้เงินไปกับการซื้อหุ้นคืน ส่วนในปี 2020 บริษัทก็ได้ใช้เงินไปกับการขยายซื้อกิจการต่อ ในสัดส่วนกว่า 50% เลยทีเดียว

 

 

โดยมีการซื้อที่ EBITDA Multiplier ที่ 8.3x-13.2x เท่า

 

 

โดยกิจการที่ซื้อมาก็เป็นกิจการที่มีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจปั๊มน้ำมันที่ทำอยู่เดิมเช่นกัน ซึ่งก็คือปั๊ม QuickCheck นั่นเอง โดย QuickCheck นับว่ามีสัดส่วนกิจการระหว่าง Non-Fuel ต่อ Fuel อยู่ที่ 43:57 นับว่ามีการกระจายรายได้ที่สมส่วน และอาจมีรายได้จาก Non-Fuel มากขึ้น หากว่าเนื้อเค้กของกิจการน้ำมันจะถูก Disrupt ในอนาคต

 

 

โดยสรุปภาพรวมกลยุทธ์ของปั๊มน้ำมันต่างประเทศปั๊มนี้คือเรื่องของการมีกระแสเงินสดอิสระที่เพียงพอต่อการไป Take Over บริษัทเกี่ยวข้อง รวมถึงการควบคุมต้นทุนที่รัดกุม การทำกลยุทธ์ส่งเสริมการขาย โดยปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปั๊มเป็นธุรกิจโภคภัณฑ์ที่มีกำไรตอนที่บริษัทสต๊อกราคาน้ำมันได้ต่ำ ๆ นั่นเอง แต่บริษัทก็ได้เตรียมตัวไปเพิ่มรายได้ในส่วนร้านสะดวกซื้อมากขึ้นแล้ว นับว่าเป็นมูฟใหม่ที่ท้าทายสำหรับหุ้นปั๊มน้ำมัน ที่ต้องปรับตัวรับกระแสรถใช้ไฟฟ้า หาก OR ของเราเป็นบริษัทที่สามารถทำตัวเลขการเงินอัตราส่วนอย่าง Gross Profit , ROE , ROIC ได้ดีกว่าบริษัทอื่น ๆ ทั่วโลกได้ คงเป็นความภาคภูมิใจที่น่ายินดีไม่น้อย

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน